สำนักกฎหมาย

มารุต บุนนาค

อินเตอร์เนชั่นแนล ลอว์ ออฟฟิศ

ศาลรธน. เพิกถอน พ.ร.บ.คำสั่งเรียก

ลงพิมพ์ในแนวหน้า : 23 ตุลาคม 2563

ดร. รุจิระ บุนนาค

23 ตุลาคม 2563


Facebook Rujira Bunnag

Twitter @RujiraBunnag

           จากการที่ผู้ตรวจการแผ่นดินเสนอเรื่องพิจารณาที่ 32/2562 ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญ
พิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 231 (1) ว่า พ.ร.บ.คำสั่งเรียกของคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา พ.ศ. 2554  มาตรา มาตรา และมาตรา 13 มีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 129 หรือไม่

             เมื่อวันที่ ตุลาคม พ.ศ. 2563   ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ว่า พ.ร.บ.คำสั่งเรียกของ
คณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา พ.ศ. 2554 มาตรา ที่บัญญัติอำนาจของคณะกรรมาธิการในการออกคำสั่งเรียกเอกสารจากบุคคลใด หรือเรียกบุคคลใดมาแถลงข้อเท็จจริง หรือแสดงความเห็นในกิจการที่กระทำหรือในเรื่องที่พิจารณาสอบสวนหรือศึกษาอยู่นั้นได้ มาตรา ที่บัญญัติขั้นตอน การออกคำสั่งเรียกของคณะกรรมาธิการ และมาตรา 13 ที่กำหนดโทษแก่ผู้ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเรียกของคณะกรรมาธิการ ขัดหรือแย้งและมีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา  129

             คำวินิจฉัยนี้ สืบเนื่องมาจากการยื่นร้องของผู้ตรวจการแผ่นดินที่ได้รับคำร้องของนาย
ไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ขอให้พิจารณาและมีความเห็นเสนอศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า บทบัญญัติดังกล่าวขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ หลังพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) จะใช้อำนาจตามกฎหมายดังกล่าว ออกคำสั่งเรียก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มาชี้แจงกรณีการถวายสัตย์ไม่ครบถ้วน


             เหตุผลในการประกาศใช้ พ.ร.บ.คำสั่งเรียกของคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎร
และวุฒิสภา พ.ศ. 2554 เพราะบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญบัญญัติให้คณะกรรมาธิการสามัญและ
วิสามัญของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภามีอํานาจออกคําสั่งเรียกเอกสาร จากบุคคลใด หรือเรียกบุคคลใดมาแถลงข้อเท็จจริง หรือแสดงความเห็นในกิจการที่กระทํา หรือเรื่องที่พิจารณา สอบสวนหรือศึกษาอยู่นั้นได้  และให้คําสั่งเรียกดังกล่าวมีผลบังคับซึ่งจะส่งผลดีต่อการพิจารณาของคณะกรรมาธิการ ทําให้มีประสิทธิภาพและได้รับข้อเท็จจริงที่ครบถ้วน
  
             คำวินิจฉัยนี้ ส่งผลให้คณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา จะไม่สามารถ
เรียกบุคคลต่างๆเข้ามาชี้แจงได้ และไม่สามารถดำเนินคดีอาญาดังกล่าวแก่บุคคลเหล่านั้นได้ รวมทั้งคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา ชุดใดที่อยู่ระหว่างมีคำสั่งเรียกบุคคลเข้ามาชี้แจงมีอันสิ้นผลไป เนื่องจากรัฐธรรมนูญ ฯ พ.ศ. 2560 ไม่รับรองกฎหมายดังกล่าว เพราะกฎหมายนี้เป็นการออกตามรัฐธรรมนูญฯ พ.ศ. 2550 ที่เลิกใช้ไปแล้ว

              ด้วยความเคารพในคำพิพากษา กฎหมายฉบับนี้ใช้มาร่วม 10  ปีแล้ว หากต่อไปไม่มี
กฎหมายฉบับนี้ คณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา จะเชิญหรือเรียกใครมาให้ข้อมูลหรือสอบถาม เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่เป็นประโยชน์ ต่อการทำงานของสภา และต่อสาธารณะชน  ตามเจตนารมณ์ของประกาศใช้พ.ร.บ. คำสั่งเรียกของคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา พ.ศ. 2554   คงจะหาคนให้ความร่วมมือด้วยยาก เพราะไม่มีบทบังคับ เมื่อไม่มีบทบังคับ ความเกรงกลัวจะไม่มี

