สำนักกฎหมาย

มารุต บุนนาค

อินเตอร์เนชั่นแนล ลอว์ ออฟฟิศ

หมิ่นประมาท คิดก่อนพูด

ลงพิมพ์ในแนวหน้า : 7 กุมภาพันธ์ 2563

ดร. รุจิระ บุนนาค

7 กุมภาพันธ์ 2563


Facebook Rujira Bunnag

Twitter @RujiraBunnag

สื่อต่างๆ ได้นำเสนอภาพของนายสัตวแพทย์ ธีทัชฐ์ เกียรติลดารมย์ หรือ “หมอธีร์” อดีตผู้สมัครส.ส.พรรคพลังประชารัฐ มอบกระเช้าผลไม้ให้แก่พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ในวันที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2563 ที่รัฐสภา ภาพไม่ได้มีแค่การมอบกระเช้าผลไม้

ในวันดังกล่าวพล.ต.อ. เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ได้ถามกลับหมอธีร์ว่า “ที่มาขอโทษ เพราะถูกฟ้องใช่หรือไม่”   ทางด้านหมอธีร์ตอบอย่างไม่ลังเลว่า “ใช่” พร้อมถามว่า “ทำอย่างไรท่านจะถอนฟ้อง กราบเท้าจะถอนฟ้องหรือไม่”

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส จึงตอบกลับไปว่า  “ถ้าคุณกล้ากราบเท้าผม ผมก็กล้าถอนฟ้องให้”   ทันทีที่สิ้นประโยค หมอธีร์ได้ก้มกราบแนบเท้าพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ทางด้านพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส คงคาดไม่ถึงเหมือนกัน แต่ยอมรับกระเช้าและลูบหัวพร้อมบอก “ตั้งพรรคให้เรียบร้อยนะ”

หากท่านเคยชมภาพยนตร์จีน มักจะได้ยินสุภาษิตจีนบทหนึ่งว่า “ใต้เข่าลูกผู้ชายมีทองคำ” นั่นหมายถึง ลูกผู้ชายจะไม่คุกเข่าอย่างพร่ำเพรื่อ ลูกผู้ชายจะคุกเข่าให้แค่เพียงคนที่มีค่าสำหรับชีวิตของเขาเท่านั้น คือ บุพการี ครูบาอาจารย์ และ อีกคนหนึ่ง คือ แม่ของลูก

นั่นแสดงว่า การถอนฟ้องของพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ย่อมมีความสำคัญต่อชีวิตของ
หมอธีร์เป็นอย่างมาก ที่ทำให้หมอธีร์ยอมทำมากกว่าการคุกเข่า  แต่มีคนจำนวนไม่น้อยที่คิดว่า คำท้าของพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส  ดูเกินไป
หมอธีร์เคยให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน กล่าวหาพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส  ในสามเรื่อง
(1) ทุจริตรถตู้ จนถูกให้ออกจากราชการ  (2) ทุจริตงบรถจักรยานยนต์ไท-เกอร์ สมัยที่เป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และ (3) บุกรุกป่าสงวนที่จังหวัดกาญจนบุรี

นอกจากนี้ในวันที่สัมภาษณ์นั้น หมอธีร์ได้ตะโกนเอะอะโวยวายเสียงดังว่า “เสรีอุ้มผม เสรีอุ้มผม”  พูดซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องคุมตัวออกจากอาคารรัฐสภา 

ในที่สุดพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ได้ฟ้องหมอธีร์ในข้อหาหมิ่นประมาท

โดยทั่วไปแล้ว นักการเมืองเกิดมาคู่กันกับการกระทำ ความผิดอาญา ฐานหมิ่นประมาท คงห้ามนักการเมืองพูดไม่ได้ เพราะโดยหน้าที่ต้องพูดและแสดงความคิดเห็นอยู่ตลอด นักการเมืองจะมีแหล่งข่าวที่ให้ข้อมูล บางครั้งข้อมูลที่ได้อาจไม่ชัดเจนหรือไม่ถูกต้อง นักการเมืองหลายคนอาจไม่มีเวลาตรวจสอบความถูกต้องของแหล่งข่าว เมื่อได้พูดหรือแสดงความคิดเห็น จึงเสี่ยงต่อความผิดฐานหมิ่นประมาท

นักการเมืองบางคนอาจได้ข้อมูลที่ถูกต้อง เมื่อแสดงความคิดเห็น กลับวิพากษ์วิจารณ์จน
เกินเลย  สนุกปากจนไม่อาจหยุดได้  มีการใส่ไข่ ใส่สี เพื่อเอาใจผู้ฟัง แต่หารู้ไม่ว่า การพูดดังกล่าวอาจเข้าข่ายการกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาท

ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 “ผู้ใดใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ผู้นั้นกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาท..”

