สำนักกฎหมาย

มารุต บุนนาค

อินเตอร์เนชั่นแนล ลอว์ ออฟฟิศ

หมิ่นประมาทในสภา

ลงพิมพ์ในแนวหน้า : 18 กันยายน 2563

ดร. รุจิระ บุนนาค

18 กันยายน 2563


Facebook Rujira Bunnag

Twitter @RujiraBunnag

นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดมหาสารคาม และรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย หรือ ส.ส.โจ้  เดิมทีเคยอยู่พรรคประชาธิปัตย์  เป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการเคลื่อนไหวตรวจสอบการทุจริตในหลายโครงการ จนได้ขึ้นชื่อว่าเป็น “จอมแฉ”  เช่น ปี พ.ศ. 2545 เคยเปิดโปงเรื่อง เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.พยัคฆภูมิพิสัย รับส่วยหวยใต้ดิน ปี พ.ศ. 2549 เดินทางไป กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย เพื่อหาข้อมูลเพิ่มเติม กรณีทุจริตโครงการซื้อรถดับเพลิงของกรุงเทพมหานคร ปี พ.ศ. 2550 เคยเคลื่อนไหวให้มีการตรวจสอบ โครงการผลิตน้ำมันดิบจากแหล่งนางนวลของบมจ.ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (ปตท.สผ.) ที่พบความไม่โปร่งใสในการจัดจ้างบริษัท อ่าวสยาม มารีน จำกัด ขุดเจาะน้ำมัน 

              นายยุทธพงศ์ ได้ทำการตรวจสอบโดยไม่แบ่งฝักฝ่าย แม้กระทั่งส.ส.พรรคเดียวกันได้ถูกตรวจสอบด้วยเช่นเดียวกัน

              เมื่อวันที่ กันยายน พ.ศ.2563  มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร โดยมีนายชวน หลีกภัย ประธานสภาฯ เป็นประธานในการประชุม เพื่อพิจารณาญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อซักถามข้อเท็จจริงหรือเสนอแนะปัญหาต่อคณะรัฐมนตรี ในเรื่องวิกฤตทางเศรษฐกิจและวิกฤตทางการเมือง โดยไม่มีการลงมติ

              นายยุทธพงศ์ ได้อภิปรายถึงกรณีกองทัพเรือจัดซื้อเรือดำน้ำ ลำ  มูลค่า 2.25 หมื่นล้านบาทว่า ไม่เป็นไปตามรูปแบบรัฐต่อรัฐหรือจีทูจี (G2G-Government to Government) โดยพล.ร.อ.ลือชัย รุดดิษฐ์ ไปลงนามกับบริษัท China Shipbuilding and Offshore International Company (CSOC) การโอนเงินไม่ได้โอนจากรัฐบาลไทย การจัดซื้อแบบจีทูจี (G2G-Government to Government) จะดำเนินการโดยรัฐบาลตั้งแต่ต้นจนจบ แต่ทางกองทัพเรือโอนเงินไปให้บริษัท CSOC ทั้งไม่เคยแสดงหนังสือรับมอบอำนาจฉบับเต็ม  (Full Power) ทั้งของฝั่งไทยและจีน  จึงสงสัยว่าจะเป็นจีทูจีหรือไม่          เนื่องจากบริษัท CSOC ที่กองทัพเรือไปลงนามซื้อเรือดำน้ำ เป็นบริษัทลูกในเครือของ CSSC (China State Shipbuilding Cooperation Limited) และบริษัท CSSC ยังเป็นเจ้าของบริษัท China Shipbuilding Trading Company Limited ซึ่งเป็นบริษัทเดียวกัน  นอกจากนี้บริษัท CSSC  ยังมาเปิดบริษัทที่ประเทศไทย ชื่อ  บริษัทไชน่าชิปปิ้ง บิวดิ้ง ประเทศไทย จำกัด จดทะเบียนเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562 ทุนจดทะเบียน ล้านบาท ตั้งอยู่ที่ 22/331 อาคารเอเวอร์กรีนชั้น ถนนบางนาตราด แขวงบางนา พระโขนง กรุงเทพมหานครดำเนินกิจการโรงหล่อโลหะ จะเป็นจีทูจีจริงได้อย่างไร เพราะมีทุนจดทะเบียนเพียงแค่ ล้านบาท นอกจากนี้บริษัทจีนจะมีเพียง 97 บริษัทเท่านั้นที่ขึ้นต้นด้วย China  หากจะไปจดใหม่รัฐบาลจีนไม่ให้อนุญาตแล้ว  

            ทันทีที่หลังนายยุทธพงศ์อภิปรายเสร็จสิ้น นายชวน หลีกภัย  ได้กล่าวด้วยความเป็นห่วงว่า  “คุณยุทธพงศ์มีข้อมูลไปสู้คดีนะครับ”  

