สำนักกฎหมาย

มารุต บุนนาค

อินเตอร์เนชั่นแนล ลอว์ ออฟฟิศ

หลอกให้โอนเงินทางอินเทอร์เน็ต

ลงพิมพ์ในแนวหน้า : 17 มกราคม 2563

ดร. รุจิระ บุนนาค

17 มกราคม 2563


Facebook Rujira Bunnag

Twitter @RujiraBunnag

ปัจจุบันอินเทอร์เน็ตได้เข้ามามีบทบาททั้งชีวิตการทำงานและชีวิตประจำวันเป็นอย่างมาก แม้กระทั่งนักเรียน นักศึกษา ที่ในอดีตต้องเข้าห้องสมุดค้นคว้าหาข้อมูลการศึกษา ทุกวันนี้สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตผ่านทางโทรศัพท์มือถือ โน๊ตบุ๊ค คอมพิวเตอร์  

แต่ก่อนการทำธุรกรรมทางการเงินต้องเดินทางไปที่ธนาคาร การเดินทางอาจไม่สะดวก ต้องหาที่จอดรถ ต้องรอเข้าแถว หรือรอเรียกตามลำดับ  ต่างจากทุกวันนี้ที่บางธุรกรรมสามารถทำผ่านแอพโมบายแบงค์กิ้ง (App Mobile Banking) ของทางธนาคารต่างๆ ทั้งสามารถโอนเงินต่างธนาคารโดยไม่เสียค่าธรรมเนียม ซึ่งต่างจากการโอนเงินผ่านเคาน์เตอร์ธนาคาร หรือตู้เอ.ที.เอ็ม. ที่เรียกเก็บค่าธรรมเนียม ยิ่งโอนมาก ค่าธรรมเนียมจะเพิ่มขึ้น

โลกในปัจจุบันได้เข้าสู่ยุคอีคอมเมิร์ซ (E-Commerce) มีการซื้อขายสินค้าออนไลน์ เพราะการใช้จ่ายผ่านอินเทอร์เน็ต ทำได้อย่างง่ายดาย และทั่วถึงทุกมุมโลก ธนาคารต่างๆ ได้ออกมาตอบรับกระแสนี้เพื่อให้ผู้ใช้บริการสามารถใช้งานได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น    

การทำธุรกรรมทางการเงินทำได้ง่ายเพียงแค่ใช้ปลายนิ้วสัมผัส  มิจฉาชีพต่างจ้องหาเหยื่อที่ต่อมาได้กลายเป็นผู้เสียหาย เพื่อที่จะเอาเงินจากบัญชีเหยื่อเข้าบัญชีตน  

ศูนย์การแปลเอกสารบางครั้งยังตกเป็นเหยื่อเป้าหมาย มิจฉาชีพต่างประเทศได้สร้างบัญชีอีเมล สร้างประวัติส่วนตัวที่ดูหน้าเชื่อถือ นำรูปบุคคลอื่นที่มีลักษณะดูดีอ้างว่าเป็นตนเอง เพื่อติดต่อศูนย์การแปลผ่านอีเมลของศูนย์การแปล โดยอ้างว่า เคยเห็นผลงานหลายชิ้นที่แสดงถึงความสามารถด้านภาษา จึงสนใจที่จะใช้บริการให้แปลงานของนักเขียนที่มีชื่อในต่างประเทศเพื่อแปลเป็นภาษาไทย โดยเสนอค่าแปลหน้าละ 140 ดอลลาร์สหรัฐหรือประมาณ 4,200 บาท ซึ่งปกติค่าแปลอาจอยู่ที่หน้าละ 1,000-1,500 บาท และได้ส่งต้นฉบับบางส่วนให้ศูนย์การแปลได้พิจารณา  หลังจากนั้น จะสรุปจำนวนเงินค่าแปลและให้เริ่มงานบางส่วน ขอเลขบัญชีของศูนย์การแปล เพื่อจะได้จ่ายค่าตอบแทนส่วนแรก พอถึงเวลามิจฉาชีพจะอ้างว่า  ธนาคารกลางหรือแบงค์ชาติของประเทศผู้ว่าจ้าง มีกฎระเบียบให้ผู้รับจ้างต่างประเทศต้องชำระเงินเพื่อเป็นการวางหลักประกันเป็นจำนวนหนึ่ง ซึ่งนับว่าเป็นเงินจำนวนไม่น้อยสำหรับค่าครองชีพในประเทศไทย ผู้รับจ้างประเทศไทยจึงจะมีสิทธิรับเงินค่าจ้างได้