หลักสำคัญของการหมิ่นประมาท คือ การใส่ความต่อบุคคลที่สาม สามารถทำได้โดยการพูด การเขียนข้อความ  การวาดภาพล้อเลียน  การแสดงความคิดเห็น ที่ในปัจจุบันมักจะผ่านทางสื่อสังคมออนไลน์ จนทำให้ผู้ถูกใส่ความ เสื่อมเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง

บางครั้ง  การกระทำที่เข้าข่ายว่าเป็นการกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาท อาจไม่เป็นความผิด หากพิจารณาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 329

           “ผู้ใดแสดงความคิดเห็น หรือข้อความใดโดยสุจริต
             (1) เพื่อความชอบธรรม ป้องกันตนหรือป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามครองธรรม
             (2) ในฐานะเจ้าพนักงานปฏิบัติการตามหน้าที่
             (3) ติชมด้วยความเป็นธรรม ซึ่งบุคคลหรือสิ่งใดอันเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทำ หรือ
           (4) ในการแจ้งข่าวด้วยความเป็นธรรมเรื่องการดำเนินการอันเปิดเผยในศาลหรือในการประชุม
                ผู้นั้นไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาท”

จึงเป็นปกติที่ผู้แสดงความคิดเห็น จะหาทางออกด้วยการให้เหตุผลว่า ติชมด้วยความเป็นธรรม  นอกจากนี้ ผู้ที่แสดงความคิดเห็น อาจให้เหตุผลว่า สิ่งที่ตนพูดเป็นความจริง จึงไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท ซึ่งในประเด็นนี้ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 330 บัญญัติว่า “ในกรณีหมิ่นประมาท ถ้าผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิด พิสูจน์ได้ว่า ข้อที่หาว่าเป็นหมิ่นประมาทนั้น เป็นความจริง ผู้นั้นไม่ต้องรับโทษ

แต่ห้ามไม่ให้พิสูจน์ ถ้าข้อที่หาว่าเป็นหมิ่นประมาทนั้น เป็นการใส่ความในเรื่องส่วนตัว
และการพิสูจน์จะไม่เป็นประโยชน์แก่ประชาชน”

การวิพากษ์วิจารณ์ จึงต้องพิจารณาถึงสถานะของบุคคลนั้นด้วย  หากบุคคลที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ ในเรื่องความประพฤติเป็นนักการเมือง ซึ่งถือว่าเป็นบุคคลสาธารณะ การถูกวิพากษ์วิจารณ์ถือเป็นเรื่องธรรมดา ผู้ที่กล่าววิพากษ์วิจารณ์ จึงมีสิทธิ์ที่จะพิสูจน์ความจริงว่าเป็นเช่นนั้นหรือไม่ หากเป็นความจริง ผู้ที่กล่าววิพากษ์วิจารณ์ ไม่เป็นผู้ที่กระทำความผิด

หากผู้กระทำความผิดฐานหมิ่นประมาท กระทำผิดเป็นครั้งแรก ยอมรับสารภาพ ศาลท่านมักเมตตาให้รอการลงโทษ โดยหากกระทำความผิดอาญาอื่นซ้ำอีก ภายในระยะเวลาที่กำหนด เช่น 2-3 ปี จะต้องได้รับโทษจำคุก โทษเก่าและโทษใหม่ รวมเข้าด้วยกัน

นักการเมืองจะรู้เรื่องนี้เป็นอย่างดี  เมื่อถูกฟ้องคดีอาญาในข้อหาหมิ่นประมาท ในคดีที่สอง หรือคดีที่สาม และคดีต่อๆไป  ซึ่งจะมีข่าวนำเสนอให้ได้เห็นนักการเมือง ที่ตกเป็นจำเลยในคดีหมิ่นประมาท พยายามติดต่อผู้เสียหาย เพื่อขอโทษและขอขมาเพื่อให้ถอนฟ้อง  เพราะคดีหมิ่นประมาทเป็นคดีที่ยอมความกันได้  

หมอธีร์คงทราบว่า ตนถูกฟ้องคดีหมิ่นประมาทมากี่คดีแล้ว และมีอีกกี่คดีที่อาจ
ถูกฟ้องในวันข้างหน้า

การคิดก่อนพูด ถือเป็นเรื่องที่ดี และสามารถหลีกเลี่ยงการกระทำความผิดอาญา ฐานประมาทได้

จำนวนการอ่าน 54 ครั้ง