สำนักกฎหมาย

มารุต บุนนาค

อินเตอร์เนชั่นแนล ลอว์ ออฟฟิศ

ชกแพทย์หญิง...ใครผิด

ลงพิมพ์ในแนวหน้า : 24 กรกฎาคม 2563

ดร. รุจิระ บุนนาค

24 กรกฎาคม 2563


Facebook Rujira Bunnag

Twitter @RujiraBunnag

เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2563 ได้เกิดเหตุกลุ่มวัยรุ่น กลุ่ม นัดตกลงกันเรื่องข้ามถิ่น
แต่ไม่สามารถตกลงกันไม่ได้ จึงได้ยกพวกตีกัน ผลปรากฏว่าวัยรุ่นคนหนึ่งในกลุ่มแรก ได้ถูกกลุ่มตรงข้ามแทงจนได้รับบาดเจ็บสาหัส ต้องนำตัวส่งห้องฉุกเฉินโรงพยาบาลวิภาราม-ชัยปราการ ตำบลสำโรงกลางอำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ  แต่สุดท้ายเสียชีวิต ทำให้เพื่อนคนหนึ่งของผู้เสียชีวิตชกหน้าแพทย์หญิง  โดยอ้างว่าโมโหที่แพทย์หญิงไม่สามารถช่วยชีวิตเพื่อนได้ และแพทย์หญิงแจ้งว่า เพื่อนเสียชีวิตก่อนนำส่งโรงพยาบาล

วัยรุ่นกลุ่มนี้ เมื่อทราบว่ากลุ่มคู่อริซึ่งมีมือมีดเข้ารับการรักษาที่ห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลเมืองสมุทรปู่เจ้า ตำบลสำโรงใต้ อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ จึงได้พากันยกพวกไปถล่มคู่อริที่โรงพยาบาลแห่งนี้ ทำร้ายบุคลากรทางการแพทย์ รวมทั้งทุบทำลายอุปกรณ์ทางการแพทย์เสียหายย่อยยับ ซึ่งแต่ละชิ้นมีราคาสูงมาก เพราะล้วนแต่เป็นอุปกรณ์ที่สำคัญ เช่น เครื่องช่วยหายใจชนิดควบคุมปริมาตร ราคา 850,000 บาท เครื่องกระตุ้นหัวใจ ราคา 350,000 บาท เครื่องติดตามสัญญาณชีพผู้ป่วยแบบข้างเตียง ราคา 200,000 บาท   เครื่องวัดความอิ่มตัวของออกซิเจนในกระแสเลือด ราคา 80,000 บาทเป็นต้น

เหตุการณ์ทั้งหมดได้ถูกบันทึกไว้โดยกล้องวงจรปิด สร้างความหดหู่ใจและตกใจแก่ผู้ที่ได้ดูไม่มีใครคาดคิดเลยว่า กลุ่มวัยรุ่น จะไร้สามัญสำนึก ยกพวกไปตีกันในโรงพยาบาล ที่เป็นสถานที่สำคัญที่ช่วยดูแล รักษา ช่วยชีวิตผู้ป่วย  ผู้คนได้ประณาม พร้อมทั้งเรียกร้องให้ลงโทษตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด เพื่อไม่ให้เอาเป็นเยี่ยงอย่างอีกต่อไป

 
ผู้ก่อเหตุทั้งหมดมี  11 ราย การก่อเหตุครั้งนี้เกี่ยวข้องกับกฎหมายหลายข้อหา เช่น  ข้อหามั่วสุมตั้งแต่สิบคนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้าย ขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย หรือกระทำอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมืองโดยมีอาวุธ ข้อหาร่วมกันชุลมุนต่อสู้กันเป็นเหตุให้มีผู้ถึงแก่ความตายและมีผู้ได้รับบาดเจ็บ  ข้อหาร่วมกันบุกรุก โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยมีอาวุธ ร่วมกันกระทำผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป ในเวลากลางคืน  ข้อหาร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ ข้อหาร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่น จนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายและจิตใจ ทั้งมือมีดจะถูกแจ้งข้อหาเพิ่ม คือ ข้อหาทำร้ายผู้อื่นถึงแก่ความตาย

เหตุทะเลาะวิวาทและทำร้ายร่างกายในโรงพยาบาลครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรก กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่าช่วงปีพ.ศ. 2555 -2563 มีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้นจำนวน 66 ครั้ง ทุกคดีถูกดำเนินคดีตามกฎหมายทันทีโดยไม่ได้รับการรอลงอาญา

