สำนักกฎหมาย

มารุต บุนนาค

อินเตอร์เนชั่นแนล ลอว์ ออฟฟิศ

เด็กหรือเยาวชน........กระทำผิดอาญา

ลงพิมพ์ในแนวหน้า : 25 ธันวาคม 2563

ดร. รุจิระ บุนนาค

25 ธันวาคม 2563


Facebook Rujira Bunnag

Twitter @RujiraBunnag

กระแสข่าวที่ว่า เยาวชนถูกดำเนินคดีอาญาในคดีสำคัญที่เกี่ยวข้องทางการเมือง จนเกิดคำถามในสังคมว่า เมื่อเยาวชนกระทำความผิดอาญาที่มีโทษรุนแรง สมควรได้รับการยกเว้น หรือต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย  

การดำเนินคดีอาญากับเด็กหรือเยาวชน มีขั้นตอนที่แตกต่างจากผู้ใหญ่ เพราะโดยทั่วไปเด็กหรือเยาวชนมีวุฒิภาวะที่แตกต่างจากผู้ใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นด้านการเรียนรู้ ด้านอารมณ์ พฤติกรรม ความรู้ผิดชอบชั่วดี ประสบการณ์ในการดํารงชีวิต สิ่งเหล่านี้อาจเป็นสาเหตุให้เด็กและเยาวชนพลาดพลั้งกระทําความผิดได้ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจาณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553  ได้กำหนดหลักเกณฑ์การดําเนินคดีที่เกี่ยวกับเด็กและเยาวชน 

ตามพ.ร.บ.ศาลเยาวชนฯ  “เด็ก” หมายความว่า บุคคลอายุยังไม่เกินสิบห้าปีบริบูรณ์เยาวชน หมายความว่า บุคคลอายุเกิน 15 ปีบริบูรณ์ แต่ยังไม่ถึง 18 ปีบริบูรณ์

ตามพ.ร.บ.ศาลเยาวชนฯ การจับกุมเด็กจะกระทำไม่ได้ เว้นแต่เด็กกระทำความผิดซึ่งมีหมายจับของศาล มีคำสั่งของศาล  ทั้งการจับกุมเยาวชนจะทำไม่ได้หากไม่มีหมายจับ หรือคำสั่งศาล เว้นแต่เยาวชนได้กระทำความผิดซึ่งหน้า มีพฤติกรรมอันควรสงสัยว่าเยาวชนน่าจะก่อเหตุร้ายให้เกิดภยันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินของผู้อื่นแต่หากมีเหตุจำเป็นเร่งด่วนที่ไม่อาจขอให้ศาลออกหมายจับได้ ต้องเป็นการจับเยาวชนที่หนีหรือจะหลบหนีระหว่างถูกปล่อยชั่วคราว
เมื่อเด็กหรือเยาวชนกระทำความผิด ตำรวจผู้จับกุม จะต้องแจ้งสิทธิและข้อหาแก่เด็กหรือเยาวชนก่อน และต้องนำส่งพนักงานสอบสวนทันที ก่อนการสอบปากคำ พนักงานสอบสวนต้องแจ้งให้ผู้ปกครองของเด็กหรือเยาวชนทราบ  การสอบปากคำต้องมีสหวิชาชีพเข้าร่วมด้วย ได้แก่ นักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ บุคคลที่เด็กร้องขอและพนักงานอัยการ เข้าร่วมสอบปากคำด้วย ในขณะเดียวกันพนักงานสอบสวนต้องแจ้งให้ผู้อำนวยการสถานพินิจที่อยู่ในเขตดังกล่าวทราบ เพื่อเตรียมการสำหรับการสืบเสาะและพินิจ รวมถึงการส่งตัวให้สถานพินิจดูแลเด็กหรือเยาวชน เพราะพนักงานสอบสวนไม่มีอำนาจในการควบคุมเด็กหรือเยาวชนเกิน 24 ชั่วโมง ไม่ว่าการสอบปากคำจะเสร็จสิ้นแล้วหรือไม่

หลังจากนั้นพนักงานสอบสวนจะต้องนำตัวเด็กหรือเยาวชนส่งศาลเยาวชนฯภายใน 24 ชั่วโมง ศาลเยาวชนฯจะรับเรื่องว่า มีเด็กหรือเยาวชนถูกจับและทำการตรวจสอบการจับกุมของพนักงานสอบสวนเด็กหรือเยาวชนที่ถูกจับ จะอยู่ในความดูแลของสถานพินิจ  ทางสถานพินิจจะทำการสืบเสาะหาข้อเท็จจริงในเรื่อง อายุ ประวัติ  ความประพฤติ สติปัญญา การศึกษา การอบรม  สุขภาพ ภาวะแห่งจิต นิสัย อาชีพ และฐานะของเด็กและเยาวชน รวมถึงข้อเท็จจริงของผู้ปกครองที่เด็กหรือเยาวชนอาศัยอยู่ด้วย ตลอดจนสภาพแวดล้อมทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับเด็กหรือเยาวชน ข้อมูลการสืบเสาะหาข้อเท็จจริงนี้ จะถูกทำเป็นรายงานแก่พนักงานสอบสวน พนักงานอัยการและศาลภายในเวลา 30 วัน ภายหลังจากที่ได้รับสำนวนการสอบสวนจากพนักงานสอบสวนและรายงานจากสถานพินิจ พนักงานอัยการจะใช้ดุลพินิจว่าจะฟ้องเป็นคดีอาญาหรือไม่ เพื่อให้ศาลเยาวชนฯพิจารณาคดีต่อไป

