สำนักกฎหมาย

มารุต บุนนาค

อินเตอร์เนชั่นแนล ลอว์ ออฟฟิศ

ยิงรถส่วนตัวตำรวจ

ลงพิมพ์ในแนวหน้า : 10 มกราคม 2563

ดร. รุจิระ บุนนาค

10 มกราคม 2563


Facebook Rujira Bunnag

Twitter @RujiraBunnag

กรณีรถส่วนตัวของ พล.ต.ท. สุรเชษฐ์ หักพาล หรือบิ๊กโจ๊ก ที่ปรึกษาพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี อดีตผู้บัญชาการ สำนักงานตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ที่ถูกยิงถึง นัด ในคืนวันที่ มกราคม พ.ศ. 2563 เวลา 20.30 น. บริเวณหน้าร้านนวดแผนโบราณ ซอยสาริกา ถนนสุรวงศ์ เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร

นับว่าเป็นเรื่องอุกอาจ และสะเทือนขวัญ ประชาชนเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นเหตุที่เกิดขึ้นในใจกลางกรุงเทพมหานคร และอีกทั้งเกิดขึ้นแก่อดีตนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ผู้มีชื่อเสียง และมากด้วยบารมี

ทำให้อดคิดไม่ได้ว่า ขนาดผู้ใหญ่ยังโดนถึงขนาดนี้ แล้วชาวบ้านธรรมดาจะเหลืออะไร

ยิ่งไปกว่านั้น อาวุธปืนที่ใช้ยิงยังมีลักษณะพิเศษ ที่สามารถเก็บปลอกกระสุนโดยไม่ให้หล่นได้ด้วย ต้องนับว่า ผู้ร้ายธรรมดา หรือ ผู้ร้ายกระจอก คงไม่สามารถทำได้แน่นอน

ลักษณะของการกระทำดังกล่าว ไม่ได้มุ่งที่จะทำลายให้ถึงแก่ชีวิต เพราะในขณะเกิดเหตุที่ยิงนั้น ไม่มีใคร อยู่ในรถคันที่เกิดเหตุ แต่มีลักษณะเป็นการข่มขู่ และข่มขวัญ เสียมากกว่า

การกระทำดังกล่าว จึงเป็นความผิดกฎหมายอาญา ฐาน ทำให้เสียทรัพย์

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358 ผู้ใดทำให้เสียหาย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่า หรือทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งทรัพย์ของผู้อื่น หรือผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย ผู้นั้นกระทำความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ ต้องระวังโทษจำคุกไม่เกิน ปี หรือปรับไม่เกิน 6,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ตัวอย่างที่เป็นข่าวในอดีต เช่น กรณีป้าทุบรถ ที่จอดขวางประตูบ้าน จนเป็นเรื่องโด่งดัง

ตัวอย่างอื่น ตามคำพิพากษาฎีกาเช่น ยิงปืนถูกกระจกกรอบรูปแตก ตัดไม้โดยรู้ว่าเป็นของผู้อื่น ขุดดินในนาของผู้อื่นจนเป็นบ่อทำให้นาเสียหาย เป็นต้น

นอกจากนี้แล้ว การกระทำความผิดที่เกิดขึ้น ยังผิดกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น อาวุธปืนที่ใช้อาจเป็นอาวุธปืนที่ไม่ได้จดทะเบียน หรือเป็นปืนเถื่อน พกพาอาวุธปืนโดยไม่มีใบอนุญาตพกปืน ยิงปืนในที่สาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร

หากเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมตัวผู้กระทำความผิดได้ และดำเนินคดีตามกฎหมาย จนถูกฟ้องมีคดี ศาลท่านอาจใช้ดุลพินิจ ไม่รอลงอาญา เพราะเป็นคดีที่อุกอาจ อาจได้รับโทษเต็มตามที่กฎหมายกำหนด

