สำนักกฎหมาย

มารุต บุนนาค

อินเตอร์เนชั่นแนล ลอว์ ออฟฟิศ

การประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์

ลงพิมพ์ในแนวหน้า : 1 พฤษภาคม 2563

ดร. รุจิระ บุนนาค

1 พฤษภาคม 2563


Facebook Rujira Bunnag

Twitter @RujiraBunnag


        หลายองค์กรได้ทำงานในรูปแบบ ทำงานที่บ้าน (Work from Home) เพื่อความปลอดภัยของบุคลากร และลดการแพร่ระบาดของโรคไวรัสโคโรนา   การประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (e-Meeting) จึงเป็นสิ่งจำเป็นในเวลานี้
                   
การประชุมทั่วไป  ผู้เกี่ยวข้องอาจต้องการแลกเปลี่ยนทัศนคติ ที่อาจเป็นการประชุมรายวัน รายสัปดาห์  เพื่อให้งานสำเร็จลุล่วง  การประชุมลักษณะนี้ไม่ได้มีรูปแบบที่กฎหมายกำหนด   หน่วยงานต่างๆ สามารถกำหนดแนวทางและหลักเกณฑ์ตามที่เหมาะสมได้

การประชุมอีกประเภทที่กฎหมายกำหนดให้ต้องมีการประชุม เพื่อให้มีผลทางกฎหมาย เช่น การประชุมกรรมการ อนุกรรมการ การประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์  พ.ร.บ.บริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 พ.ร.บ.สมาคมการค้า พ.ศ.2505  เป็นต้น  การประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ต้องทำตามที่กฎหมายกำหนด

กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ 
        1) พ.ร.ก.ว่าด้วยการประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2563 
        2) ประกาศกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เรื่อง มาตรฐานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของการประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2557 
        3) ประกาศคณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ เรื่อง แนวนโยบายและแนวปฏิบัติในการรักษาความมั่นคงปลอดภัยด้านสารสนเทศของหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2553

ตามพ.ร.ก.ว่าด้วยการประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2563  “การประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์”  หมายถึง การประชุมที่กฎหมายบัญญัติให้ต้องมีการประชุมที่ได้กระทำผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ โดยผู้ร่วมประชุมมิได้อยู่ในสถานที่เดียวกันและสามารถประชุมปรึกษาหารือและแสดงความคิดเห็นระหว่างกันได้ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์

“ผู้ร่วมประชุม” หมายถึง ประธานกรรมการ รองประธานกรรมการ กรรมการ อนุกรรมการ เลขานุการ และผู้ช่วยเลขานุการของคณะกรรมการ คณะอนุกรรมการ หรือคณะบุคคลอื่น ตามที่กฎหมายกำหนด และให้หมายความรวมถึงผู้ซึ่งต้องชี้แจงแสดงความคิดเห็นต่อคณะกรรมการ คณะอนุกรรมการ หรือคณะบุคคลนั้นด้วย    

พ.ร.ก. ว่าด้วยการประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2563 ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2563  ตามมาตรา ให้ยกเลิกประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 74/2557 เรื่อง การประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ลงวันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2557

เดิมตามประกาศคสช. ฉบับที่ 74/2557 และคำชี้แจงกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เรื่อง การประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์  ลงวันที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2559 กำหนดไว้ว่า ผู้ร่วมประชุม อย่างน้อย ใน ขององค์ประชุม จะต้องอยู่ในที่ประชุมเดียวกัน และต้องอยู่ในประเทศไทยสถานการณ์การแผ่ระบาดของไวรัสโคโรนา  หลายบริษัทต้องเลื่อนการประชุมใหญ่สามัญผู้ถือหุ้นออกไปอย่างไม่มีกำหนด  เช่นเดียวกับหน่วยงานราชการต่างๆที่ไม่สามารถจัดประชุมได้ อันมีผลต่อการบริหารราชการแผ่นดิน

 เงื่อนไขการประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์  ที่ ใน ของผู้ร่วมประชุมต้องอยู่ในที่ประชุมแห่งเดียวกันและต้องอยู่ในประเทศไทย   ทำให้ผู้ร่วมประชุมจำนวนหนึ่งอยู่ในสถานที่เดียวกัน มีความเสี่ยงที่จะติดโรคสูง อันไม่สอดคล้องกับการเว้นระยะห่างทางสังคม  เมื่อประกาศคสช. ฉบับที่ 74/2557 ถูกยกเลิก ทำให้ ใน ของผู้ร่วมประชุมไม่ต้องอยู่ในสถานที่เดียวกัน ซึ่งนับว่าสอดคล้องกับสภาพการทำงานในสถานการณ์เช่นนี้

การประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ จะไม่ใช้กับการประชุมของสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และรัฐสภา   การประชุมเพื่อจัดทำคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาล  การประชุมเพื่อดำเนินการตามกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของส่วนราชการ ราชการส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และหน่วยงานอื่นของรัฐ  

การประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์  ต้องทำตามมาตรฐานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของการประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เช่น ประธานในที่ประชุมหรือผู้ควบคุมระบบสามารถตัดสัญญาณเสียงหรือภาพ หรือหยุดการส่งข้อมูลได้ทันที หากมีเหตุจำเป็นหรือมีกรณีฉุกเฉิน  มีการติดตั้งวัสดุที่ซับเสียงเพื่อป้องกันเสียงสะท้อน

เพื่อให้การประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์มีผลตามกฎหมาย ผู้มีหน้าที่จัดการประชุมต้อง  
        (1) จัดให้ผู้ร่วมประชุมสามารถแสดงตนก่อนร่วมประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ก่อนร่วมการประชุม 
        (2)  จัดให้ผู้ร่วมประชุมสามารถลงคะแนนได้ ทั้งการลงคะแนนโดยเปิดเผยและการลงคะแนนลับ 
        (3) จัดทำรายงานการประชุมเป็นหนังสือ หรือในรูปแบบข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์            
        (4) จัดให้มีการบันทึกเสียงหรือทั้งเสียงและภาพ แล้วแต่กรณี ของผู้ร่วมประชุม 
        (5) จัดเก็บข้อมูลจราจรอิเล็กทรอนิกส์/คอมพิวเตอร์ ของผู้ร่วมประชุมทุกคนไว้เป็นหลักฐาน

การจัดการประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ที่ถูกต้องตามกฎหมาย  ถือว่าเป็นการประชุมโดยชอบด้วยกฎหมาย สามารถรับฟังเป็นพยานหลักฐานในกระบวนการพิจารณาตามกฎหมายทั้งในคดีแพ่ง คดีอาญาหรือคดีอื่นใด

หลายประเทศต่างหามาตรการ วิธีการ แนวทาง  ที่จะแก้ไขและหลีกเลี่ยงไม่ให้ประเทศของตนได้รับความเสียหายทั้งทางเศรษฐกิจ ความมั่นคงและสังคม จากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา
สำหรับประเทศไทย คุณศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย ได้เสนอ ยุทธศาสตร์ เพื่อการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจด้วยดิจิทัล สร้างความต่อเนื่องธุรกิจ ที่ล้วนแต่เป็นเรื่องที่ดี  ได้แก่

        (1)  ควบคุม ป้องกัน และรักษา เช่น  การจัดทำฐานข้อมูลดิจิทัลขนาดใหญ่ของประชากรทุกคน และทุกนิติบุคคลในประเทศ การใช้ AI (Artificial Intelligence) หรือปัญญาประดิษฐ์เพื่อวิเคราะห์การกระจายตัวของประชากรและผู้ติดเชื้อ 
        (2) ความต่อเนื่องของธุรกิจ เช่น  การแก้กฎหมายเพื่อรองรับระบบเว็บไซต์กลางบริการอิเล็กทรอนิกส์ภาครัฐ การยืนยันตัวตนรูปแบบดิจิทัล สัญญาอัจฉริยะ (Smart Contract) 
        (3) การจ้างงานและพัฒนาคน  มีมาตรการสนับสนุนผู้จบการศึกษาใหม่ นำกลุ่มเด็กจบใหม่ที่มีความสามารถด้าน ICT ไปช่วยพัฒนาการศึกษาออนไลน์ 
        (4)  สร้างความเชื่อมั่นในตลาดทุน ตลาดการค้า และการลงทุน เพิ่มสภาพคล่องให้กับธุรกิจ  ให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ประกอบการธุรกิจที่เกิดขึ้นใหม่ (Startup)                                  
 
        (5) เตรียมรองรับเศรษฐกิจใหม่ที่จะเกิดขึ้นหลังวิกฤต  เช่น การวางแผนพื้นที่การเพาะปลูก  การพัฒนาระบบชลประทานดิจิทัล Digital Irrigation) 
        (6) โครงสร้างขับเคลื่อนภายใต้วิกฤตโควิด-19  เช่น  การให้สภาต่าง ๆ เป็นตัวแทนภาคเอกชนในศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 การแก้ไขกฎระเบียบด้านดิจิทัลเพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจ

  พ.ร.ก. ว่าด้วยการประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2563  มีส่วนช่วยแก้ไขทางการดำเนินงานสำเร็จลุล่วงไปได้ ลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ทั้งยังอำนวยความสะดวกแก่หน่วยงานเอกชนและราชการ

        หากวิกฤตไวรัสโคโรนาผ่านพ้นไป  การยังคงดำรงแนวปฏิบัติของ พ.ร.ก.นี้ซึ่งสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทยพยายามผลักดันในเรื่องนี้ ย่อมมีส่วนช่วยให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้เร็วขึ้น




จำนวนการอ่าน 338 ครั้ง