สำนักกฎหมาย

มารุต บุนนาค

อินเตอร์เนชั่นแนล ลอว์ ออฟฟิศ

ออกโฉนดทับที่อุทยาน

ลงพิมพ์ในแนวหน้า : 24 มกราคม 2563

ดร. รุจิระ บุนนาค

24 มกราคม 2563


Facebook Rujira Bunnag

Twitter @RujiraBunnag

ช่วงกลางเดือนมกราคม พ.ศ. 2563 สื่อมวลชนหลายสื่อได้นำเสนอข่าวการบุกรุกป่ามรดกโลก เขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ พื้นที่หมู่ที่ 14 ตำบลเนินหอม อำเภอเมือง จังหวัดปราจีนบุรี  รวม จุด พื้นที่รวมประมาณ 12 ไร่ มีการนำรถแบคโฮ คัน เข้าไปขุดปรับพื้นที่บนเนินเขา โดยใช้รถดันต้นไม้ล้มเป็นบริเวณกว้าง ก่อนจะนำมากองรวมกันและจุดไฟเผา

            อุทยานแห่งชาติเป็นทรัพย์สมบัติของแผ่นดิน การยึดถือหรือครอบครองที่ดิน รวมตลอดถึงการก่อสร้าง แผ้วถาง หรือเผาป่า การเก็บหา นำออกไป ทำด้วยประการใดๆ ให้เป็นอันตราย หรือทำให้เสื่อมสภาพ ซึ่งไม้ ยางไม้ น้ำมันยาง  การทำด้วยประการใดๆ ให้เป็นอันตรายหรือทำให้เสื่อมสภาพแก่ดิน หิน กรวด หรือทราย   การเก็บหรือทำด้วยประการใดๆ ให้เป็นอันตรายแก่ดอกไม้ ใบไม้ กล้วยไม้หรือผลไม้ การนำหรือปล่อยปศุสัตว์เข้าไป  การส่งเสียงอื้อฉาวหรือกระทำการอื่นอันเป็นการรบกวน หรือเป็นที่เดือดร้อนรำคาญแก่คนหรือสัตว์ การกระทำต่างๆเหล่านี้ถือว่าเป็นความผิดตามพ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 ซึ่งจะมีทั้งโทษปรับหรือจำคุก หรือทั้งจำคุกและปรับ หรือปรับเพียงอย่างเดียว แล้วแต่กรณีความผิดมากน้อยต่างกันไป

              เหตุการณ์การบุกรุกป่าครั้งนี้ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) นำโดยพ.อ. พงษ์เพชร เกษสุภะ หัวหน้าชุดปฏิบัติการศูนย์การประสานการปฏิบัติ (ศปป.) ที่ ชุดปฏิบัติการพิเศษพญาเสือ ได้แจ้งความจับอดีตนักการเมืองชื่อดังจังหวัดปราจีนบุรี และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ บุตรสาว ของอดีตนักการเมืองชื่อดัง ในข้อหารุกป่ามรดกโลกเขาใหญ่ แต่ทั้งสองยืนยันว่า ไม่เคยบุกรุกป่าเขาใหญ่   การครอบครองที่ดินเป็นโฉนดอย่างถูกต้องโดยกรมที่ดิน และไม่เคยทำในสิ่งที่ผิดกฎหมาย

              เมื่อ พ.อ. พงษ์เพชร เกษสุภะ  ทำการตรวจสอบตำแหน่งที่ตั้งโฉนดที่ดินทั้ง แปลง ของพ่อลูกดังกล่าว มีเนื้อที่ดินประมาณ 85 ไร่ ได้มีการนำรถแบคโฮ ไถต้นไม้ซึ่งจากการตรวจสอบเบื้องต้นอยู่นอกเขตที่ดินที่มีโฉนด ล่วงล้ำเข้าไปในเขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ประมาณ 12 ไร่

นอกจากนี้ที่ดินที่มีโฉนดทั้ง แปลง ยังต้องตรวจสอบต่อไปว่า ได้ออกโฉนดที่ดินออกทับที่ทำการหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ที่ขญ.12 (เนินหอม) ทับเส้นทางขึ้นเขาใหญ่ และด่านตรวจเนินหอม ซึ่งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติหรือไม่

             อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ประกาศเมื่อวันที่ 11 กันยายน พ.ศ.2505   มีอาณาเขตครอบคลุม 11 อำเภอของ จังหวัด คือ จังหวัดสระบุรี จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดปราจีนบุรี และจังหวัดนครนายก แต่โฉนดที่ดินกลับออกภายหลังการประกาศให้เป็นอุทยานแห่งชาติ จึงต้องมีการตรวจสอบถึงความถูกต้องของโฉนดที่ดินว่า ได้มาโดยถูกต้องตามกฎหมาย หรือมีบุคคลใดอยู่เบื้องหลังในการออกโฉนด

              ในด้านสังคมและวัฒนธรรม อุทยานแห่งชาติ ถือได้ว่าเป็นแหล่งที่มีคุณค่าทางด้านสันทนาการของประชาชน ในด้านสิ่งแวดล้อมเป็นพื้นที่ที่ช่วยรักษาความสมดุลของธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม   ก่อให้เกิดกระบวนการทางอุทกวิทยา  ช่วยควบคุมสภาพภูมิอากาศ  ช่วยรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสมต่อสิ่งมีชีวิต  ช่วยคุ้มครองรักษาระบบนิเวศ  และในด้านเศรษฐกิจ ใช้เพื่อเป็นสถานที่ท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจ ทำให้เกิดธุรกิจท่องเที่ยวและบริการ   

