สำนักกฎหมาย

มารุต บุนนาค

อินเตอร์เนชั่นแนล ลอว์ ออฟฟิศ

โหวตสวนมติพรรค

ลงพิมพ์ในแนวหน้า : 5 มีนาคม 2564

ดร. รุจิระ บุนนาค

5 มีนาคม 2564


Facebook Rujira Bunnag

Twitter @RujiraBunnag

การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ระหว่างวันที่ 16-19 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2564 ใช้เวลาถึง วัน คืน เป็นการลงมติไม่ไว้วางใจ 10 รัฐมนตรี

ผลการลงมติในญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ทั้ง 10 รัฐมนตรี มีดังนี้ (1) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ไว้วางใจ 272 ไม่ไว้วางใจ 206 งดออกเสียง 3(2) พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ไว้วางใจ 274 ไม่ไว้วางใจ 204 งดออกเสียง 4(3) นายอนุทิน ชาญวีรกูลรองนายกรัฐมนตรี และรมว.สาธารณสุข ไว้วางใจ 275 ไม่ไว้วางใจ 201 งดออกเสียง 6(4) นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ ไว้วางใจ 268 ไม่ไว้วางใจ 207 งดออกเสียง 7(5) พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ไว้วางใจ 272 ไม่ไว้วางใจ 205 งดออกเสียง (6) นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ ไว้วางใจ 258 ไม่ไว้วางใจ 215 งดออกเสียง (7) นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน ไว้วางใจ 263 ไม่ไว้วางใจ 212 งดออกเสียง ไม่ลงคะแนน 1(8) นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม ไว้วางใจ 268 ไม่ไว้วางใจ 201 งดออกเสียง 12 ไม่ลงคะแนน (9) นายนิพนธ์ บุญญามณี รมช.มหาดไทย ไว้วางใจ 272 ไม่ไว้วางใจ 206 งดออกเสียง (10) ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ ไว้วางใจ 274 ไม่ไว้วางใจ 199 งดออกเสียง ไม่ลงคะแนน 1

ในการผ่านญัตติไว้วางใจหรือไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี ต้องอาศัยเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ส.ส.) ทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภา หรือ 244 เสียง จาก ส.ส. ที่ปฏิบัติหน้าที่ได้ 487 คน
ผลคะแนนดังกล่าว นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้รับคะแนนไว้วางใจสูงสุด ขณะที่นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ ได้รับคะแนนไว้วางใจน้อยที่สุดในหมู่ผู้ถูกซักฟอก

ที่น่าจับตามอง คือ ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ ซึ่งเคยได้ความไว้วางใจจากเพื่อนร่วมรัฐบาลต่ำสุดในศึกซักฟอกเมื่อปีพ.ศ.2563 มาปีนี้ได้รับคะแนนสูงเป็นอันดับสอง 

  การโหวตครั้งนี้ อาจทำให้พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี นั่งไม่ติดเก้าอี้ เพราะมี ส.ส.ดาวฤกษ์ในพรรคพลังประชารัฐได้โหวตสวนมติ  โดยการ“งดออกเสียง” นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม

ส.ส.ดาวฤกษ์ ได้แก่ (1)  น.ส.วทันยา วงษ์โอภาสี (2)  นางกรณิศ งามสุคนธ์รัตนา (3)  น.ส.ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์  (4) น.ส.ธณิกานต์ พรพงษาโรจน์ (5) น.ส.ภาวดาห์วรกานนท์ และ (6) นายศิริพงษ์ รัสมี

“มาดามเดียร์” หรือน.ส.วทันยา วงษ์โอภาสี ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ แกนนำกลุ่มดาวฤกษ์ ชี้แจงว่าที่งดออกเสียงในการลงคะแนน ญัตติไม่ไว้วางใจ เพราะการชี้แจงปมรถไฟสายสีส้มไม่ชัดเจนเพียงพอในการตอบคำอภิปรายของพรรคฝ่ายค้าน และทำให้สังคมตั้ง ข้อสงสัยในสองประเด็นหลักที่ยังไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจน คือ เรื่องการเปลี่ยนเงื่อนไข (Term of Reference: TOR) และการล้มการประมูลโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม และข้ออภิปรายเรื่องการไม่ปกป้องหรือเรียกคืนที่ของการรถไฟแห่งประเทศไทยในพื้นที่เขากระโดง จังหวัดบุรีรัมย์

