สำนักกฎหมาย

มารุต บุนนาค

อินเตอร์เนชั่นแนล ลอว์ ออฟฟิศ

ฝุ่น PM 2.5 .........อีกที

ลงพิมพ์ในเดลินิวส์ : 27 มกราคม 2563

ดร. รุจิระ บุนนาค

27 มกราคม 2563


Facebook Rujira Bunnag

Twitter @RujiraBunnag

นับเป็นเวลาร่วม ปี ที่คนไทยเริ่มรู้จักและคุ้นเคยกับคำว่า ฝุ่น PM 2.5 และถือเป็นปัญหาสำคัญ จนถือเป็นวาระแห่งชาติ

ฝุ่นขนาด PM 2.5 เป็นฝุ่นขนาดเล็ก ถึง 2.5 ไมโครกรัม มีขนาดเล็กกว่าเส้นผ่านศูนย์กลางเส้นผมของคน และอาจเป็นอันตรายได้

ได้มีผู้แสดงความคิดเห็นอย่างมากมายเกี่ยวกับฝุ่น PM 2.5 ทางสื่อต่างๆและทางโซเชียลมีเดีย บางครั้งมีความเห็นแตกต่างกันมาก ประชาชนเกิดความสับสนและไม่แน่ใจในการรักษาสุขภาพ

อาทิ เช่น ฝุ่นที่เกิดจากบรรดาสุภาพสตรีแต่งหน้าด้วยเครื่องสำอางตอนเช้า ตลอดจนฝุ่นที่เกิดจากการทำอาหารในครัวด้วยการผัดทอด ล้วนมีขนาดเล็กกว่าฝุ่นขนาด PM 2.5 เสียอีก

แม้จะได้มีโอกาสได้รับฝุ่นประเภทนี้แทบทุกวัน แต่ไม่เป็นอันตราย เพราะการได้รับแต่ละครั้งเป็นเพียงช่วงระยะเวลาสั้นๆ ไม่ได้รับติดต่อกันตลอดเวลา

ได้มีผู้แสดงความคิดเห็นว่า แม้ฝุ่นขนาด PM 2.5 จะมีอันตราย แต่กระบวนการทางธรรมชาติในร่างกายของมนุษย์ โดยเฉพาะระบบหายใจสามารถกำจัด และแก้ปัญหาได้ด้วยตนเอง โดยจะขับออกมาเป็นเสมหะ และอุจจาระ

ในขณะที่แพทย์บางส่วนได้ออกมาเตือนว่า ฝุ่นขนาด PM 2.5 เป็นอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจ โดยเฉพาะในเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่อยู่ในภาวะที่มีความเสี่ยงสูง

ล่าสุด พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ประกาศมาตรการแก้ไขฝุ่นขนาด PM 2.5 ให้ดำเนิน มาตรการ เร่งด่วน ดังนี้

เพิ่มความถี่กวาดล้างทำความสะอาดถนน และฉีดพ่นน้ำในอากาศตั้งแต่เวลา 18.00-06.00 น. ทุกวัน จนกว่าฝุ่นละอองจะลดลงอยู่ในระดับมาตรฐาน
แจกหน้ากากอนามัย N95 ในพื้นที่สวนลุมพินี บางคอแหลม จตุจักร บางขุนเทียน โดยจะให้ความสำคัญกับกลุ่มเสี่ยง ผู้ป่วย คนชรา เด็ก และผู้ปฏิบัติงานใกล้ชิดกับแหล่งกำเนิดฝุ่น
เข้มงวดตรวจจับรถควันดำ อย่างเคร่งครัด
จัดตั้งคณะกรรมการร่วมในการแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองจากเส้นทางก่อสร้างรถไฟฟ้า เร่งคืนพื้นผิวการจราจร ปรับพื้นที่ผิวถนนให้กว้างขึ้น บีบหรือลดพื้นที่การก่อสร้างบนพื้นผิวการจราจรให้แคบลง
จัดตั้งคณะ ทำงานร่วมกันเพื่อแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองจากการก่อสร้างอาคารสูง และระบบสาธารณูปโภคโดยผู้ประกอบการต้องดำเนินการตามมาตรการลดฝุ่นละอองให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ
แก้ไขปัญหาการจราจรติดขัดเข้มงวดมิให้จอดรถ ริมถนนสายหลัก
เข้มงวดไม่ให้เผาขยะเผาในที่โล่ง
รณรงค์ไม่ให้ติดเครื่องยนต์ขณะจอด
ปฏิบัติการฝนหลวงและใช้โดรนพ่นน้ำผสมสารเคมีเพื่อบรรเทาปัญหาฝุ่นละออง