             ก่อนหน้าที่จะมีการอภิปรายในสภา นายยุทธพงศ์เคยให้ข่าวว่า จะออกมาแฉเรื่องเรือดำน้ำกลางสภาว่า เป็นบริษัทเอกชน ไม่ใช่รัฐบาลจีน  ทำให้กองทัพเรือจึงส่งเจ้าหน้าที่ไปแจ้งความดำเนินคดีกับนายยุทธพงศ์ ที่กองบังคับการปราบปรามในข้อหาหมิ่นประมาท กรณีให้ข้อมูลบิดเบือนการจัดซื้อเรือดำน้ำของกองทัพเรือ  จนทำให้ประชาชนเคลือบแคลงสงสัย กองทัพเรือเป็นหน่วยราชการและสถาบันหลักด้านความมั่นคงของประเทศ  มีสถานะเป็นนิติบุคคล การดำเนินการปฏิบัติงานต่างๆของกองทัพเรือเป็นการดำเนินการด้านความมั่นคงของชาติ ตามหน้าที่และภารกิจที่ได้รับมอบหมาย ที่ดำเนินการด้วยความโปร่งใสและถูกต้อง 

ส่วนผลคดีหมิ่นประมาทกองทัพเรือที่เกี่ยวกับเรือดำน้ำ จะต้องพิจารณาในเรื่องข้อเท็จจริง และพยานหลักฐาน

             นอกจากนี้ คดีซื้อรถดับเพลิงของกทม.ไม่ได้มาจากการตรวจสอบของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เอง แต่มาจากการร้องเรียนของนายยุทธพงศ์  สมัยที่อยู่พรรคประชาธิปัตย์ เมื่อปีพ.ศ.2548 เพราะรู้มาว่าการจัดซื้อรถดับเพลิงของกทม.ผิดปกติ เนื่องจากมีราคาแพงมากและอาจเกิดการฮั้วขึ้น และได้มีการรวบรวมหลักฐาน ตัวนายยุทธพงศ์  ได้เดินทางไปออสเตรีย เพื่อรวบรวมข้อมูลด้วย ต่อมามีการร้องเรียนต่อป.ป.ช. และได้มีการยื่นข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศนครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อปีพ.ศ. 2553 เพื่อให้เพิกถอนสัญญาซื้อขายและเรียกเงินที่จ่ายไปคืนทั้งหมด ตามคำสั่งของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เนื่องจากเห็นว่า การทำสัญญาจัดซื้อมีการทุจริตจนเกิดการกีดกันทางการค้า และการเสนอราคาอย่างไม่เป็นธรรม

            จากการทุจริตดังกล่าวส่งผลให้นักการเมือง ข้าราชการประจำ และผู้เกี่ยวข้องถูกดำเนินคดีฟ้องร้องกันถ้วนหน้า

             ความผิดอาญาฐานหมิ่นประมาท บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 “ผู้ใดใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชังผู้นั้นกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาท ต้องระวังโทษจำคุกไม่เกิน ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”
            
              สมาชิกรัฐสภาจะได้รับเอกสิทธิ์ที่จะแสดงความคิดเห็น บุคคลอื่นจะนำไปฟ้องร้องว่ากล่าวในทางใดๆไม่ได้ ไม่ว่าในเวลาใดๆไม่ได้ แม้จะพ้นจากตำแหน่งสมาชิกรัฐสภาแล้ว   การกล่าวถ้อยคำในที่ประชุมสภาที่จะได้รับเอกสิทธิ์ ต้องเป็นการกล่าวโดยถูกต้องตามข้อบังคับและได้รับอนุญาตจากประธานสภาผู้แทนราษฎรด้วย ดังนั้น จึงไม่สามารถดำเนินคดีอาญาข้อหาหมิ่นประมาทได้ แต่หากกล่าวโดยผิดข้อบังคับ หรือโดยประธานสภาไม่อนุญาต เช่น สั่งให้หยุดพูดแล้วไม่ยอมหยุด ไม่ได้รับเอกสิทธิ์ ทั้งนี้ เพื่อมิให้มีการถือโอกาสจากการที่เป็นสมาชิกรัฐสภาใช้เอกสิทธิ์ไปในทางที่มิชอบ  

             สถานที่ที่ได้รับเอกสิทธิ์ ได้แก่ ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่ประชุมวุฒิสภาและที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา เอกสิทธิ์ให้ความคุ้มครองเฉพาะการกล่าวถ้อยคำในที่ประชุม หากเป็นการกล่าวในที่ที่ไม่ใช่ห้องประชุม แม้อยู่ในบริเวณรัฐสภา เช่น ที่ห้องแถลงข่าว ห้องโถง ห้องอาหาร ลานจอดรถ ย่อมไม่ได้เอกสิทธิ์ 
           เอกสิทธิ์ จะไม่คุ้มครองสมาชิกผู้กล่าวถ้อยคำในการประชุมที่มีการถ่ายทอดทางวิทยุกระจายเสียงหรือวิทยุโทรทัศน์หรือทางอื่นใด หากถ้อยคำที่กล่าวในที่ประชุมไปปรากฏนอกบริเวณรัฐสภาและการกล่าวถ้อยคำนั้นมีลักษณะเป็นความผิดทางอาญาหรือละเมิดสิทธิในทางแพ่งต่อบุคคลอื่นซึ่งมิใช่รัฐมนตรีหรือสมาชิกแห่งสภานั้น

กรณีของ นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ที่กล่าวพาดพิงเรื่องเรือดำน้ำ ไม่ได้รับความคุ้มครองจากเอกสิทธิ์ในสภา จึงเป็นเรื่องที่ต้องติดตามต่อไป

จำนวนการอ่าน 45 ครั้ง