สำนักกฎหมาย

มารุต บุนนาค

อินเตอร์เนชั่นแนล ลอว์ ออฟฟิศ

เส้นตาย....ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง

ลงพิมพ์ในแนวหน้า : 28 สิงหาคม 2563

ดร. รุจิระ บุนนาค

28 สิงหาคม 2563


Facebook Rujira Bunnag

Twitter @RujiraBunnag

ที่ดินถือเป็นทรัพย์สินที่มีค่า  คนจำนวนหนึ่งจึงเก็บเงิน เพื่อซื้อที่ดิน เพราะเป็นการลงทุน
ประเภทหนึ่ง  การเสื่อมสภาพมีน้อย จึงซื้อเก็บไว้เพื่อเก็งกำไร  ถ้าความเจริญเข้าไปถึง จะได้กำไรมาก  คนที่มีกำลังทรัพย์จึงสามารถซื้อที่ดินเก็บไว้ได้เป็นจำนวนมาก

การปล่อยที่ดินให้รกร้างว่างเปล่าย่อมไม่เกิดประโยชน์แก่ที่ดินในแง่เศรษฐกิจ   รัฐต้องการกระตุ้นให้ผู้มีดินและสิ่งปลูกสร้าง ดำเนินการให้เกิดประโยชน์ จึงเห็นว่าควรจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ทั้งการจัดเก็บภาษีตามกฎหมายว่าด้วยภาษีโรงเรือนและที่ดิน และภาษีบำรุงท้องที่ใช้บังคับมาเป็นเวลานานไม่เหมาะอีกต่อไป จึงยกเลิกกฎหมายว่าด้วยภาษีโรงเรือนและที่ดิน และภาษีบำรุงท้องที่และใช้พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ มกราคม พ.ศ. 2563   อันเป็นการปฏิรูปโครงสร้างระบบภาษีทรัพย์สินให้มีความทันสมัยเป็นสากลเช่นเดียวกับนานาประเทศและแก้ไขปัญหาโครงสร้างภาษีเดิม

ตามพ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างฯ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) มีอำนาจจัดเก็บภาษีจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ที่อยู่ในเขตองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น  องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหมายถึง  เทศบาล  องค์การบริหารส่วนตำบล กรุงเทพมหานคร  เมืองพัทยา และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นตามที่มีกฎหมายจัดตั้ง แต่ไม่หมายความรวมถึงองค์การบริหารส่วนจังหวัด

ภาษีที่จัดเก็บได้ในเขตองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใด ให้เป็นรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น  ดังนั้น ภาษีที่จัดเก็บ จะช่วยให้ท้องถิ่น มีงบประมาณในการพัฒนาพื้นที่ให้เกิดความเจริญในระยะยาว

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง แบ่งออกเป็น ประเภท (1)  ที่ดินเพื่อการเกษตร (2) ที่ดินเพื่ออยู่อาศัย (3)  ที่ดินเพื่อการพาณิชย์ และ(4) ที่ดินรกร้างว่างเปล่า  

ผู้มีหน้าที่เสียภาษี คือ (1)  เจ้าของที่ดิน/สิ่งปลูกสร้าง (2) เจ้าของห้องชุด และ (3) ผู้ครอบ
ครองทรัพย์สินของรัฐ (ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้าง)

สำหรับที่ดินเพื่อการเกษตร อัตราภาษีเริ่มต้น ร้อยละ 0.01 ใน ปีแรกจะได้รับการยกเว้น ส่วนที่ดินเพื่ออยู่อาศัย   จะได้รับการยกเว้นสำหรับผู้ที่มีบ้านหลังแรก   หากมีมูลค่าไม่เกิน 50 ล้านบาท ในกรณีที่เป็นบ้านหลังที่สอง อัตราภาษีเริ่มต้น ร้อยละ 0.02 หรือล้านละ 200 บาท ที่ดินเพื่อการพาณิชย์ ราคาประเมินไม่เกิน 50 ล้านบาท อัตราภาษีเริ่มต้น ร้อยละ 0.3 หรือล้านละ 3,000 บาท ที่ดินรกร้างว่างเปล่า อัตราภาษีเริ่มต้น ร้อยละ 0.3 หรือล้านละ 3,000 บาท และจะเพิ่มอีก ล้านละ 3,000 บาท ในทุกๆปี

การชำระภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เริ่มจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะมีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีแก่ผู้เสียภาษีภายในเดือนกุมภาพันธ์และต้องชำระภาษีภายในเดือนเมษายน แต่เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคไวรัสโคโรนา (โควิด-19) ระบบเศรษฐกิจทั่วโลกและของประเทศไทยหดตัวลงอย่างรุนแรงและรวดเร็ว กระทบต่อประชาชนทุกสาขาอาชีพในวงกว้าง จึงทำให้การจัดเก็บภาษีซึ่งเป็นปีแรก ไม่สามารถเป็นไปตามกำหนด จึงเลื่อนการชำระภาษีมาเป็นวันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2563 และมีการลดอัตราภาษีร้อยละ 90 เพื่อแบ่งเบาภาระพี่น้องประชาชน ตามพ.ร.บ.ลดภาษีสำหรับภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างบางประเภท พ.ศ.2563 มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2563

องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้ทยอยส่งหนังสือแจ้งการประเมินภาษีแสดงถึงลักษณะการถือครองที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพร้อมจำนวนภาษีที่ต้องชำระ เมื่อได้รับหนังสือนี้ผู้เสียภาษีต้องชำระภายในวันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2563 เพื่อจะได้ไม่ต้องเสียเงินเพิ่มและเบี้ยปรับ  ถ้าเจ้าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเห็นว่า การประเมินภาษีที่แจ้งให้ชำระไม่ตรงความจริง  สามารถยื่นคำร้องต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นๆ ภายใน 30 วัน นับตั้งแต่ได้รับแจ้ง   อย่างไรก็ตาม ผู้เสียภาษียังคงต้องชำระภาษีภายในวันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2563 เรื่องการประเมินผิดถูกอย่างไรค่อยว่ากันอีกที สำหรับคำร้องนั้น  ผู้บริหารท้องถิ่นต้องพิจารณาภายใน 60 วัน หากประเมินภาษีผิดพลาด  จะมีหนังสือแจ้งให้รับคืนภาษีภายใน 15 วัน

หากผู้บริหารท้องถิ่นเห็นว่าการประเมินถูกต้อง ผู้เสียภาษีมีสิทธิอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์การประเมินภาษี โดยยื่นอุทธรณ์ต่อผู้บริหารท้องถิ่น ภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้ง ผู้บริหารท้องถิ่นต้องส่งคำอุทธรณ์ไปยังคณะกรรมการฯภายใน 15 วันนับแต่วันที่ได้รับคำอุทธรณ์ คณะกรรมการฯต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ให้เสร็จภายใน 60 วัน การขยายเวลาสามารถขยายได้ แต่ไม่เกิน 30 วัน  

เมื่อคณะกรรมการฯวินิจฉัยเสร็จ จะต้องแจ้งคําวินิจฉัยอุทธรณ์พร้อมด้วยเหตุผลเป็นหนังสือไปยังผู้อุทธรณ์ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่พิจารณาเสร็จ ในกรณีที่คณะกรรมการฯพิจารณาไม่เสร็จภายในระยะเวลาที่ได้ขอขยาย ผู้อุทธรณ์มีสิทธิฟ้องเป็นคดีต่อศาลโดยไม่ต้องรอฟังผลการพิจารณาของคณะกรรมการฯ โดยยื่นฟ้องต่อศาลภายใน 30 วัน นับแต่วันพ้นกําหนดระยะเวลาที่ได้ขอขยาย อย่างไรก็ตามแม้คณะกรรมการฯมีคำวินิจฉัย ผู้อุทธรณ์สามารถอุทธรณ์คําวินิจฉัย ของคณะกรรมการฯโดยฟ้องเป็นคดีต่อศาลภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคําวินิจฉัยอุทธรณ์

กรณีที่ได้รับหนังสือแจ้งการประเมินภาษีแล้ว จนพ้นวันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ.2563  ผู้เสียภาษีไม่ได้ชำระภาษีแต่อย่างใด ให้ถือว่าเป็นภาษีค้างชําระองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะมีหนังสือแจ้งเตือนไปยังผู้เสียภาษีภายในเดือนถัดไป  ให้ชําระภาษีค้างชําระ โดยต้องชำระเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม  คือ (1) เบี้ยปรับร้อยละ 10 ของจํานวนภาษีค้างชําระ  หากชําระภาษีก่อนที่จะได้รับหนังสือแจ้งเตือน  (2) เบี้ยปรับร้อยละ 20 ของจํานวนภาษีค้างชําระ หากชำระภาษีภายในระยะเวลาที่กําหนดในหนังสือแจ้งเตือน (3) เบี้ยปรับร้อยละ 40 ของจํานวนภาษีค้างชําระ  หากชำระภายหลังจากเวลาที่กําหนดในหนังสือแจ้งเตือน  

ถ้าผู้เสียภาษีไม่ได้ชำระภาษีค้างชำระ เบี้ยปรับและเงินเพิ่มภายในเวลาที่กำหนดไว้ในหนังสือแจ้งเตือน   เมื่อพ้น 90 วันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งเตือน ผู้บริหารท้องถิ่นมีอำนาจออกคำสั่งเป็นหนังสือยึด อายัด และขายทอดตลาดทรัพย์สินของผู้เสียภาษี เพื่อนำเงินมาชำระภาษีค้างชำระ เบี้ยปรับและเงินเพิ่ม

หากปรากฏว่ามีภาษีค้างชำระ ตามมาตรา 59 ของพ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างฯ   การจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างจะไม่สามารถทำได้

การแสดงหลักฐานเท็จเพื่อเลี่ยงภาษี มีโทษจำคุกสูงสุด ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท
หรือทั้งจำและปรับ และหากไม่เสียภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง  

ในความเป็นจริง ผู้มีหน้าที่เสียภาษีจำนวนไม่น้อยที่ยังไม่ได้รับแจ้งการประเมิน ควรที่จะติดต่อไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อสอบถามถึงภาษีที่ต้องชำระ เช่น จังหวัดกรุงเทพมหานคร  ชำระที่สำนักงานเขตที่ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างตั้งอยู่  เมืองพัทยา  ชำระที่ศาลาว่าการเมืองพัทยา  ในเขตเทศบาล  ชำระที่สำนักงานเทศบาล   ในเขตองค์การบริหารส่วนตำบล ชำระที่ทำการองค์การบริหารส่วนตำบล  

รัฐควรทำการประชาสัมพันธ์ให้ดีกว่านี้ เพื่อที่ผู้เสียภาษีจะได้ชำระทันภายในกำหนดเวลา จะได้ไม่ต้องมาแบกภาระเรื่องเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม

จำนวนการอ่าน 29 ครั้ง