กรณีสั่งฟ้องพนักงานอัยการต้องเสนอผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้น ตามระเบียบกรมอัยการว่าด้วยการดำเนินคดีอาญาของ พนักงานอัยการ พ.ศ.2528  

กรณีสั่งไม่ฟ้องเมื่อพิจารณาพยานหลักฐานในสำนวน การสอบสวนโดยละเอียดรอบคอบแล้ว คดีมีพยานหลักฐานไม่พอฟ้อง หรือการฟ้องคดีใดจะไม่เป็นประโยชน์แก่สาธารณชนหรือขัดต่อความสงบเรียบร้อย และศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือจะมีผลกระทบต่อความปลอดภัยหรือความมั่นคงแห่งชาติ หรือผลประโยชน์อันสำคัญของประเทศ พนักงานอัยการต้องทำความเห็นสั่งไม่ฟ้อง ทั้งต้องเสนอผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้น แล้วจึงเสนอผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติหรือผู้ว่าราชการจังหวัด

สำหรับการดำเนินคดีในชั้นศาล ในการพิจารณาคดีอาญาที่เด็กหรือเยาวชน เป็นจำเลย ไม่ต้องดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความอาญาโดยเคร่งครัด ให้ใช้ถ้อยคำที่จำเลยสามารถเข้าใจได้ง่าย กับต้องให้โอกาสจำเลยรวมทั้งบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือบุคคลที่จำเลยอาศัยอยู่ หรือบุคคลที่ให้การศึกษา หรือให้ทำการงาน หรือมีความเกี่ยวข้องด้วย แถลงข้อเท็จจริง ความรู้สึก และความคิดเห็น ตลอดจนระบุและซักถามพยานได้ไม่ว่าในเวลาใดๆ ในระหว่างที่มีการพิจารณาคดี

การที่จะฟ้องเด็กหรือเยาวชนต่อศาลเยาวชนฯให้ถืออายุเด็กหรือเยาวชนในวันที่การกระทำความผิดได้เกิดขึ้น แม้เด็กหรือเยาวชนขณะกระทำความผิดมีอายุไม่เกิน 18 ปีบริบูรณ์ แต่ได้หลบหนีไปจนมีอายุเกิน 18 ปีบริบูรณ์ เช่น หลบหนีไป 10 ปี จนอายุถึง 28 ปี ต้องมาฟ้องศาลเยาวชนและครอบครัว 

การดำเนินคดีต่อเด็กหรือเยาวชนไม่ว่าจะในฐานะผู้ต้องหาหรือจำเลย ต้องใช้วิธีที่เหมาะสม เพื่อเปลี่ยนแปลงให้กลับตัวเป็นคนดี โดยไม่จำเป็นต้องลงโทษเสมอไป  แต่จะใช้วิธีการสำหรับเด็กหรือเยาวชนแทนการลงโทษ เพื่อคุ้มครองเด็กหรือเยาวชนไม่ให้ต้องเสียชื่อเสียง หรือถูกจำกัดเสรีภาพโดยไม่จำเป็น

ตามพ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 และอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ระบุว่ารัฐมีหน้าที่ต้องปกป้องสิทธิเด็ก  การกระทำหรือการดำเนินการทั้งหลายต้องคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นอันดับแรก และ รัฐต้องให้ความคุ้มครองต่อสิทธิในการแสดงความคิดเห็นของเด็ก
เสรีภาพในการแสดงออกหรือเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นถือเป็นองค์ประกอบหลักของประเทศที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตย ทำให้การจับกุมเยาวชนได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะสื่อต่างชาติ ที่มองว่าการแสดงออกหรือเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นได้รับการรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

ประชาชนคนไทยต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย ที่มีทั้งบทลงโทษ ลดโทษ บรรเทาทา ละเว้นโทษ แล้วแต่กรณี กฎหมายของประเทศใดย่อมเหมาะสมกับประเทศนั้นๆ จะนำไปเปรียบเทียบกับประเทศอื่นไม่ได้ เพราะประวัติศาสตร์ ขนบธรรมเนียม ประเพณี แตกต่างกัน

ประเทศอื่นไม่ควร สอดแทรกวิพากษ์วิจารณ์กฎหมายไทย โดยไม่ได้รับข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง

จำนวนการอ่าน 21 ครั้ง