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลได้มีมาตรการใครฝุ่นละอองถึง 12 มาตรการ ดังนี้

ขยายพื้นที่จำกัดรถบรรทุกกรุงเทพ จากวงแหวน รัชดาภิเษก เป็นวงแหวนกาญจนาภิเษก
ห้ามรถบรรทุกเข้าพื้นที่ชั้นใน ของกรุงเทพในวันคี่ ระหว่างเดือนม.ค.-ก.พ. 2563
ตรวจวัดควันดำรถโดยสาร (ไม่ประจำทาง) ทุกคัน โดยเพิ่มชุดตรวจเป็น 50 ชุด ครบทั้ง 50 เขตของกรุงเทพ
กรมการขนส่งทางบกปฏิบัติการร่วมกับกองบังคับการตำรวจจราจรในการตรวจสอบ ตรวจจับรถควันดำสำหรับรถโดยสารและรถบรรทุก เพื่อออกคำสั่งห้ามใช้รถ
ตรวจสอบโรงงานที่ทำให้เกิดฝุ่นละออง หากไม่เป็นไปตามมาตรฐานให้สั่งปรับปรุงแก้ไขภายในระยะเวลาที่กำหนด หรือสั่งหยุดการประกอบกิจการ
กำกับให้กิจกรรม การก่อสร้างรถไฟฟ้าและก่อสร้างอื่นๆ เป็นไปตามข้อกำหนดไม่ให้เกิดฝุ่น และปัญหาจราจรบริเวณรอบพื้นที่ก่อสร้าง
ไม่ให้มีการเผาในที่โล่ง ในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑล และบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดกับผู้ที่กระทำการเผา
จังหวัดและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อาศัยอำนาจและหน้าที่ตามกฏหมายที่เกี่ยวข้องควบคุมการเผาในที่โล่ง ในช่วงสถานการณ์วิกฤติฝุ่นละออง และเข้มงวดการควบคุมยานพาหนะ โรงงานอุตสาหกรรม และการก่อสร้าง
ลดราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีปริมาณกรรมฐานไม่เกิน 10 PPM ซึ่งเป็นน้ำมันที่ก่อให้เกิดฝุ่นละอองน้อย
ขอความร่วมมือลดการใช้รถยนต์ส่วนตัวมาทำงาน และรถยนต์ของส่วนราชการ ต้องผ่านมาตรฐานควันดำทุกคัน
ให้ภาครัฐ ภาคเอกชนและสามศึกษา สนับสนุนการจัดโครงการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องสำหรับรถยนต์ดีเซลที่มีอายุเกิน ปี เพื่อช่วยลดฝุ่นละออง
-สร้างการรับรู้และความเข้าใจแก่ประชาชน เกี่ยวกับสถานการณ์ปัญหาฝุ่นละออง

หากพิจารณามาตรการทั้ง มาตราการเร่งด่วน และอีก 12 มาตรการดังกล่าว จะมีลักษณะค่อนข้างเป็นในเชิงรับและแก้ปัญหาเฉพาะหน้า มากกว่าที่จะเป็นเชิงรุก สำหรับอนาคตระยะยาว

การแก้ไขปัญหาดังกล่าว ต้องอาศัยความร่วมมือจากประชาชน และหน่วยงานของรัฐหลายหน่วยงานแบบบูรณาการ ที่จะต้องปรึกษาหารือร่วมกัน และดำเนินการไปพร้อมๆกัน

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ให้สัมภาษณ์ว่า ปัญหาหลายอย่างนี้ เกิดจากประชาชน แต่เราจะโทษประชาชนไม่ได้ เพียงแต่เราต้องอาศัยความร่วมมือ กฎหมายก็มีอยู่ แต่จะไปดำเนินคดีทั้งหมดคงไม่ได้ เพราะจะสร้างความเดือด
ร้อน

