สำนักกฎหมาย

มารุต บุนนาค

อินเตอร์เนชั่นแนล ลอว์ ออฟฟิศ

น้องอมยิ้ม-อิ่มบุญ เหยื่อเงินบริจาค

ลงพิมพ์ในแนวหน้า : 29 พฤษภาคม 2563

ดร. รุจิระ บุนนาค

29 พฤษภาคม 2563


Facebook Rujira Bunnag

Twitter @RujiraBunnag

ข่าวน้องอมยิ้มและน้องอิ่มบุญ ได้รับความสนใจจากคนจำนวนมาก เนื่องจากสังคมเคลือบแคลงใจ หลังจากที่แม่ปุ๊ก ถูกระบุว่าวางยาลูก หวังฮุบเงินบริจาคร่วม 20 ล้าน น้องอมยิ้ม วัย ขวบ ได้เสียชีวิตลง ส่วนน้องอิ่มบุญ วัย ขวบ ต้องเข้าออกโรงพยาบาลเป็นประจำ

“แม่ปุ๊ก” เป็นชื่อที่รู้จักในเฟซบุ๊กในกลุ่มแม่และเด็ก ว่าเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวลูกสอง  นับจากปีพ.ศ.2561  แม่ปุ๊กได้ไลฟ์สดผ่านเฟซบุ๊ก นำรูปน้องอมยิ้ม ที่หน้าตาบวม อาเจียนเป็นเลือด บางครั้งเป็นฟองสีขาว  พร้อมบอกว่าไม่สามารถทำงานประจำได้ เพราะต้องดูแลลูกที่ป่วยเป็นโรคประหลาด มีเพียงหนึ่งในล้าน ลูกต้องเข้าออกโรงพยาบาลเป็นประจำ  ต้องขายสินค้าออนไลน์ และขอรับบริจาคเงินเพื่อนำมารักษาลูก   ระหว่างที่น้องอมยิ้มอยู่โรงพยาบาล แม่ปุ๊กได้นำอาการของน้องอมยิ้มลงในเฟซบุ๊กพร้อมขอรับบริจาคทุกครั้ง แม้หลายคนได้ฉุกคิดว่า ทำไมยังมีเวลาถ่ายคลิปวีดีโอ แทนที่จะเอาเวลาไปดูลูก จนในที่สุดคิดว่า คงเป็นเพราะต้องการเงินบริจาค

น้องอมยิ้ม มีเลือดออกจากทางเดินอาหาร มีอาการอักเสบตามเยื่อบุต่างๆ ซ้ำไปซ้ำมา และมีความดันโลหิตสูงรักษาอยู่ประมาณ เดือน เข้าออกโรงพยาบาลรวม ครั้ง และเสียชีวิตด้วยภาวะตับและไตวายในวันที่  12 สิงหาคม พ.ศ. 2562  วันที่น้องอมยิ้มจากไป แม่ปุ๊กยังไลฟ์สด จนน้องอมยิ้มหมดลม เป็นภาพสะเทือนใจต่อทุกคนที่เข้าไปดู แม้ในงานศพ ยังคงขอรับบริจาค

 เรื่องราวดูเหมือนจะจบลง และแม่ปุ๊กคงจะมีเวลาเลี้ยงน้องอิ่มบุญได้อย่างเต็มที่ แต่เมื่อต้นเดือนมกราคม พ.ศ. 2563 แม่ปุ๊กได้โพสต์รูปและคลิปวีดีโอน้องอิ่มบุญ ที่มีอาการคล้ายกับน้องอมยิ้ม มีอาการปากบวม อุจจาระเหลวสีดำ บางคนคิดว่า คงเป็นโรคทางพันธุกรรม มีการขอรับบริจาค  อ้างว่าประกันสุขภาพน้องอิ่มบุญวงเงิน หมื่นบาทนั้น ไม่พอสำหรับค่ารักษา

คณะแพทย์ที่รักษาน้องอมยิ้มและน้องอิ่มบุญพบว่า ผลตรวจอาการป่วยของน้องอมยิ้มและน้องอิ่มบุญมีสิ่งที่เหมือนกัน คือ พบสารเคมีที่มีฤทธิ์กัดกร่อน สันนิษฐานว่า น่าจะถูกผสมในอาหารหรือเครื่องดื่มอย่างต่อเนื่อง  ในกรณีของผู้ป่วยที่พยายามฆ่าตัวตายด้วยการดื่มน้ำยาล้างห้องน้ำที่มีสารกัดกร่อน จะมีลักษณะแผลใกล้เคียงแผลของน้องทั้งสองคน

พฤติกรรมของแม่ปุ๊กทำให้แพทย์รู้สึกถึงความผิดสังเกต  เพราะตอนที่น้องอิ่มบุญ
อาการหนัก  อาเจียนออกมาเป็นเลือดจนแทบสลบ แพทย์พยายามรักษายื้อชีวิต แต่แม่
ปุ๊กกลับมีใจถ่ายคลิป  สีหน้าดูไม่กระวนกระวายต่ออาการเจ็บป่วยของลูกที่ขณะนั้นอยู่ในขั้นวิกฤต  ทั้งเมื่อน้องอิ่มบุญได้รับการรักษาที่โรงพยาบาลจนอาการดีขึ้น กลับบ้านได้ไม่กี่วัน อาการกลับทรุดหนักจนต้องเข้าโรงพยาบาลอีก