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นพ.เมธี วงศ์ศิริสุวรรณ ผู้ช่วยเลขาธิการแพทยสภา ได้เคยกล่าวไว้ประชุมเสวนาเรื่องปัญหาความรุนแรงในห้องฉุกเฉินและแนวทางแก้ไขปัญหา เมื่อวันที่ พฤษภาคม พ.ศ. 2562 ในตอนหนึ่งว่า “จะเห็นได้ว่า ความรุนแรงโดยส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นที่ห้องฉุกเฉิน เหตุผลคือห้องฉุกเฉินเป็นด่านหน้า และผู้ป่วยทุกอย่างจะเข้ามากองอยู่ในห้องฉุกเฉินหมด นั่นหมายความว่าปัญหาคือห้องฉุกเฉินไม่ใช่ห้องฉุกเฉินจริงๆ แต่ทำหน้าที่เป็น
กระโถนท้องพระโรง คือต้องรองรับปัญหาทุกๆ อย่างก่อนที่ปัญหาจะเข้าไปถึงโรงพยาบาล” “ในต่างประเทศมีการเก็บสถิติพยาบาลที่ทำงานในห้องฉุกเฉิน พบว่าร้อยละ70 หรือ ใน 10 คน ถูกทำร้ายขณะปฏิบัติหน้าที่ทั้งด้วยวาจาและการกระทำ”

อย่างไรก็ตาม  ควรแสวงหาความจริงว่า กรณีที่เกิดขึ้นที่โรงพยาบาลวิภาราม-ชัยปราการ จากข้อมูลที่สื่อนำเสนอในตอนแรกว่า เมื่อมีผู้พาผู้บาดเจ็บ จากการถูกมีดแทง แม้มีอาการสาหัส แต่ยังไม่ถึงตาย แต่กลับรอแพทย์อยู่นาน เมื่อแพทย์มาถึง ได้พยายามช่วยอย่างสุดความสามารถ แต่ผู้บาดเจ็บเสียชีวิต  ซึ่งแพทย์ได้บอกเพื่อนๆผู้บาดเจ็บว่า ผู้บาดเจ็บได้เสียชีวิตก่อนที่มาถึงโรงพยาบาล ทำให้บรรดาเพื่อนๆ ของผู้บาดเจ็บที่เสียชีวิตต่างไม่พอใจ   จนหนึ่งในนั้นได้ทำร้ายแพทย์หญิง และอีกคนได้ทำร้ายบุคลากรทางการแพทย์ เรื่องนี้ ควรจะหาความจริงที่เกิดขึ้นว่า เป็นอย่างไรกันแน่

เมื่อเกิดเหตุความวุ่นวาย แพทย์หญิงถูกทำร้าย ข้อมูลส่วนนี้ดูเหมือนจะถูกมองข้ามไป และไม่ได้ให้ความสำคัญ

โดยทั่วไปแพทย์ที่เข้าเวรในโรงพยาบาลเอกชน ในโรงพยาบาลหลายแห่ง ทางโรงพยาบาลอนุญาตให้แพทย์นอนพักผ่อนในห้องเฉพาะของแพทย์ได้ แต่เมื่อมีคนไข้ฉุกเฉินมา  ทางเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล จะไปตามแพทย์มารักษาคนไข้ที่ห้องฉุกเฉิน

ขั้นตอนดังกล่าว กระทรวงสาธารณสุขควรกำหนดให้เป็นดัชนีการชี้วัด (KPI: Key Performance Indicator) ว่า กรณีตามแพทย์เพื่อมาตรวจรักษาคนไข้ห้องฉุกเฉิน ที่ใช้เวลาตั้งแต่ เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลรับเรื่อง ไปตามแพทย์ แพทย์มาที่ห้องฉุกเฉิน เพื่อเริ่มลงมือตรวจรักษา กระบวนการนี้ต้องใช้เวลาทั้งหมดกี่นาที จึงถือได้ว่าเป็นเวลาที่สมเหตุสมผล

ในหลายสถานการณ์ แม้ผู้บาดเจ็บหรือคนไข้ ได้เสียชีวิตระหว่างการรักษาของแพทย์ แต่ญาติและเพื่อนๆยังยอมรับได้ หากได้รับรู้และเข้าใจว่า แพทย์ได้ทำเต็มที่อย่างสุดความสามารถแล้ว

แต่หากญาติและเพื่อนๆของคนไข้ กลับรู้สึกว่าแพทย์ยังไม่ได้ทำหน้าที่ของแพทย์อย่างสุดความสามารถ หรือยังมีโอกาสเหลืออยู่ แต่ไม่ได้ใช้โอกาสนั้นให้เกิดประโยชน์ ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม แม้ผู้บาดเจ็บหรือคนไข้นั้นก็ต้องเสียชีวิตอยู่ดี ญาติและเพื่อนๆ จะยังมีความรู้สึกไม่พอใจ และโกรธแพทย์ ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับความรู้สึกและอารมณ์

การค้นหาความจริงดังกล่าว หากมีขึ้น ไม่ควรจะมุ่งที่จะหาคนผิดในบุคลากรทางการแพทย์ แต่ควรจะมุ่งที่จะแก้ไขข้อผิดพลาด เพื่อไม่ให้เกิดขึ้นอีก

จำนวนการอ่าน 93 ครั้ง