กรณีดังกล่าวเป็นการหลอกลวง หากผู้รับจ้างหลงเชื่อโอนเงินไปให้ จะถูกหลอกให้เสียเงินค่าหลักประกันไปโดยไม่ได้รับเงินค่าจ้างใดๆเลย

มิจฉาชีพต่างประเทศบางรายหลอกผู้เสียหายว่า  มีสิทธิได้รับมรดกในต่างประเทศหลายร้อยล้านบาท แต่ไม่มีเงินในการดำเนินการ เพราะต้องวางเงินประกันต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  เมื่อดำเนินการเสร็จจะให้ส่วนแบ่งมรดกเป็นจำนวนเงินที่สูงมาก จึงหลอกให้ผู้เสียหายโอนเงิน ผู้เสียหายบางรายหลงเชื่อ ทำให้ต้องสูญเงิน

มิจฉาชีพต่างประเทศบางรายหลอกเหยื่อ โดยแอบอ้างว่าเป็นนักธุรกิจลำดับต้นๆของไทยและใช้ชื่อจริงของนักธุรกิจไทยรายนั้น เพื่อเปิดบัญชีอีเมลปลอม แล้วแอบอ้างหลอกลวงต่อ บริษัทหรือโรงงานในหลายๆประเทศว่า นักธุรกิจไทยรายนั้นสนใจร่วมลงทุนในบริษัทหรือโรงงานต่างประเทศ เมื่อบริษัทหรือโรงงานต่างประเทตรวจสอบ จะพบชื่อของนักธุรกิจไทย ที่ถูกแอบอ้าง ทำให้น่าเชื่อถือจึงหลงเชื่อ จึงยินดีที่นักธุรกิจไทย ระดับต้นๆ จะมาเป็นผู้ถือหุ้นด้วย หลังจากนั้นไม่นานจะมีบุคคลแอบอ้างว่าเป็นผู้ช่วยของนักธุรกิจไทยระดับต้นๆรายนั้น ติดต่อไปที่บริษัทหรือโรงงานต่างประเทศว่า นักธุรกิจไทยรายนั้นจะยังโอนเงินค่าหุ้นมาให้ไม่ได้ ต้องให้บริษัทหรือโรงงานในต่างประเทศนั้นส่งเอกสารมาเพื่อให้รับรอง และขออนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทยก่อน ซึ่งจะต้องจ่ายเงินค่าธรรมเนียมเป็นจำนวนมาก เมื่อบริษัทหรือโรงงานต่างประเทศหลงเชื่อโอนเงินค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายมาให้แล้ว เรื่องจะเงียบหายไป เพราะถูกหลอกให้โอนเงินมาให้มิจฉาชีพต่างประเทศไปแล้ว เพียงเพื่อหวังจะได้รับเงินค่าหุ้นจากการลงทุนของนักธุรกิจไทยรายนั้นที่ถูกแอบอ้าง