ยอดเงินที่แม่ปุ๊กได้รับบริจาคเพื่อช่วยน้องอมยิ้มและอิ่มบุญ ได้ร่วม 20 ล้าน บาท นับได้ว่า เป็นตัวเลขสูงมาก แสดงให้เห็นถึงความมีน้ำใจ ความสงสาร  ความมีเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน  

เรื่องนี้ ต้องขอบคุณคณะแพทย์โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ที่สังเกตพฤติกรรมแม่ปุ๊ก ทั้งได้ประสานงานให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ รับน้องอิ่มบุญไปดูแล  ตลอดจนเจ้าหน้าที่ตำรวจ มิฉะนั้นจุดจบของน้องอิ่มบุญอาจไม่ต่างจากน้องอมยิ้ม  

สังคมต้องการความยุติธรรมให้กับน้องทั้งสองผู้บริสุทธิ์   เจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบได้เข้ามาดูในคดีนี้  ผู้คนที่เคยบริจาคต่างมาให้ข้อมูลที่สำคัญ  เพื่อเอาบุคคลที่เกี่ยวข้อง รู้เห็นเป็นใจและให้ความร่วมมือกับแม่ปุ๊ก มาดำเนินคดีทั้งหมดและต้องลงโทษให้ถึงที่สุด  เพื่อเป็นไม่ให้เกิดการเลียนแบบ

การที่แพทย์ได้ยืนยันข้อเท็จจริงมาอย่างชัดเจนว่า เด็กทั้งสองได้รับสารพิษเข้าสู่ร่างกาย
ผ่านการรับประทานเข้าไป ไม่ใช่โรคทางพันธุกรรมตามที่แม่ปุ๊กกล่าวอ้าง ย่อมแสดงว่า การที่แม่
ปุ๊กอ้างว่า เคยเรียนเภสัชกรมาก่อน  ย่อมรู้อยู่แล้วว่า สารเคมีดังกล่าวมีฤทธิ์ทำลายร่างกายให้ถึงตายได้  ทั้งน้องอมยิ้มนั้นเป็นเด็กที่ตนรับมาอุปการะ ส่วนน้องอิ่มบุญเป็นลูกของตน การนำภาพอาการป่วยของเด็กทั้งสองมาลง เพื่อขอรับบริจาค และขายสินค้าออนไลน์

การกระทำของแม่ปุ๊กเกี่ยวข้องกับความผิดหลายฐานด้วยกัน คือ (1) ฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน (2) พยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน (3) ทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตาย (4) ฉ้อโกงโดยการแสดงตนเป็นคนอื่น (5) ฉ้อโกงประชาชน   (6) พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ เพราะมีการฉ้อโกงโดยการแสดงตนเป็นคนอื่น หรือฉ้อโกงประชาชน (7) พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 เพราะความผิดข้อหาฉ้อโกงประชาชนนั้น เป็นความผิดมูลฐานตามพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ฯ (8) พ.ร.บ.ควบคุมการเรี่ยไร พ.ศ. 2487  (9) พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 เพราะมีการนำภาพเด็กโพสต์และขอรับบริจาคเงินถือเป็นการละเมิดสิทธิเด็ก (10) พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 เพราะนำเด็กมาหารายได้ และผลประโยชน์ให้กับตัวเอง  

สื่อสังคมออนไลน์ในปัจจุบัน ได้มีการขอรับบริจาค ไม่ว่าจะเป็นจากดารา นักร้อง  ผู้มีชื่อเสียง  หรือบุคคลธรรมดา เพื่อนำไปรักษาอาการเจ็บป่วยของผู้ยากไร้ ซื้อเครื่องมือแพทย์ รวมทั้งช่วยเหลือสุนัขหรือแมว เป็นต้น  ส่วนหนึ่งจะมีการช่วยเหลือจริง เพราะผู้ขอบริจาคได้แสดงใบเสร็จรับเงินเกี่ยวกับค่าใช้จ่าย ถ่ายรูปผู้ได้รับการช่วยเหลือ และประกาศหยุดการรับบริจาค หากได้เงินตามเป้าหมาย แต่ส่วนหนึ่งอาจไม่ได้มีการนำไปช่วยเหลือจริง

การขอรับบริจาคเกี่ยวข้องกับพ.ร.บ.ควบคุมการเรี่ยไร พ.ศ. 2487 ซึ่งได้กลายเป็น กฎหมายที่ล้าสมัย ไม่เข้ากับยุคสมัยในปัจจุบัน หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ควรนำกรณีของน้องอมยิ้มและน้องอิ่มบุญ  เป็นอุทาหรณ์ และกรณีศึกษาเพื่อเสนอแก้กฎหมาย เรื่องนี้ได้สร้างความสะเทือนใจให้กับผู้คนเป็นจำนวนมาก เพราะเด็กได้เสียชีวิต และต้องเจ็บป่วยอย่างทุกข์ทรมาน

การรับบริจาคเงินในวงกว้าง ไม่ว่าจะเป็นทางตรง หรือโดยผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์ค สมควรจะอยู่ภายใต้ การกำกับดูแลของหน่วยงานราชการ และจะต้องดำเนินการควบคุมดูแลให้รวดเร็ว และทันสมัยด้วย

มิจฉาชีพจะได้ไม่นำความสงสาร และศรัทธาของประชาชนมาแสวงหาประโยชน์

จำนวนการอ่าน 55 ครั้ง