สำนักกฎหมาย

มารุต บุนนาค

อินเตอร์เนชั่นแนล ลอว์ ออฟฟิศ

ธุรกิจกล้องกับการปรับตัว

ลงพิมพ์ในแนวหน้า : 10 กรกฎาคม 2563

ดร. รุจิระ บุนนาค

10 กรกฎาคม 2563


Facebook Rujira Bunnag

Twitter @RujiraBunnag

สัปดาห์ที่สามของเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2563 โอลิมปัส (Olympus) แบรนด์ชั้นนำระดับโลกในอุตสาหกรรมกล้องถ่ายรูปสัญชาติญี่ปุ่น ประกาศยุติกิจการกล้องถ่ายรูปอายุกว่า 84 ปี อันเนื่องมาจากปัญหาขาดทุนอย่างต่อเนื่อง

ช่วงหลายปีที่ผ่านมา ความนิยมของสมาร์ทโฟนที่พุ่งสูงขึ้น  ส่งผลให้ผู้บริหารตัดสินใจขายกิจการให้กับ Japan Industrial Partners (JIP) บริษัทที่เคยซื้อกิจการไวโอ้ (Vaio) จากโซนี่ (Sony) มาแล้วในปี พ.ศ. 2557

โอลิมปัสก่อตั้งในปี พ.ศ. 2462 ช่วงแรกมุ่งเน้นธุรกิจด้านกล้องจุลทรรศน์และเครื่องวัด
อุณหภูมิ ต่อมาในปี พ.ศ. 2479 ได้ผลิตกล้องตัวแรกและพัฒนาธุรกิจกล้องอย่างต่อเนื่องหลายทศวรรษจนมีชื่อเสียงระดับโลก ทั้งยังถูกใช้เป็นเครื่องหมายการค้า ปี พ.ศ.2539 โอลิมปัสเปิดตัวกล้องดิจิตอลตัวแรก สร้างความประทับใจแก่ผู้บริโภคและได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี

แม้ว่าโอลิมปัสได้พยายามปรับโครงสร้างและลดค่าใช้จ่ายลง  แต่ยังคงประสบภาวะขาดทุนตลอดระยะเวลา ปีที่ผ่านมา รวมถึงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ยิ่งส่งผลให้ยอดขายตกต่ำลง บริษัทจึงได้ตัดสินใจขายกิจการกล้องถ่ายรูปทันที โดยมีข่าวลือเกี่ยวกับการขายกิจการมานานกว่าหนึ่งปี

เมื่อปี พ.ศ. 2562 โอลิมปัสมีรายได้จากธุรกิจกล้องอยู่ที่ 43.6 พันล้านเยน (ราว 12,600
ล้านบาท) ลดลงร้อยละ 10 เมื่อเทียบปี พ.ศ. 2561 และขาดทุนจากการดำเนินงาน 10.4 พันล้านเยน (ราว 3,000 ล้านบาท)
ในช่วงหลัง ธุรกิจกล้องถ่ายรูปต่างๆ ต่างประสบปัญหา เพราะพฤติกรรมของผู้บริโภคได้เปลี่ยนไป  ผู้คนได้ใช้สมาร์ทโฟนเป็นส่วนหนึ่งของอุปกรณ์ในการดำรงชีวิตในยุคปัจจุบัน ที่ทั้งสามารถถ่ายรูปและบันทึกวิดีโอได้  โดยอยู่ในสมาร์ทโฟนเพียงเครื่องเดียว  การพัฒนาเทคโนโลยีการถ่ายภาพของสมาร์ทโฟนที่ดีขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ยอดขายกล้องถ่ายรูปและกล้องถ่ายวิดีโอ ลดจำนวนลงเป็นอย่างมาก แม้ว่าโอลิมปัสจะได้พยายามพัฒนากล้องถ่ายรูป ให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น เพื่อดึงดูดใจลูกค้าและผู้บริโภค แต่ไม่สามารถต้านกระแสความเปลี่ยนแปลงได้ จึงต้องยุติการผลิตและจำหน่ายกล้องถ่ายรูปในที่สุด  กล้องโอลิมปัสคงเหลือไว้แต่ตำนาน   

