สำนักกฎหมาย

มารุต บุนนาค

อินเตอร์เนชั่นแนล ลอว์ ออฟฟิศ

ยกเลิกใบขับขี่ตลอดชีพ

ลงพิมพ์ในแนวหน้า : 14 สิงหาคม 2563

ดร. รุจิระ บุนนาค

14 สิงหาคม 2563


Facebook Rujira Bunnag

Twitter @RujiraBunnag

ช่วงต้นเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2563  ได้มีการส่งต่อหรือแชร์ข้อมูลว่า “กรมการขนส่งทางบก จะยึดคืนใบอนุญาตขับรถตลอดชีพ” โดยจะเรียกผู้มีใบอนุญาตขับรถตลอดชีพ เข้าทดสอบความสามารถในการขับรถใหม่อีกครั้ง เพื่อเพิ่มความปลอดภัยบนท้องถนน

ใครผ่าน สามารถใช้ต่อไปได้ตามปกติ แต่หากใครไม่ผ่าน จะยึดใบอนุญาต   จนมีการวิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้าง ส่วนใหญ่จะออกมาในเชิงคัดค้าน เป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพ แม้ปัจจุบันจะไม่มีการออกใบอนุญาตขับรถตลอดชีพให้ใหม่แล้ว เพราะไม่อนุญาตตามพ.ร.บ.รถยนต์ พ.ศ. 2546  โดยมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2546

จากข้อมูลกรมขนส่งทางบก เมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2563 ใบอนุญาตขับรถส่วนบุคคลตลอดชีพทั้งประเทศมีจำนวน 6,175,017 ใบ  ใบอนุญาตขับรถยนต์สามล้อส่วนบุคคลตลอดชีพ
4,608 ใบ  และใบอนุญาตขับรถจักรยานยนต์ตลอดชีพ 5,965,323 ใบ

              ตามพ.ร.บ.รถยนต์ พ.ศ.2522 มาตรา 46 มาตรา 47 และมาตรา 49 ได้กำหนดถึงเหตุให้ถือว่า ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามสำหรับการมีใบอนุญาตขับรถ เช่น ไม่เป็นผู้มีร่างกายพิการจนเป็นที่เห็นได้ว่าไม่สามารถขับรถได้  ไม่มีโรคประจำตัวที่ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมเห็นว่า อาจเป็นอันตรายขณะขับรถ  ไม่เป็นบุคคลวิกลจริตหรือจิตฟั่นเฟือน ตามพ.ร.บ.นี้ไม่ได้กำหนดถึงกรณีสภาพร่างกายเสื่อมลงด้วยเหตุสูงอายุ จะเป็นเหตุให้ถือว่าขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามสำหรับการมีใบอนุญาตขับรถ แต่อย่างใด

             ทั้งตามพ.ร.บ.รถยนต์ พ.ศ.2522  มาตรา 53 การที่นายทะเบียนจะเรียกผู้ได้รับใบอนุญาตขับรถประเภทใดมาตรวจสอบคุณสมบัติ หรือลักษณะต้องห้าม หากปรากฏในภายหลังว่าเป็นผู้ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามที่กำหนดไว้สำหรับผู้ขอรับใบอนุญาตขับรถประเภทนั้น ต้องมีเหตุอันควรเชื่อว่าผู้ได้รับใบอนุญาตขับรถขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่กําหนดไว้สําหรับผู้ขอรับใบอนุญาตขับรถประเภทนั้น  ไม่สามารถเรียกได้ตามอำเภอใจ

เมื่อเกิดการวิพากษ์วิจารณ์เปรียบเสมือนไฟลามทุ่ง คนสูงอายุจำนวนไม่น้อยที่ต่างพากันตกใจจากข่าวนี้ ทำให้นายจิรุตม์ วิศาลจิตร อธิบดีกรมการขนส่งทางบก ต้องออกมาให้ความกระจ่างพร้อมยืนยันว่า จะไม่มีการยึดคืนใบอนุญาตขับรถตลอดชีพ และจะไม่เรียกผู้มีใบอนุญาตขับรถตลอดชีพทั้งหมดมาทดสอบสมรรถนะใหม่ หรือทดสอบขับรถใหม่ ตามข้อมูลที่มีการกล่าวถึงในโลกออนไลน์อย่างแน่นอน  แต่จะศึกษาถึงแนวทางการคัดกรองผู้ที่ขาดสมรรถนะหรือมีสภาวะโรคที่แพทย์วินิจฉัยแล้วเห็นว่า มีความเสี่ยงหรือมีผลต่อประสิทธิภาพการขับขี่อย่างปลอดภัย  เช่น โรคทางสมอง โรคปัญหาการมองเห็นที่รักษาไม่หาย เป็นต้น เพื่อความปลอดภัยของผู้ขับขี่และผู้ใช้รถใช้ถนนร่วมกัน

ก่อนปี พ.ศ.2546  สามารถแบ่งใบอนุญาตขับรถออกเป็น ชนิดหลักๆ  คือ ใบอนุญาตขับรถชั่วคราว จะได้เป็นใบแรก โดยต้องสอบผ่านเกณฑ์  เมื่อผ่านไปหนึ่งปี ถ้าต่ออายุจะได้เป็นใบอนุญาตขับรถอายุ ปี  และเมื่อพ้นไปอีกหนึ่งปี  ผู้ขับสามารถเลือกได้ว่าจะต่ออายุแบบ ปี หรือขอใบอนุญาตขับรถตลอดชีพ ทั้งนี้ ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตขับรถอายุ ปี เพียงแค่ 100 บาท ส่วนค่าธรรมเนียมใบอนุญาตขับรถตลอดชีพ จะสูงกว่าถึง 10 เท่า เป็น 1,000 บาท และจะอนุญาตให้เฉพาะรถยนต์ และจักรยานยนต์ ใช้ส่วนบุคคลเท่านั้น  แต่เดิมการออกใบอนุญาตขับรถตลอดชีพ อยู่ในความดูแลของกองทะเบียน กรมตำรวจ

ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตขับรถตลอดชีพ 1,000 บาท ถือเป็นค่าธรรมเนียมที่แพงมากในสมัยนั้น  หากเทียบกับค่าเงินในปัจจุบัน จะมีมูลค่าสูงถึงประมาณ 6,000 บาท ถ้าผู้ขับขี่เลือกที่จะต่อใบอนุญาตขับรถตลอดชีพมี 1,000 คน รายได้จากค่าธรรมเนียมของทางราชการที่ได้รับ จะสูงถึง 1,000 ล้านบาททีเดียว

ใบอนุญาตขับรถตลอดชีพที่ไม่อนุญาตออกให้ใหม่ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2546 ได้เปลี่ยนมาเป็นใบอนุญาตขับรถชนิดบุคคล ปีแทน ทุกครั้งที่หมดอายุต้องทดสอบสมรรถภาพร่างกาย เพื่อให้แน่ใจว่ายังมีความสามารถในการขับขี่ อันเป็นการลดอุบัติเหตุ   แม้ปัจจุบันจะมีการยกเลิกออกใบอนุญาตขับรถตลอดชีพ แต่ผู้ที่ถือใบอนุญาตขับรถตลอดชีพ ยังสามารถใช้ได้อย่างปกติ

มีการเปิดเผยว่า ส่วนหนึ่งที่ทำให้กรมการขนส่งทางบกมีแนวคิดในการเรียกผู้มีใบอนุญาตขับรถตลอดชีพมาทดสอบความสามารถในการขับรถ  เพราะว่ากรมการขนส่งทางบกได้จ้างนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยของรัฐแห่งหนึ่ง ทำการศึกษาข้อมูลอุบัติเหตุในกลุ่มผู้สูงอายุ เนื่องจากในอนาคตสังคมไทยจะเป็นสังคมผู้สูงอายุ โดยพบว่าสถิติตัวเลขขยับสูงมากขึ้น ทำให้มีการปรึกษาหารือกันในระดับผู้บริหาร เพื่อนำไปสู่การศึกษาและจัดเวทีสังเคราะห์ข้อมูล เพื่อนำไปใช้ในแนวทางปฏิบัติ

การขับขี่ของผู้สูงอายุทำให้เกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน คนจำนวนไม่น้อยเห็นว่า ไม่เป็นความจริงเป็นที่ทราบกันดีว่า  จากสถิติการเกิดอุบัติเหตุส่วนมากเกิดจากเมาแล้วขับ  ขับรถเร็ว ขับรถด้วยความคึกคะนอง ไม่เกี่ยวกับอายุ   ถ้าจะพูดเรื่องอายุ  จากสถิติกลุ่มวัยรุ่นมักจะก่ออุบัติเหตุมากกว่าผู้สูงอายุ  ทั้งรถจักรยานยนต์มีสถิติมากที่สุด  ผู้สูงอายุจำนวนไม่น้อยที่รู้จักประมาณตนเอง ผู้สูงอายุบางคนยังอยากอยู่กับลูกหลาน ยังกลัวตาย  เมื่อรู้ตัวว่าไม่สามารถควบคุมรถได้เต็มประสิทธิภาพ จึงไม่เสี่ยงขับรถออกมาข้างนอก  เลือกที่จะให้ลูกหลานขับรถให้  ใช้บริการขนส่งมวลชนหรือเรียกรถแท็กซี่

หากกรมการขนส่งอยากจะเร่งสร้างผลงาน ยังมีงานเร่งด่วนอีกหลายเรื่อง ที่ควรจะรีบทำและเร่งสะสาง เช่น กรณีที่รถยนต์และจักรยานยนต์บางคัน สวมแผ่นป้ายทะเบียนปลอม ซึ่งจะเป็นรถรุ่นเดียวกันกับรถที่ใช้ทะเบียนจริง ในหลายกรณีจะเป็นรถที่สีเดียวกันด้วย ทำให้เป็นข้อสงสัยว่า เจ้าหน้าที่บางคนจะให้ความร่วมมือและรู้เห็นเป็นใจด้วยหรือไม่ มิฉะนั้นแล้วบุคคลภายนอกจะล่วงรู้ข้อมูลภายในของทางราชการได้อย่างไร

กรณีที่ผู้ใช้รถยนต์และจักรยานยนต์ ยังใช้แผ่นป้ายทะเบียนที่ตัวอักษรและตัวเลขจางเลือนลาง จนเห็นไม่ชัดเจน เมื่อกระทำผิดกฎหมายและกฎ จราจร จะตรวจสอบได้ยาก

กรณีที่ เจ้าของรถยนต์และ รถจักรยานยนต์บางคน ทำแผ่นป้ายทะเบียนเองติดรถของตน เพื่อความสวยงาม ทั้งที่มีป้ายทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายอยู่แล้ว แต่อาจรู้สึกไม่ถูกใจ โดยไม่ทราบว่า เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายหลายประการ

รวมถึงกรณีที่บางคนมีรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์หลายคัน มีแผ่นป้ายทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย แต่นำแผ่นป้ายทะเบียนมาใช้สลับกับรถคันอื่นของตนเองโดยพละการ เพราะถูกใจเลข แผ่นป้ายทะเบียน

หากยกเลิกใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ตลอดชีพ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย กรมการขนส่งทางบกอาจถูกฟ้องคดีต่อศาลปกครอง เพื่อให้เป็นคดีตัวอย่างและบรรทัดฐานต่อไป

จำนวนการอ่าน 63 ครั้ง