              หาก พ.ร.บ.คำสั่งเรียกของคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา พ.ศ.
2554  ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ย่อมทำให้คณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภาเหลืออำนาจน้อยลง เนื่องจากบางคนที่มาเพราะกลัวว่า ถ้าไม่มาตามคำเชิญของคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา  จะถูกออกคำสั่งเรียก และหากไม่มาตามคำสั่งเรียกอาจจะมีความผิดตามกฎหมาย   เพราะตามมาตรา 13 ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา  ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกิน เดือนหรือปรับไม่เกิน 5,000 บาท หรือทั้งจําทั้งปรับ

             เมื่อพิจารณาดูแล้ว มาตรา มาตรา และมาตรา 13 แห่งพ.ร.บ.คำสั่งเรียกของคณะ
กรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา พ.ศ. 2554 ไม่น่าขัดต่อรัฐธรรมนูญ เพราะการเรียกบุคคลมาให้ข้อเท็จจริงหรือสอบถาม มีปรากฏอยู่ในกฎหมายหลายกรณี เช่น พนักงานสอบสวน ศาลเรียกบุคคลมาให้การ รวมทั้งเจ้าหน้าที่อื่นๆ ด้วย

              ที่ผ่านมา ศาลรัฐธรรมนูญได้ เคยเพิกถอนกฎหมายที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ เช่น พระราช
บัญญัติที่เกี่ยวกับบริษัท ที่กำหนดให้กรรมการบริษัทที่มีอำนาจ ต้องรับโทษอาญา ในกรณีที่บริษัทกระทำความผิดอาญา ศาลให้เหตุผลว่า ต้องดูเจตนา และพิจารณาด้วยว่า กรรมการมีส่วนร่วมกระทำความผิดด้วยหรือไม่ ถือว่าเป็นคำวินิจฉัยที่ชอบด้วยเหตุผล

             อันที่จริงแล้ว ไม่มีจำเป็นต้องยกเลิกกฎหมายฉบับนี้ หากการเรียกนายกรัฐมนตรีมาให้
ปากคำในชั้นกรรมาธิการ โดยปราศจากเหตุผลอันสมควร ทำให้ไม่สามารถดำเนินคดีกับนายกรัฐมนตรีได้อยู่แล้วด้วยเหตุผลที่ว่า  ศาลรัฐธรรมนูญได้มีมติเอกฉันท์ เมื่อ 11  กันยายน พ.ศ. 2562 ไม่รับคำร้องที่ผู้ตรวจการแผ่นดิน ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญฯ มาตรา 213 ว่า การที่พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี ถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 161 เป็นการกระทำที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ใช้บังคับไม่ได้ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา วรรคหนึ่ง

              รัฐธรรมนูญฯ มาตรา 161 ระบุว่า ก่อนเข้ารับหน้าที่ รัฐมนตรี “ต้อง” ถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ เพื่อยืนยันความสัมพันธ์ระหว่างคณะรัฐมนตรีกับพระมหากษัตริย์ การถวายสัตย์ปฏิญาณนั้น จึงเป็นเรื่องระหว่างคณะรัฐมนตรีกับพระมหากษัตริย์

               กรณี เรื่องพ.ร.บ.คำสั่งเรียกของคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา พ.ศ. 2554 มีที่มาเกี่ยวกับการเรียกพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีมาให้ปากคำในชั้นกรรมาธิการเมื่อกฎหมายถูกยกเลิก อาจทำให้คนจำนวนไม่น้อยคิดว่าเป็นการช่วยเหลือนายกรัฐมนตรีในทางอ้อมหรือไม่

เรื่องนี้จึงต้องติดตามกันว่า ต่อไปจะปฏิบัติกันอย่างไร จึงจะเหมาะสมและพอดี

จำนวนการอ่าน 37 ครั้ง