สำนักกฎหมาย

มารุต บุนนาค

อินเตอร์เนชั่นแนล ลอว์ ออฟฟิศ

ค่าแรงขั้นต่ำ

ลงพิมพ์ในเดลินิวส์ : 28 ตุลาคม 2562

ดร. รุจิระ บุนนาค

28 ตุลาคม 2562


Facebook Rujira Bunnag

Twitter @RujiraBunnag

ในการหาเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2562 ที่ผ่านมา ได้มีพรรคการเมืองหลายพรรคหาเสียงไว้ว่า หากได้เป็นรัฐบาลจะดำเนินการปรับค่าแรงงานขั้นต่ำ ให้อยู่ในระดับ 400 บาทต่อวัน

ในบรรดา พรรคการเมืองเหล่านั้น พรรคพลังประชารัฐ เป็นพรรคที่ถูกจับตามองมากที่สุด เนื่องจาก ได้รับเลือกตั้งมีจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมากเป็นอันดับหนึ่ง ได้เป็นแกนนำในการจัดรัฐบาล

พรรคพลังประชารัฐ ได้หาเสียงไว้ว่า หากได้จัดรัฐบาลจะขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 400-425 บาท ต่อวัน เพิ่มเงินเดือน วุฒิ ปริญญาตรีเป็น 20,000 บาท ต่อเดือน ลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาลง 10 %

ค่าแรงขั้นต่ำเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวมากที่สุด จึงได้ถูกทวงถามก่อน เป็นอันดับแรก

จึงเป็นที่มาว่า เมื่อได้เป็นรัฐบาลแล้ว ได้มีผู้ทวงคืนคำมั่นสัญญา ที่ให้ไว้ในระหว่างหาเสียง แม้ ม.ร.ว. จัตุมงคล โสณกุล หัวหน้าพรรครวมพลังประชาชาติไทย จะเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน แต่เป็นที่เข้าใจกันว่า พรรคพลังประชารัฐ และพรรครวมพลังประชาชาติไทย เป็นทองแผ่นเดียวกัน ย่อมต้องรักษาคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้

ด้วยเหตุนี้ เมื่อรัฐบาลได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา จึงได้มีการบรรจุเรื่องแรงงานขั้นต่ำ 400 บาท ต่อวัน เข้าไว้ด้วย

เรื่องนี้ได้รับการสะท้อนกลับจากทุกภาคส่วนของสังคม ในส่วนของผู้ใช้แรงงาน ย่อมต้องสนับสนุนนโยบายนี้ แต่ในส่วนของผู้ประกอบการ ส่วนใหญ่จะไม่เห็นด้วย

ในความเป็นจริงแล้ว รัฐบาลไม่สามารถปรับค่าแรงขั้นต่ำ เป็น 400 บาทต่อวัน ได้ทันที ต้องมีขั้นตอนและกระบวนการต่างๆอีกมากมาย ทำให้ผู้ใช้แรงงานรู้สึกว่า ค่าแรงขั้นต่ำในอัตราใหม่ที่รอคอย ยังต้องใช้เวลาอีกยาวนาน

ค่าแรงขั้นต่ำในปัจจุบัน อยู่ที่อัตรา 308-320 บาท ต่อวัน หากปรับขึ้นเป็น 400 บาทต่อวัน ถือว่าปรับขึ้นประมาณ 25 %

หากเปรียบเทียบกับการปรับค่าแรงขั้นต่ำ ในสมัยที่นางสาว ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อปีพ.ศ. 2555 ที่ค่าแรงขั้นต่ำอยู่ในระดับ 175 -221 บาท ต่อวัน มีการปรับขึ้นมาระดับที่ 300 บาท ต่อวัน ถือว่าเป็นการปรับค่าแรงขั้นต่ำอย่างก้าวกระโดด เกือบ 100%

แม้การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ในสมัยนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี จะถูกใจผู้ใช้แรงงานเป็นอย่างมาก แต่ได้สร้างผลกระทบและแรงสั่นสะเทือน ให้กับบรรดาผู้ประกอบการทั้งหลายเป็นอย่างมากเช่นกัน เพราะไม่ได้คาดการณ์และเตรียมตัวมาก่อนว่า ค่าแรงซึ่งเป็นต้นทุนที่สำคัญ จะเพิ่มขึ้นมาอย่างกะทันหันเกือบ 100%

ในขณะนั้น ธุรกิจและเศรษฐกิจไม่ถึงขั้นล่มสลาย แต่ต้องยอมรับว่า มีธุรกิจเป็นจำนวนไม่น้อยที่ปิดตัวไป หรืออยู่ในสภาพที่สะบักสะบอม โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก แม้ไม่ได้ล้มละลายก็ตาม

เมื่อมาถึงสมัย รัฐบาลที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีนี้ มีนโยบายสำคัญจะขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 400 บาทต่อวัน จึงได้รับการคัดค้านอย่างประสานเสียง จากผู้ประกอบการทั้งหลาย

โดยหลักการแล้ว การขึ้นค่าจ้างหรือค่าแรงขั้นต่ำสามารถดำเนินการได้โดยชอบด้วยกฏหมาย โดยผ่านการพิจารณาจากคณะอนุกรรมการพิจารณาอัตราค่าจ้างขั้นต่ำจังหวัด และ คณะกรรมการค่าจ้าง (ไตรภาคี) ซึ่งจะพิจารณาเมื่อถึงระยะเวลา และสถานการณ์ที่สมควร โดยจะพิจารณาอัตราค่าจ้างขั้นต่ำใน แต่ละจังหวัด

