สำนักกฎหมาย

มารุต บุนนาค

อินเตอร์เนชั่นแนล ลอว์ ออฟฟิศ

อีลอน มัสก์ชนะคดีหมิ่นประมาท

ลงพิมพ์ในแนวหน้า : 13 ธันวาคม 2562

ดร. รุจิระ บุนนาค

13 ธันวาคม 2562


Facebook Rujira Bunnag

Twitter @RujiraBunnag

คงยังจำกันได้กับเรื่องราวของทีมฟุตบอลหมูป่าอะคาเดมี หรือเรียกกันสั้นๆว่า “ทีมหมูป่า”13  ชีวิต ที่ติดอยู่ภายในถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน หมู่บ้านจ้อง ตำบลโป่งผา อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย  เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2561   จนต่อมาเมื่อวันที่  10 กรกฎาคม พ.ศ. 2561  ทีมหมูป่าได้รับการช่วยเหลือจากหน่วยงานภายในประเทศและต่างประเทศอย่างปลอดภัย

           มีคนเข้าให้ความช่วยเหลือหมูป่าในฝ่ายต่างๆรวมทั้งหมดแล้วประมาณ 10,000 คน แต่ชื่อของบุคคลสำคัญสองคน นอกจากจะเป็นที่จดจำในเหตุการณ์ครั้งนี้แล้ว เมื่อภารกิจช่วยเหลือเสร็จสิ้น คนจำนวนไม่น้อยยังคงติดตามเรื่องราวของเขาทั้งสอง

           คนแรก คือ  "เวอร์นอน อันสเวิร์ธ"  นักดำน้ำและนักสำรวจถ้ำชาวอังกฤษ เวอร์นอน อัน
สเวิร์ธ วัย 63 ปี หนึ่งในฮีโร่ ที่พาทีมหมูป่าออกมาจากถ้ำหลวง

คนที่สอง คือ “อีลอน มัสก์”  ที่เป็นทั้งนักธุรกิจ  วิศวกร สถาปนิก และนักประดิษฐ์ สามสัญชาติ อเมริกัน  แอฟริกันและ แคนาดา ผู้บริหารหลายบริษัทสำคัญ เช่น สเปซเอ็กซ์ (SpaceX) ที่ประสบความสำเร็จนำจรวดที่ใช้แล้ว กลับมาใช้ใหม่   บริษัท เทสลามอเตอร์ส (Tesla Motors, Inc.)  ผู้ผลิตรถพลังงานไฟฟ้า (Electric Car EV Car) และจำหน่ายรถพลังงานไฟฟ้ารายใหญ่ของโลก          

          
ช่วงระหว่างการช่วยเหลือทีมหมูป่า นายมัสก์ได้เสนอให้ความช่วยเหลือเป็นแคปซูลขนาดเท่าเด็กตัวเล็ก เพื่อใช้ในภารกิจนำทั้ง 13 ชีวิตออกจากถ้ำ แต่นายอันสเวิร์ธ  ได้ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวซีเอ็นเอ็นว่า แคปซูลนี้เป็นเพียงแค่เครื่องมือประชาสัมพันธ์สร้างความสนใจ หรือ PR Stunt ของมัสก์เท่านั้น เพราะความเป็นจริงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ที่แคปซูล จะผ่านไปในถ้ำที่มีความคดเคี้ยวได้ แคปซูลไม่มีความยืดหยุ่นดีพอ  

           นายมัสก์ ได้ทวิต ผ่านทวิตเตอร์ส่วนตัว ซึ่งมีผู้ติดตามราว 29.8 ล้านรายชื่อ ว่านายอันสเวิร์ธ เป็นพวกมีเพศสัมพันธ์กับเด็กหรือเฒ่าหัวงู (Pedo Guy)   และได้ลบทิ้งในเวลาต่อมา

            จนเมื่อเดือนกันยายน พ.ศ.2561 นายอันสเวิร์ธ ได้ยื่นฟ้องนายมัสก์ ต่อศาลแขวงในนครลอสแอนเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา  ในข้อหาหมิ่นประมาท   เรียกค่าเสียหายเป็นเงินจำนวน 190 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯหรือประมาณ 5.8 พันล้านบาทไทย   ศาลได้เริ่มกระบวนการพิจารณาคดี เมื่อต้นเดือนธันวาคม พ.ศ.2562

มัสก์สู้คดีว่า คำว่า Pedo Guy เป็นคำทั่วไปที่ใช้ในแอฟริกาใต้ที่เขาโตมา Pedo ใช้แทนถึงตาแก่ที่ไม่รู้เรื่องราว เป็นคำที่ใช้ทั่วไปในอินเทอร์เน็ท  ไม่ได้หมายถึง Pedophile หรือพวกที่ชอบมีเพศสัมพันธ์กับเด็ก  ทนายความของมัสก์แสดงให้ลูกขุนเห็นว่า แม้มัสก์ได้ทำอะไรที่แย่ๆออกมา แต่มัสก์ได้ออกมาขอโทษและลบข้อความทิ้ง  จนในที่สุดคณะลูกขุนศาลสหรัฐฯ ได้มีมติเป็นเอกฉันท์ตัดสินให้นายมัสก์ เป็นฝ่ายชนะคดี

          ทางด้านนายอันสเวิร์ธ ได้แสดงความเห็นว่า แม้ผลคำตัดสิน จะไม่เป็นไปตามที่คาดหมาย แต่ยังคงเคารพในคำตัดสิน   สำหรับทนายความของนายอันสเวิร์ธกลับกล่าวว่า  คำตัดสินนี้ไม่เป็นผลดีต่อสังคม เพราะเป็นการส่งสัญญาณว่า คุณสามารถกล่าวหาใครด้วยข้อความที่เลวร้ายที่สุด โดยที่ข้อความนั้นไม่เป็นความจริง และคนที่กล่าวกลับหลุดพ้นความผิด