ทุกวันนี้ภัยคุกคามทางอินเทอร์เน็ต  ได้พัฒนาหลายรูปแบบ แต่ละรูปแบบล้วนสร้างความเสียหาย  มีกลโกงหลอกให้กู้ยืมเงินนอกระบบออนไลน์ สร้างเว็บไซต์ปลอมและโฆษณาผ่านเว็บไซต์ต่างๆ หรือส่งอีเมลหาเหยื่อโดยตรงหรือส่งข้อความผ่านทางโทรศัพท์มือถือว่า ให้บริการกู้เงินดอกเบี้ยต่ำ อนุมัติภายใน 30 วัน ไม่ต้องมีผู้ค้ำประกันและไม่ตรวจสอบเครดิตบูโร เมื่อเหยื่อหลงเชื่อมิจฉาชีพจะขอให้เหยื่อโอนเงินเพื่อเป็นค่าจัดทำเอกสารเบื้องต้น หรือค่ามัดจำร้อยละ 5-10 ของยอดเงินกู้   เหยื่อจำนวนไม่น้อยเห็นว่ากู้ได้ง่ายจึงหลงเชื่อ

มิจฉาชีพบางรายจะแฮ็กหรือปลอมไลน์ ทำทีเป็นเพื่อน ญาติ หรือคนรู้จัก แล้วส่ง “คิวอาร์โค้ด” ให้เหยื่อที่เป็นเพื่อนในไลน์ ช่วยชำระเงินค่าสินค้าแทนให้ก่อนแล้วจะโอนเงินคืนให้ภายหลัง เมื่อเหยื่อเห็นคิวอาร์โค้ดส่งมา ไม่ทันได้ตั้งตัวและไม่ได้ตรวจสอบกลับไปยังคนขอก่อนว่า เป็นตัวจริงหรือเปล่า จึงสแกนคิวอาร์โค้ดของมิจฉาชีพ เพื่อโอนเงินและถูกหลอก

จากข้อมูลของกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) ได้เปิดเผยว่า สถิติผู้เสียหายที่เข้าแจ้งความร้องทุกข์กับปอท.ในปีพ.ศ. 2562 ณ.วันที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2562 มี 2,870 คดี มูลค่าความเสียหาย 371,096,744 บาท ซึ่งเมื่อ
เทียบกับปีพ.ศ. 2561 ทั้งปี มีตัวเลขอยู่ที่ 2,718 คดี มูลค่าความเสียหาย 527,309,998 บาท


ผู้เสียหายจากการถูกหลอกให้โอนเงิน สามารถแจ้งความได้ที่สถานีตำรวจในท้องที่เกิดเหตุหรือที่ปอท. แต่หากแจ้งความที่หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งแล้ว อีกหน่วยงานหนึ่งจะไม่รับแจ้งความ เพื่อไม่ให้เป็นการทำงานซ้ำซ้อนกัน  ในกรณีที่ผู้เสียหายแจ้งความที่ปอท.  ผู้เสียหายอาจต้องเดินทางมาขึ้นศาลที่กรุงเทพฯ  ทำให้ไม่สะดวกสำหรับผู้เสียหายที่อยู่ต่างจังหวัด  การแจ้งความกับตำรวจท้องที่อาจสะดวกกว่า

สำหรับหลักฐานที่ผู้เสียหายต้องนำไปแจ้งความ คือ สลิปโอนเงินเข้าบัญชี หรือหลักฐานที่แสดงถึงการโอนเงิน ข้อความการสนทนาในเฟสบุ๊ค หรือ โปรแกรมไลน์ ที่คุยกับมิจฉาชีพ
เพราะถือได้ว่าเป็นเบาะแสสำคัญในการแกะรอยมิจฉาชีพ

ผู้ที่ทำธุรกรรมทางออนไลน์ควรรักษารหัสส่วนตัวให้ดีหรือเปลี่ยนรหัสส่วนตัวบ่อยๆ และควรกด Log out ทุกครั้ง

ก่อนตัดสินใจโอนเงินไปให้ใคร ไม่ว่าจะด้วยความสงสารเห็นใจ หรือเพื่อเป็นค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายเบื้องต้น แล้วจะมีโอกาสได้เงินก้อนใหญ่ตามมา ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ มิฉะนั้นอาจตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพได้

จำนวนการอ่าน 36 ครั้ง