นอกจากนี้ สภาอุตสาหกรรมได้เสนอนโยบายค่าจ้างไว้ว่า การปรับค่าจ้างขั้นต่ำ ต้องสัมพันธ์กับการเพิ่มผลผลิต การกำหนด อัตราค่าจ้างต้องสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจสังคมในแต่ละพื้นที่ และการพิจารณาอัตราค่าจ้าง ต้องผ่านคณะกรรมการไตรภาคี และพหุภาคี

การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 400 บาท ต่อวัน เป็นที่ชัดเจนว่า จะถูกใจบรรดาผู้ใช้แรงงานทั้งหลายอย่างแน่นอน เพราะจะทำให้เงินในกระเป๋ามากขึ้น ซึ่งน่าจะทำให้สามารถจับจ่ายใช้สอยได้ มากขึ้นนั่นเอง

แต่ความเป็นจริงแล้ว ทำให้มีผลอย่างอื่นตามมาอีกหลายประการ อาทิเช่น

ผู้ที่ได้รับประโยชน์จากค่าแรงขั้นต่ำนี้ อาจไม่ใช่ผู้ใช้แรงงาน ที่เป็นคนไทยส่วนใหญ่ เพราะแรงงานในระดับนี้ ส่วนมากจะเป็นคนงานจากประเทศเพื่อนบ้าน เพราะแรงงานคนไทยที่มีฝีมือและคุณภาพ จะไม่ทำงาน ในระดับนี้ จะทำในระดับที่สูงขึ้น ได้รับค่าแรงมากกว่า


เมื่อขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ขณะที่สภาพเศรษฐกิจ ไม่ได้เติบโตตามไปด้วย ราคาสินค้าเครื่องอุปโภค บริโภค อาหารการรับประทานทั้งหลาย จะพากันขึ้นราคากันไปหมด หรือที่เรียกกันว่า เงินเฟ้อ บางครั้งอาจขึ้นราคาไปล่วงหน้าก่อนที่จะประกาศอัตราแรงงานขั้นต่ำไปด้วยซ้ำ ทำให้ผู้คนมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น เงินเหลือเก็บน้อยลงหรืออาจไม่มีเงินเก็บ

ในขณะเดียวกัน แม้อัตราค่าจ้างที่ปรับขึ้น จะเป็นเพียงค่าแรงขั้นต่ำ แต่ย่อมส่งผลกระทบต่อ อัตราค่าจ้างหรือค่าแรงของพนักงานในบัญชีอื่น ที่จะถูกกดดันให้ต้องปรับค่าจ้างและค่าแรงตามไปด้วย

เมื่อค่าแรงเพิ่มขึ้น ต้นทุนของผู้ประกอบการจะสูงขึ้นตามไปด้วย เป็นธรรมชาติของผู้ประกอบการ ที่จะต้องหาวิธีลดต้นทุน ซึ่งสามารถทำได้หลายประการ โดยลดจำนวนพนักงานลง ให้เหลือเท่าที่จำเป็น รวมทั้งหาเครื่องจักรที่มีคุณภาพ และเทคโนโลยีที่สูงขึ้นเพื่อมาทดแทน จำนวนพนักงานที่ลดลง ซึ่งจะทำให้จ่ายค่าจ้างให้น้อยลง

ผู้ประกอบการอาจเริ่มหาช่องทางไปตั้งโรงงานในประเทศ เพื่อนบ้าน เช่น เวียดนาม กัมพูชา ที่มีค่าแรงถูกกว่าประเทศไทยมาก

นักลงทุนต่างประเทศอาจเริ่มไม่แน่ใจ ในสภาพเศรษฐกิจ และนโยบายของรัฐบาล ทำให้เกิดความลังเลและไม่แน่ใจ ที่จะขยายการลงทุนเพิ่ม หรือลงทุนใหม่ในประเทศไทย อาจเริ่มหาหนทางไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านที่มีต้นทุนค่าแรงงานถูกกว่า

ธุรกิจที่รับผลกระทบจากการ ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ เป็นอันดับแรก ได้แก่ ธุรกิจก่อสร้าง ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ที่ขายบ้าน อาคารชุด หรือคอนโดมิเนียม

นอกจากนี้ ยังส่งผลให้กำลังซื้อ อสังหาริมทรัพย์ ประเภทบ้าน อาคารชุด หรือคอนโดมิเนียมลดลง

โดยภาพรวมแล้ว การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ อาจดึงหรือดีดให้ดรรชนีมวลรวมประชาชาติ GDP: Gross Domestic Product สูงขึ้น เพราะรวมตัวเลขทุกอย่างไว้ด้วยกัน ทำให้ดูเหมือนว่าเศรษฐกิจไทยดีขึ้น ทั้งที่เงินในกระเป๋าของประชาชนอาจมีน้อยลง

นโยบายของรัฐบาลในการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 400 บาท ต่อวัน อาจเป็นสิ่งที่จำเป็นของรัฐบาล จะต้องรักษาคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้ เมื่อตอนหาเสียง ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ได้เริ่มลงมือทำแล้ว ส่วนจะทำเสร็จเมื่อไหร่ เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา และขั้นตอนอีกมากมาย

การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำในภาวะที่มีความพร้อมและเหมาะสม อาจเป็นประโยชน์กับทุกฝ่าย มากกว่าเป็นเพียงแค่ภาพลวงตา

จำนวนการอ่าน 12 ครั้ง