สำนักกฎหมาย

มารุต บุนนาค

อินเตอร์เนชั่นแนล ลอว์ ออฟฟิศ

ครูลงโทษเด็ก

ลงพิมพ์ในแนวหน้า : 2 ตุลาคม 2563

ดร. รุจิระ บุนนาค

2 ตุลาคม 2563


Facebook Rujira Bunnag

Twitter @RujiraBunnag

ข่าวครูลงโทษนักเรียนเกินกว่าเหตุ พาดหัวข่าวว่าว่า “ครูใจยักษ์” “ครูใจร้าย” ปรากฏให้เห็นตามสื่อต่างๆอยู่บ่อยครั้ง เมื่อมีข่าวนี้ทำให้ผู้ปกครองหลายราย ต่างวิตกกังวลว่า บุตรหลานของตนถูกลงโทษเกินกว่าเหตุหรือไม่ ไม่ว่าเหตุการณ์จะเกิดขึ้นครั้งไหน ทุกคนต่างขอให้เหตุการณ์นั้นเป็นครั้งสุดท้าย แต่หลังจากนั้นไม่นาน จะมีเหตุการณ์แบบนั้นอีก ความรุนแรงมากน้อยต่างกันไป

สัปดาห์ที่ ของเดือนกันยายน พ.ศ. 2563  มีการนำเสนอข่าวครูโรงเรียนเอกชนชื่อดังอำเภอปากเกร็ดจังหวัดนนทบุรี ทำร้ายร่างกายเด็กนักเรียนชั้นอนุบาล ที่ตัวเองสอนอยู่ จนเด็กๆหวาดกลัว ไม่กล้าไปโรงเรียน ผู้ปกครองหลายคนจึงเกิดความสงสัยว่า ทำไมบุตรหลานมีบาดแผลฟกช้ำ อีกทั้งยังละเมอ ตื่นขึ้นกลางดึก ท่าทางหวาดกลัว จึงได้รวมตัวกันไปขอตรวจสอบภาพจากกล้องโทรทัศน์วงจรปิดภายในห้องเรียน และพบว่า ครูได้กระทำทารุณกรรมเด็กรูปแบบต่างๆ  เช่น  ใช้ไม้กวาดตีเด็ก ผลักให้เด็กล้มลงกับพื้น จับหัวดึงผม โขกหัวเด็ก ฟาดหลังเด็ก ลากเด็กไปห้องน้ำ ป้ายยาดมใส่ตาเด็กจนมีการแจ้งความดำเนินคดีครูในคลิป ที่สถานีตำรวจภูธรชัยพฤกษ์ จังหวัดนนทบุรี 

ครูที่ปรากฏในคลิป คือ ครูจุ๋มมีฐานะเป็นครูผู้ช่วย บางสื่อหลีกเลี่ยงที่จะใช้คำว่า “ครู”  จึงเรียกว่า “น.ส.จุ๋ม”แทน คงเป็นเพราะ ครู คือ แม่พิมพ์ของชาติ แต่สำหรับครูจุ๋มคงไม่ใช่  เพราะสิ่งที่น.ส.จุ๋ม กระทำต่อเด็กทารุณและโหดร้ายพ่อแม่เด็กเผยว่า พฤติกรรมลูกเปลี่ยนไป จากเด็กร่าเริง ช่างพูดช่างคุยกลายเป็นเด็กอารมณ์ร้าย ชอบตะคอก ชอบโยนของแล้วชี้นิ้วสั่งให้ไปเก็บ ง้างมือจะตีพ่อแม่

พนักงานสอบสวนได้ออกหมายเรียกน.ส.จุ๋ม  รับทราบข้อกล่าวหา กรณีทำร้ายร่างกายนักเรียนชั้นอนุบาลกว่า 10 คน ขณะนี้ ข้อหา  ได้แก่ 1.ทำร้ายร่างกาย 2.กักขังหน่วงเหนี่ยว 3.พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 ซึ่งหากระหว่างทำการสอบสวน และพบว่าการกระทำของน.ส.จุ๋ม ผิดกฎหมายอื่นด้วย  พนักงานสอบสวนสามารถแจ้งข้อหาเพิ่มเติมได้ ซึ่งการกระทำของน.ส.จุ๋มอาจเข้าข่ายความผิดตามพ.ร.บ. คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546พ.ร.บ.สภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2546 เนื่องจากเด็กยังเป็นเยาวชนการที่พนักงานสอบสวนจะพูดคุยต้องมีสหวิชาชีพ ฝ่ายเข้าร่วมด้วย  ได้แก่ อัยการ พนักงานสอบสวน นักสังคมสงเคราะห์ และนักจิตวิทยา  ทั้งคงต้องรอระยะเวลาสักพัก เพราะสภาพจิตใจเด็กๆยังอยู่ในสภาวะหวาดกลัว  ต้องให้นักจิตวิทยาช่วยฟื้นฟูสภาพจิตใจ

คลิปที่น.ส.จุ๋ม ทำร้ายร่างกายเด็ก มีการส่งต่อหรือแชร์กันในโลกออนไลน์ มีไม่ต่ำกว่า 10 คลิป  สร้างความหดหู่ใจยิ่งนัก คลิปเหล่าถือเป็นหลักฐานสำคัญที่ไม่เพียงแต่จะเอาความผิดแค่น.ส.จุ๋ม แต่บุคคลที่ปรากฏในคลิปที่เด็กๆเรียกว่าครู ได้แก่  ครูประจำชั้น, ครูชาวฟิลิปปินส์, ครูศิลปะ ที่พากันยืนดูพฤติกรรมที่น.ส.จุ๋ม กระทำต่อเด็กน้อยไร้เดียงสา แต่กลับไม่ห้ามปรามอย่างใด  ถือว่ามีความผิดฐานละเว้นให้ความช่วยเหลือผู้ถูกกระทำ (ประมวลกฎหมายอาญา (มาตรา 374 ผู้ใดเห็นผู้อื่นตกอยู่ในภยันตรายแห่งชีวิตซึ่งตนอาจช่วยได้โดยไม่ควรกลัวอันตรายแก่ตนเองหรือผู้อื่นแต่ไม่ช่วยตามความจำเป็น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ) ทั้งถือได้ว่าเป็นตัวการร่วมหรือผู้สนับสนุนสำหรับครูชาวฟิลิปปินส์นอกจากจะปรากฏว่าทำร้ายเด็กแล้วยังพบว่า ถือวีซ่านักท่องเที่ยว แต่กลับมาสอนหนังสือ  มีความผิดทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน ตามพ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560