แม้คำกล่าวของนายกรัฐมนตรี จะมีส่วนถูกต้อง แต่ในความเป็นจริงแล้ว ปัญหาที่เกิดขึ้นจะถือว่า ประชาชนเป็นสาเหตุทั้งหมดคงไม่ได้ ต้องพิจารณาถึงปัญหาที่เกิดจากตัวบุคคลที่เป็นผู้รักษากฎระเบียบของบ้านเมือง ที่จะต้องทำให้เป็นไปตามกฎหมาย

หากเปรียบเทียบกับปัญหาจราจร หากให้ประชาชนสัญจรบนท้องถนน ด้วยการใช้รถยนต์ จักรยานยนต์ จักรยาน หรือเดิน อย่างเสรีตามอำเภอใจ โดยไม่วางกฎระเบียบจราจร ไม่มีไฟเขียวไฟแดง การจราจรจะติดขัดไปทั้งเมือง ถือว่าเป็นปัญหาเกิดจากประชาชน แต่ผู้ที่รักษากฎหมายของบ้านเมือง จะมีส่วนที่ต้องรับผิดมากกว่า ที่ปล่อยให้ประชาชนไม่เคารพกฎจราจร ไม่จัดระเบียบ จนสังคมยุ่งเหยิง

นายกรัฐมนตรี เองยังยอมรับว่า ปัญหาฝุ่นขนาด PM 2.5 นี้ เกิดจากจราจรประมาณ 72 การเผาวัชพืชประมาณ 15 อุตสาหกรรมประมาณ %

ดังนั้นหากจะวางแผนแก้ไขในระยะยาว ควรส่งเสริมให้ประชาชนหันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น เพื่อลดมลพิษ ในขณะเดียวกันรัฐบาลต้องมีมาตรการ ส่งเสริมให้รถยนต์ไฟฟ้ามีราคาถูก พอที่ประชาชนทั่วไปจะสามารถซื้อหามาใช้ได้ และต้องจัดให้มีแหล่งหรือสถานีเติมไฟฟ้าอย่างแพร่หลายและทั่วถึง

รัฐบาลต้องส่งเสริมให้รถโดยสารประจำทาง หรือรถเมล์เป็นรถยนต์ไฟฟ้า แทนรถยนต์ดีเซล

ในขณะเดียวกัน ต้องเริ่มจำกัดการใช้รถยนต์เก่าที่ไม่มีคุณภาพ ไม่ว่าจะจำกัดในการต่อทะเบียนอายุและการตรวจระดับมลพิษจากท่อไอเสียอย่างเข้มงวดมากขึ้นโดยอาจไม่ต่ออายุถ้าไม่สามารถปรับปรุงคุณภาพให้อยู่ในสภาพดีได้ หรือจำกัดไม่ให้วิ่งในเมือง โดยให้วิ่งนอกเมืองเท่านั้น

รวมทั้งการส่งเสริมให้รถ จักรยานยนต์ใช้เครื่องยนต์ไฟฟ้า ในเขตเมือง

ตัวอย่างที่เห็นได้อย่างชัดเจน คือประเทศจีน ที่แก้ปัญหาเรื่องนี้ได้อย่างจริงจัง จากเดิมที่เมืองปักกิ่ง และอีกหลายเมืองใหญ่ มีมลพิษที่เกิดจากการจราจร การใช้รถยนต์ และจักรยานยนต์เป็นจำนวนมาก

ปัจจุบันประเทศจีนสามารถแก้ปัญหาอย่างได้ผลดียิ่ง รถจักรยานยนต์ที่วิ่งในเมืองจะเป็นรถไฟฟ้าทั้งหมด ประชาชนเริ่มหันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้าเป็นจำนวนมาก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะสามารถผลิตได้เองในประเทศ รถยนต์ที่ใช้ในการขนส่งสาธารณะเป็นรถยนต์ไฟฟ้าทั้งหมด

ที่ผ่านมา ประเทศไทยเคยประสบปัญหาฝุ่นขนาด PM 2.5 มาแล้ว แต่ในช่วงนั้นเรายังมีเพียงแค่รัฐบาลชั่วคราว จึงไม่สามารถกำหนดนโยบายระยะยาวได้

ขณะนี้ ประเทศไทยมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งแล้ว จึงน่าจะกำหนดมาตรการและนโยบายในระยะยาว ที่ต่อเนื่องได้

ประชาชนคงได้แต่รอติดตามว่า ปัญหาฝุ่นขนาด PM 2.5 จะไม่กลับมาเป็นฝันร้ายอีก

จำนวนการอ่าน 34 ครั้ง