อย่างไรก็ตาม หากกรณีที่เกิดขึ้น เป็นเรื่องที่ผู้ต้องหายิงปืน โดยมุ่งที่จะยิงให้คนที่อยู่บนรถเสียชีวิต โดยเข้าใจผิดว่า มีคนอยู่บนรถ ทั้งที่บนรถไม่มีคนอยู่เลย

จะไม่ใช่การกระทำความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ แต่จะเป็นการกระทำความผิดฐาน พยายามฆ่าคนตาย แม้จะไม่สามารถ บรรลุผลก็ตาม

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 81 ผู้ใดกระทำการโดยมุ่งต่อผลซึ่งกฎหมายบัญญัติ เป็นความผิด แต่การกระทำนั้นไม่สามารถจะบรรลุผลได้อย่างแน่แท้ เพราะเหตุปัจจัยที่ใช้ในการกระทำ หรือเหตุแห่งวัตถุ ที่มุ่งหมายกระทำต่อ ให้ถือว่าผู้นั้นพยายามกระทำความผิด แต่ให้ลงโทษไม่เกินกึ่งหนึ่งของโทษที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น
ถ้าการกระทำดังกล่าวในวรรคแรก ได้กระทำไปโดยความเชื่ออย่างมงาย ศาลจะไม่ลงโทษก็ได้

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ผู้ใดฆ่าผู้อื่น ต้องระวางโทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่ 10 ปี ถึง 15 ปี

ดังนั้น การที่ผู้ต้องหายิงไปที่รถโดยเข้าใจว่ามีคนอยู่ในรถ ซึ่งอาจจะเป็นเพราะรถติดฟิล์ม ทำให้มองเห็นไม่ชัด คิดว่าของที่วางอยู่รถเป็นคน จึงยิงปืนออกไปเพื่อให้คนที่อยู่ในรถ เสียชีวิต แม้จะเป็นการกระทำที่ไม่สามารถบรรลุผลได้อย่างแน่แท้ แต่ยังถือว่าได้ลงมือกระทำไปแล้ว จึงเป็นความผิดฐานพยายามฆ่าคนตาย

ต้องรับโทษถึงหนึ่งของความผิดฐานฆ่าคนตาย

ไม่ว่ากรณีที่เกิดขึ้น มีที่มาที่ไปอย่างไร อาจเป็นเรื่อง ไบโอเมติก ที่เกี่ยวกับสัญญาอุปกรณ์บันทึกรูปพรรณชีวภาพของบุคคล ที่ถูกยกเลิกสัญญาในสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง หรือรถตรวจไฟฟ้าอัจฉริยะที่มีปัญหา ตามที่บิ๊กโจ๊กเจ้าของรถ กล่าวอ้าง

เป็นเรื่องที่เจ้าหน้าที่ตำรวจพนักงานสอบสวนที่เกี่ยวข้อง จะต้องสืบสวนสอบสวน ค้นหาความจริงเพื่อดำเนินคดีต่อไป

แต่การที่บิ๊กโจ๊ก เจ้าของรถให้ความเห็นว่า หากจับตัวผู้กระทำความผิดไม่ได้ และหาก
บิ๊กโจ๊กเป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จะลาออกจากตำแหน่ง

เท่ากับกดดันให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติลาออกจากตำแหน่งหากไม่สามารถจับตัวผู้กระทำความผิดนั้น

อาจจะดูแข็งกร้าว ไปสักนิด เพราะมีคดีอาญาที่เกิดขึ้นมากมาย และเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่สามารถจับตัวผู้กระทำความผิดได้ หากให้ทำเช่นนั้นจริง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติคงต้องลาออกวันละหลายรอบ ซึ่งคงเป็นไปไม่ได้

คดีที่เกิดขึ้นนี้ นับว่าเป็นคดีสะเทือนขวัญระดับชาติ ไม่ว่าผลคดีจะเป็นประการใด มีเดิมพันเป็นประการใด เจ้าหน้าที่ตำรวจควรดำเนินการให้ประชาชนรู้สึกอุ่นใจ และมั่นใจในความปลอดภัย

จำนวนการอ่าน 70 ครั้ง