ปัจจุบันโอลิมปัสมีรายได้หลักจากการผลิตและจำหน่ายอุปกรณ์ทางการแพทย์ โดยเฉพาะอุปกรณ์ที่เป็นกล้องโทรทัศน์สอดเข้าไปในร่างกาย เพื่อใช้ในการตรวจโรค และผ่าตัดส่องกล้อง โดยภาพที่ได้จากกล้องโทรทัศน์ที่สอดเข้าไปในร่างกาย จะปรากฏอยู่บนจอโทรทัศน์ขนาดใหญ่ด้านนอก  เพื่อให้แพทย์วินิจฉัยโรคหรือทำการผ่าตัด โดยได้รับความสะดวกเป็นอย่างมาก  ซึ่งโอลิมปัสยืนยันว่า ยังคงดำเนินกิจการอุปกรณ์ทางการแพทย์ ที่โอลิมปัสครองตลาดส่วนใหญ่ โดยเฉพาะกล้องส่องอวัยวะภายในที่มีสัดส่วนทางการตลาดมากถึงร้อยละ 70

หากย้อนกลับไปเมื่อไม่กี่ 10 ปีที่ผ่าน ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับธุรกิจกล้องถ่ายรูปครั้งใหญ่เช่นกัน จากเดิมกล้องที่เคยใช้ฟิล์ม ได้เปลี่ยนเป็นกล้องดิจิตอลที่ไม่ต้องใช้ฟิล์ม   

โกดัก Kodak) ชื่อเต็ม คือ บริษัท อีสต์แมนโกดัก (Eastman Kodak Company) ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2432 ที่เมืองรอเชสเตอร์ รัฐนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา โดยนักประดิษฐ์ฟิล์มม้วน ชื่อ จอร์จ อีสต์แมน (George Eastman) ชาวอเมริกัน   อีสต์แมนได้ทุ่มเทการผลิตฟิล์มม้วนที่มีความยืดหยุ่นและโปร่งแสง รวมถึงประดิษฐ์กล้องโกดักอันแรกที่ออกแบบสำหรับใช้กับฟิล์มม้วนโดยเฉพาะ นอกจากนี้โกดักได้ผลิตวัสดุเคมีภัณฑ์, วัสดุการถ่ายภาพ และได้รับการจดสิทธิบัตรฟิล์มแบบม้วน

             

โกดักประสบความสำเร็จมากที่สุดในการขายฟิล์มทั้งในอุตสาหกรรมการถ่ายภาพและ
อุตสาหกรรมหนังภาพยนตร์  ปี พ.ศ. 2519 โกดักมีส่วนแบ่งตลาดสูงถึงร้อยละ 90 ของตลาดฟิล์ม และร้อยละ 85 ของตลาดกล้องถ่ายรูปในสหรัฐฯ ในปี พ.ศ. 2533 โกดักได้รับการจัดอันดับเป็น ใน ของแบรนด์ที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลก และรายได้ของโกดักสูงที่สุดในปี พ.ศ. 2539 ด้วยยอดขายเกือบ 16,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 496,000 ล้านบาท) และกำไรสูงสุดในปีพ.ศ. 2542 ที่ 2,500 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 77,500 ล้านบาท) สิ่งที่ทำให้โกดักประสบความสำเร็จ เพราะหลักการขายแบบใบมีดโกน (Razor-Blade Strategy) เน้นการขายกล้องราคา
ถูก  แต่หวังรายได้จากการขายฟิล์ม  น้ำยาเคมีและกระดาษอัดรูป

แม้ว่าโกดักจะประสบความสำเร็จอย่างสูงในธุรกิจฟิล์มสำหรับกล้องถ่ายรูป  กล้องถ่ายรูปดิจิตอลอันแรกได้ถูกคิดค้นและประดิษฐ์ขึ้นโดยบุคลากรของโกดัก   แต่วางจำหน่ายในชื่อทางการค้าว่า “Apple” โดยใช้ชื่อว่า “Quick Take” ออกวางจำหน่ายในปี พ.ศ. 2537  