น.ส.วทันยา ระบุอีกว่า ส.ส.ในกลุ่มดาวฤกษ์ ได้พยายามอย่างที่สุดในการปฏิบัติตามมติพรรค ด้วยการไม่ลงคะแนนไม่ไว้วางใจ อย่างไรก็ตามจำเป็นต้องปฏิบัติตามจิตวิญญาณความเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรด้วยการงดอออกเสียง
 ทางด้านนายศิริพงษ์ รัสมี ส.ส.เขต 17 หนองจอก กทม.พรรคพลังประชารัฐ ให้เหตุผลว่า โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ประมูลทำไม สายอื่นไม่สามารถวิ่งได้ ทำให้ประชาชนเดือดร้อน และพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ของนายศิริพงษ์ จึงต้องทำหน้าที่เพราะกินเงินเดือนประชาชน เพราะการลงมติเป็นการใช้เอกสิทธิ์ส.ส. ปกป้องผลประโยชน์ประชาชน

บทลงโทษของพรรคการเมืองต่อส.ส. ที่ลงมติสวนมติพรรค เช่น ถูกตัดสิทธิ์จากตำแหน่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของวิป กรรมาธิการ (กมธ.) งบประมาณ ประธานกมธ.คณะต่างๆ งดการแสดงบทบาทภายในพรรค และงดการสนับสนุนพื้นที่เป็นเวลา ปี  ซึ่งเป็นบทลงโทษที่หนัก

สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ได้เปิดเผยผลการสำรวจความเห็นของประชาชนว่า เกินกว่าร้อยละ 52.67 ระบุไม่ควรลงโทษส.ส.ทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาลที่โหวตสวนมติพรรค เพราะเป็นสิทธิเสรีภาพในการแสดงความเห็นส่วนบุคคล ที่ต้องเห็นแตกต่างกันได้

             สำหรับรูปแบบการลงโทษ มีการเสนอว่า  ไม่ส่งลงสมัคร ส.ส. ในนามพรรค ในการเลือกตั้งครั้งหน้า รองลงมา ร้อยละ 26.00 ระบุว่า ห้ามไม่ให้ทำกิจกรรมทางการเมืองร่วมกับพรรคหรือรัฐบาลอีกต่อไป ร้อยละ 17.33 ระบุว่า ปลดออกจากทุกตำแหน่งในพรรคและรัฐบาล ร้อยละ 16.33 ระบุว่า ไล่ออกจากพรรค ร้อยละ 4.67 ระบุว่า บีบให้ลาออกจากพรรค และร้อยละ 1.33 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ ว่ากล่าวตักเตือน

นับจากตั้งแต่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2521เป็นต้นมา หากพรรคการเมืองมีมติให้ ส.ส. ออกจากพรรค ส.ส. คนนั้นจะสิ้นสภาพความเป็น ส.ส. โดยทันที แต่สำหรับรัฐธรรมนูญฯ พ.ศ.2540 และรัฐธรรมนูญฯ พ.ศ.2550  ส.ส. ที่ถูกให้ออกจากพรรคออกสามารถอุทธรณ์ต่อศาลรัฐธรรมนูญได้
สำหรับรัฐธรรมนูญฯ พ.ศ.2560 ได้ลดบทบาทของพรรคการเมืองในการควบคุม ส.ส. กำหนดเอกสิทธิ์คุ้มครองให้ส.ส.สามารถแสดงความคิดเห็นได้อย่างเสรีภาพ  โดยเปิดช่องให้ ส.ส. มีอิสระในการโหวตไม่ทำตามมติพรรค  นอกจากนี้  การย้ายพรรคของ ส.ส. สามารถทำได้ไม่ยากนัก

รัฐธรรมนูญฯ พ.ศ. 2560 มาตรา 114 วางหลักว่า “สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ... ย่อมเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทยไม่อยู่ในความผูกมัดแห่งอาณัติมอบหมาย หรือความครอบงำใดๆ และต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติและความผาสุกของประชาชนโดยรวม...”

เมื่อประชาชนเลือก ส.ส. เพื่อทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติในสภาแทน กรณีไม่ได้เป็นรัฐมนตรีหรือฝ่ายบริหาร  ส.ส.ต้องทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหารแทนประชาชน  ในกรณีที่ฝ่ายนิติบัญญัติเห็นว่านายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่ไม่โปร่งใส  ส่อไปในทางทุจริต  บริหารราชการแผ่นดินบกพร่อง จะต้องถูกตรวจสอบจากส.ส.ในสภา  
จึงไม่เป็นเรื่องแปลก หากส.ส.งดออกเสียง สวนมติพรรค

จำนวนการอ่าน 33 ครั้ง