              คนบางกลุ่มมองว่า การได้ครอบครองพื้นที่ของอุทยานแห่งชาติไม่ว่าในทางใด  จะนำมาซึ่งผลตอบแทนมหาศาล

             อุทยานแห่งชาติ ถือเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ที่ต้องใช้เพื่อสาธารณประโยชน์ หรือสงวนไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกัน ตามกฎหมายผลของการเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน บุคคลใดจะยึดถือครอบครอง หรือยกเอาอายุความขึ้นต่อสู้ เพื่อให้ได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์หรือสิทธิใดๆ ไม่ได้

              การบุกรุก และจับจองทำประโยชน์ ที่ดินที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน มีข่าวให้เห็นอยู่หลายครั้ง รวมถึงมีการออกเอกสารสิทธิโดยไม่ชอบ พื้นที่บางแห่งออกสารสิทธิกันมาเป็นระยะเวลาหลายสิบปี โดยมีเจ้าหน้าที่ของรัฐบางคนให้ความช่วยเหลือ  มีการซื้อขายเปลี่ยนมือกันหลายต่อหลายทอด แต่ท้ายที่สุด เมื่อเป็นเอกสารสิทธิที่ออกโดยไม่ชอบมาตั้งแต่แรก  ศาลมีอำนาจในการเพิกถอน

              ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาให้เพิกถอนเอกสารสิทธิ เมื่อเดือนมกราคม พ.ศ. 2561 ในคดีที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ฟ้องบริษัทเอกชน ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดิน และโรงแรมระดับ ดาว ริมชายหาดฉางหลาง ตำบลไม้ฝาด อำเภอสิเกา จังหวัดตรัง เนื้อที่รวมกว่า 37 ไร่ ให้ ออกจากพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ป่าคลองไหโล๊ะ ป่าเลนคลองปอ และป่าเลนคลองหละ เนื่องจากพบว่า การออกเอกสารสิทธิประเภท น.ส. ก และโฉนดไม่ชอบด้วยกฎหมาย

             ในอดีตประชาชนส่วนใหญ่ที่ยากจนและไม่มีที่ทำกิน จะเข้าครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินว่างเปล่าของรัฐ รวมทั้งเข้าครอบครองและทำประโยชน์ในพื้นที่ป่าด้วย  รัฐจึงเห็นว่าหากปล่อยให้ประชาชนเข้าครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินของรัฐโดยไม่มีขอบเขต ย่อมก่อให้เกิดความเสียหายแก่ป่าไม้และทรัพยากรธรรมชาติของป่าได้ ทำให้การแก้ปัญหาด้วยการตรากฎหมายออกมาควบคุมและคุ้มครองป่าและทรัพยากรธรรมชาติ  เช่น พ.ร.บ.คุ้มครองและสงวนป่า พ.ศ. 2481 พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 และ พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535

             กฎหมายแต่ละฉบับ  เช่น พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 จะกำหนดแนวเขตพื้นที่สำหรับที่จะทำการคุ้มครองหรือสงวนไว้ แต่การกำหนดแนวเขตดังกล่าวเป็นการกำหนดจากรูปแผนที่ หรือแผนผังระวางต่าง ๆ ของส่วนราชการ บางครั้งไม่ได้ออกไปตรวจสอบสภาพพื้นที่ที่แท้จริง อาจทำให้เกิดปัญหาแนวเขตที่กฎหมายประกาศใช้ไปทับซ้อนกับพื้นที่ที่ประชาชนเข้าครอบครองและทำประโยชน์อยู่ก่อน นอกจากนี้ พื้นที่เดียวกันแต่เอกสารที่หน่วยราชการแต่ละแห่งถือ อาจมีแนวเขตแสดงถึงพื้นที่ดินที่ต่างกัน  

             ดังนั้น ประชาชนที่มีที่อยู่ใกล้เขตอุทยานแห่งชาติ  หรือ ป่าสงวน หากไม่มั่นใจว่า โฉนดที่ดินที่มีชื่อตนถือกรรมสิทธิ์อยู่นั้น จะออกทับที่เขตอุทยานแห่งชาติ หรือป่าสงวน หรือไม่  สามารถทำหนังสือสอบถามไปยังกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช หรือ กรมป่าไม้ ซึ่ง ทางราชการจะทำหนังสือตอบมาว่า ที่ดินดังกล่าวรุกล้ำเข้ามาในเขตอุทยานแห่งชาติหรือป่าสงวนหรือไม่ นับว่าเป็นเรื่องดี เพื่อป้องกัน การเกิดปัญหา รวมถึงการฟ้องร้องคดีในอนาคต

หากมีการซื้อขายที่ดินแปลงนั้น  เพราะแม้จะมีโฉนดที่ดิน หากโฉนดที่ดินนั้นออกทับที่ในส่วนของพื้นที่เขตอุทยานแห่งชาติ  หรือ ป่าสงวน ผู้ซื้อจะไม่ได้กรรมสิทธิ์ที่ดิน หากผู้ซื้อยังติดใจจะเรียกค่าเสียหายที่เกิดขึ้น ต้องฟ้องคดีเพื่อเรียกเงินจากผู้ขาย จึงอาจตามตัวไม่ได้หรือใช้เงินที่ได้จากการขายไปหมดแล้ว ทำให้ไม่สามารถเรียกค่าเสียหายคืนได้เลย

ผู้ที่ซื้อที่ดิน หรือได้กรรมสิทธิ์ที่ดิน ใกล้อุทยานแห่งชาติ หรือ ป่าสงวน จึงต้องตระหนัก และยอมรับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น

จำนวนการอ่าน 45 ครั้ง