แทนที่โกดักจะรีบใช้จังหวะก้าวในช่วงนั้น ที่บุคลากรของตนเองได้ประดิษฐ์กล้องถ่ายรูปดิจิตอลขึ้นเป็นครั้งแรกพัฒนาธุรกิจ เพื่อผลิตกล้องถ่ายรูปดิจิตอลอย่างจริงจัง  แต่ด้วยความไม่มีวิสัยทัศน์ของผู้บริหารโกดักเอง จึงปฏิเสธกล้องดิจิตอล เพราะกลัวว่าจะมาแย่งตลาดฟิล์ม พนักงานงานคนนั้นจึงได้ลาออกจากโกดัก และไปทำงานให้กับบริษัทที่ทำธุรกิจกล้องถ่ายรูปโกดัก กลับเลือกที่จะปฏิบัติตามแผนธุรกิจเดิม โดยไม่สนใจว่าโลกกำลังก้าวสู่ยุคของเทคโนโลยีดิจิตอลโกดักขาดวิสัยทัศน์ เพราะมัวแต่หลงอยู่กับความสำเร็จของตัวเองโดยลืมนึกถึงการเติบโตของเทคโนโลยีดิจิตอล  ในที่สุดกล้องถ่ายรูปดิจิตอลได้เข้าแทนที่กล้องถ่ายรูปแบบใช้ฟิล์ม  กว่าโกดักจะรู้ตัวสายไปเสียแล้ว  ไม่สามารถกลับตัวให้ทันและเสียส่วนแบ่งตลาดไปเกือบทั้งหมด      

ช่วงเวลาที่ถือเป็นจุดวิกฤติต่ำสุดของโกดักเกิดขึ้น  ในช่วงปี พ.ศ. 2540   คู่แข่งรายใหญ่ไม่ว่าจะเป็นแคนนอน (Canon)   นิคอน (Nikon)  และฟูจิ (Fuji)  ต่างเริ่มผลิตกล้องดิจิตอลออกมาเปิดตลาดกล้องยุคใหม่ แทนการใช้ฟิล์มแบบม้วน  ทั้งยังเป็นช่วงเวลาใกล้เคียงกับตลาดโทรศัพท์มือถือที่ได้พัฒนาเป็นแบบถ่ายรูปได้  และกลายมาเป็นยุคของสมาร์ทโฟนที่ครองตลาดทั่วโลกอย่างทุกวันนี้  จนตลาดของโกดักถูกบีบให้เล็กลงไปในเวลาอันรวดเร็ว
สภาพที่ตกอยู่ในภาวะถดถอยและมีภาระหนี้สูง เมื่อเดือนมกราคม พ.ศ. 2545 โกดักตัดสินใจยื่นเรื่องต่อศาลล้มละลายและได้ทำแผนขอฟื้นฟูกิจการเพื่อชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ ช่วงเวลาของการปรับปรุงโครงสร้างเพื่อฟื้นฟูกิจการ โกดักตัดสินใจขายสิทธิบัตรทางเทคโนโลยีของตัวเอง รวมทั้งกิจการหลักธุรกิจภาพถ่ายบุคคล รูปเอกสารกิจการผลิตฟิล์มขายปลีก กระดาษอัดรูปและร้านถ่ายภาพขนาดเล็กอีกกว่าแสนแห่งทั่วโลก เพื่อสร้างรายได้นำไปชำระหนี้ แต่ใน ที่สุดเมื่อต้นปี พ.ศ. 2555 โกดักต้องประกาศล้มละลาย จากที่เคยผูกขาดอุตสาหกรรมถ่ายภาพมาเกือบศตวรรษ

ธุรกิจมีโอกาสอยู่รอด หากรู้จักปรับตัวตามยุคสมัย

จำนวนการอ่าน 106 ครั้ง