แม้ขณะนี้ ทางโรงเรียนได้ให้บุคลที่ปรากฏคลิปออกจากการเป็นครูแล้วโรงเรียนเอกชนแห่งนี้ถือว่าเป็นโรงเรียนที่มีชื่อเสียง แต่ทำไมผู้บริหารโรงเรียนกลับปล่อยให้มีเรื่องเช่นนี้ทำไมไม่ดูกล้องวงจรปิดอย่างสม่ำเสมอ คงไม่มีเหตุการณ์เช่นนี้

ทางกระทรวงศึกษาธิการควรเอาเรื่องนี้ให้ถึงที่สุด เพื่อที่จะได้ไม่ให้มีเหตุการณ์เช่นนี้อีก เป็นเรื่องที่ถูกต้องและสมควรอย่างยิ่งที่มีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบโรงเรียน พร้อมแจ้งความเอาผิดผู้บริหารและบุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งหมดทุกข้อหาอย่างถึงที่สุด รวมถึงการตรวจสอบเอกสารเกี่ยวกับการจ้างครู และการดำเนินกิจกรรมการเรียนการสอนของทางโรงเรียนทั้งหมดว่าถูกต้องตามระเบียบของทางกระทรวงศึกษาธิการหรือไม่ใบประกอบวิชาชีพเลขที่เท่าไหร่และหมดอายุเมื่อไหร่ คนที่จะมาเป็นครูผู้สอนจะต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูที่ออกโดยคุรุสภา และต้องมีจิตวิทยาในการสอนเด็ก เบี่ยงเบนความสนใจของเด็ก แทนการบังคับขู่เข็ญ ถ้าไม่มีถือว่าเป็นครูเถื่อน มีความผิดระวางโทษจำคุกไม่เกิน ปี ปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับตามพ.ร.บ.ครุสภาและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2546 เชื่อว่าหลายโรงเรียนมีการจ้างครูโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมาย

ในอดีตทั้งผู้ปกครองและครูจะนำสุภาษิต   “รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี”เป็นแนวปฏิบัติ  มีการลงโทษตามร่างกายได้ตามเหตุผลอันสมควร ผู้คนที่อายุ 40-50 ปี ขึ้นไป จำนวนไม่น้อยที่คงได้สัมผัสกับรสชาติของไม้เรียวทั้งบ้านและโรงเรียนต่างมีไม้เรียวติดไว้การถูกลงโทษด้วยไม้เรียวดูจะเป็นเรื่องปกติในสมัยนั้น ครูส่วนมากจะมีไม้เรียวเป็นของตนเอง  บางคนอาจใช้บ่อยจนไม้เรียวหัก  นอกจากการตีแล้ว  ยังมีการลงโทษแบบต่างๆ เช่น ปั่นจิ้งหรีด   เดินเป็ด  ขนมจีบ  คาบไม้บรรทัด โดนขว้างด้วยแปรงลบกระดาน  วิ่งรอบสนาม  ยืนหน้าเสาธง ล้างห้องน้ำ มักจะมีการลงโทษในที่แจ้ง เพื่อให้เกิดความอับอายและไม่กล้าทำผิดอีก 

การลงโทษนักเรียนที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม  มีจุดประสงค์หลัก เพื่อให้นักเรียนที่ถูกครูลงโทษหลาบจำ และไม่ทำพฤติกรรมเช่นนั้นอีก  โดยต้องการให้มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไปในทางที่ถูกต้องดีงามตามที่สังคมกำหนด   มายุคสมัยนี้ ผู้คนจะเคารพต่อสิทธิมนุษยชนมากขึ้น การลงโทษโดยการตี  ถูกมองว่าเป็นการทำร้ายร่างกายและจิตใจ  ทำให้นักเรียนเก็บกด  ส่งต่อความรุนแรงให้ผู้อื่นโดยเฉพาะกับเด็กอนุบาล ยิ่งไม่สมควร  ตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ.2548 กำหนดให้การลงโทษเด็กทำได้แค่ สถาน เท่านั้น คือ 1. ว่ากล่าวตักเตือน 2. ทำทัณฑ์บน 3. ตัดคะแนนความประพฤติ และ 4. ทำกิจกรรมเพื่อปรับพฤติกรรม

การเขียนเสือให้วัวกลัวใช้ไม่ได้กับยุคปัจจุบัน คงถึงเวลาที่จะต้องเชือดไก่ให้ลิงดูแล้ว เพื่อเป็นมาตรฐานให้กับโรงเรียนเอกชนทุกแห่งทั่วประเทศ ครูคือแม่พิมพ์ของชาติ ส่วนเด็กในวันนี้ คือ ผู้ใหญ่ในวันหน้า ทั้งครูและเด็กต่างมีความสำคัญต่ออนาคตของประเทศ ปัญหานี้ต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน อย่าปล่อยให้เนื้อร้ายกลายเป็นมะเร็ง

จำนวนการอ่าน 42 ครั้ง