            เรื่องนี้ ถ้ามีการฟ้องคดีหมิ่นประมาทที่ศาลไทย แนวคำตัดสิน อาจเปลี่ยนไป   ตามประมวลกฎหมายอาญาของไทย มาตรา 326 ระบุถึงการกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทไว้ว่า “ผู้ใดใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สามโดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียงถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง ผู้นั้นกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาท ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ”
          
           ความผิดฐานหมิ่นประมาท เป็นการกระทำที่มีบุคคล ฝ่าย  คือ(1)  ผู้กระทำ (2) ผู้ถูก
กระทำ และ (3) บุคคลอื่นนอกจากผู้กระทำและผู้ถูกกระทำ

           การกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาท คือ การใส่ความ  ซึ่งหมายถึง  การยืนยันข้อเท็จจริงซึ่งอาจเป็นความจริงหรือเป็นความเท็จ   แม้แต่การเล่าเรื่องที่ได้ยินมาให้กับบุคคลอื่นฟัง  อยู่ในความหมายของคำว่า "ใส่ความ"  เช่นกัน วิธีการใส่ความ ทำได้หลายวิธี เช่น พูดจา  เขียนข้อความ  วาดรูป   ทำเครื่องหมายให้รู้หรือแสดงกิริยาท่าทาง หากแปลความหมายออกไปได้ว่า บุคคลที่สามนั้น ได้รับความเสียหายเสื่อมเสียชื่อเสียง  ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง ขาดความเคารพเชื่อถือ

           คำพิพากษาฎีกาที่ 380/2503 จำเลยได้รับการบอกเล่าจากญาติของโจทก์ว่า โจทก์รักใคร่กับชายในทางชู้สาว นอนกอดจูบและได้เสียกัน ต่อมาเมื่อมีคนถามจำเลยในเรื่องนี้ จำเลยได้เล่า
ข้อความให้ผู้ถามฟังตามที่ได้รับเล่ามา การกล่าวข้อความซ้ำอย่างนี้ถือว่าเป็นการหมิ่นประมาท เป็นการใส่ความต่อบุคคลที่สามให้ผลกระทบมาถึงโจทก์ ซึ่งเป็นผู้หญิงเสียชื่อเสียง

        คำพิพากษาฎีกาที่  4301/2541    สิทธิส่วนบุคคลในครอบครัว เกียรติยศ ชื่อเสียง หรือความเป็นอยู่ส่วนตัวย่อมได้รับความคุ้มครอง การที่จำเลยซึ่งเป็นผู้จัดการธนาคารกล่าวข้อความว่า "โจทก์มีปัญหาในครอบครัว ทะเลาะเบาะแว้งกัน มีปัญหากับพนักงานในสาขาถึงได้ถูกย้ายไปสำนักงานใหญ่คงอยู่ไม่ได้นานต้องถูกไล่ออก" ต่อ อ. ลูกค้าของธนาคารย่อมเป็นการยืนยันข้อเท็จจริง ที่ล่วงสิทธิส่วนบุคคล ซึ่งข้อความดังกล่าววิญญูชนทั่วไปย่อมจะเข้าใจได้ว่า โจทก์ซึ่งเป็นพนักงานฝ่ายสินเชื่อเป็นคนไม่ดีทะเลาะกับสามี มีปัญหากับเพื่อนร่วมงานจนต้องถูกย้ายและกระทำความผิดร้ายแรงถึงขนาดจะถูกไล่ออกจากงานด้วย จึงเป็นข้อความที่น่าจะทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชังอันเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท

       ตามแนวคำวินิจฉัยของศาลไทย  ข้อความที่ถูกผู้กระทำได้พูดจะจริงหรือไม่ ย่อมไม่สำคัญ แต่หากข้อความนั้น ทำให้ผู้ถูกพูดถึงถูกดูหมิ่น  ถูกเกลียดชัง ลดคุณค่าในตัวลง ผู้กระทำย่อมมีความผิดฐานหมิ่นประมาท  

เมื่อเทียบกับกรณีที่นายมัสก์พูดถึงนายอันสเวิร์ธ   ใครที่ได้ยินข้อความนั้น ย่อมทำให้คุณค่าของนายอันสเวิร์ธ ดูลดลง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชังได้   

         กรณีหมิ่นประมาท นอกจากจะมีความผิดทางอาญาแล้ว ผู้กระทำยังต้องรับผิดทางแพ่ง โดยการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เสียหาย

          ในกรณีของนายอันสเวิร์ธ  หากมีการฟ้องนายมัสก์ ที่ศาลไทย   แม้ศาลไทยจะพิจารณาและวินิจฉัยว่า นายมัสก์  กระทำความผิดฐานหมิ่นประมาท  และให้ชดใช้ค่าเสียหาย อาจมีปัญหาสำคัญในการบังคับคดีตามคำพิพากษา  

คำพิพากษาของศาลไทยไม่อาจบังคับชำระหนี้เอากับทรัพย์สินที่มีอยู่ในต่างประเทศได้ เนื่องจากเป็นการก้าวล่วงอำนาจอธิปไตยของประเทศนั้น

กรณีเดียวกันเมื่อดำเนินคดีในประเทศที่ต่างกัน ผลคดีอาจไม่เหมือนกัน

จำนวนการอ่าน 179 ครั้ง