สำนักกฎหมาย

มารุต บุนนาค

อินเตอร์เนชั่นแนล ลอว์ ออฟฟิศ

ติดจีพีเอส รถทุกคัน

ลงพิมพ์ในแนวหน้า : 25 ตุลาคม 2562

ดร. รุจิระ บุนนาค

25 ตุลาคม 2562


Facebook Rujira Bunnag

Twitter @RujiraBunnag

นับจากที่กรมการขนส่งทางบกได้ออกประกาศกรมการขนส่งทางบก เรื่อง กำหนด
คุณลักษณะของเครื่องบันทึกข้อมูลการเดินทางจีพีเอส (GPS) และ กำหนดประเภทและลักษณะของรถที่ใช้ในการขนส่งที่ต้องติดตั้งเครื่องบันทึกข้อมูลการเดินทางของรถจีพีเอส ทำให้ในปัจจุบันมีรถ ประเภทที่กฎหมายบังคับให้ติดตั้งเครื่องบันทึกข้อมูลการเดินทางจีพีเอส คือ  (1)  รถรับจ้าง (2)  รถบรรทุก (3) รถตู้โดยสาร และ  (4) รถโดยสารขนาดใหญ่    มีการเชื่อมโยงข้อมูลเข้ากับศูนย์บริหารจัดการเดินรถของกรมการขนส่งทางบก  โดยจัดเก็บข้อมูล เช่น ข้อมูลการใช้ความเร็ว ชั่วโมงการขับขี่และตำแหน่งพิกัดของรถ เพื่อกำหนดมาตรการในการป้องกันและลดอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับรถโดยสารสาธารณะและรถบรรทุก

เครื่องบันทึกข้อมูลการเดินทางจีพีเอส ช่วยให้ผู้ประกอบการขนส่ง สามารถ
ติดตามพฤติกรรมผู้ขับรถ  อันเป็นส่วนหนึ่งในการบริหารการขนส่งทางบกให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

               จากข้อมูลของกรมขนส่งทางบก  เดือนกรกฎาคม  พ.ศ. 2562  รถที่ติดตั้งระบบจีพีเอส เพื่อเชื่อมต่อข้อมูลกับศูนย์บริหารจัดการเดินรถระบบจีพีเอส  ประกอบไปด้วยรถโดยสาร
ประจำทาง  19,157 คัน  รถโดยสารไม่ประจำทาง 61,322 คัน  รถบรรทุกไม่ประจำทาง 131,365 คัน  รถบรรทุกส่วนบุคคล 150,502 คัน รถอื่นๆ 29,557 คัน   

            
เมื่อวันที่  21 ตุลาคม พ.ศ. 2562   นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม  มีนโยบายที่จะเพิ่มประเภทของรถที่จะติดตั้งจีพีเอส คือ รถยนต์ส่วนบุคคลและรถจักรยานยนต์  โดยเชื่อว่าหากติดตั้งจีพีเอส จะทำให้มีการควบคุมความเร็ว ซึ่งสามารถลดอุบัติเหตุ ทั้งยังช่วยลดอาชญากรรม  ประกอบกับราคาจีพีเอส ที่จากเดิมราคาเครื่องละ 10,000 กว่าบาท ปัจจุบันอุปกรณ์ลดลงเหลือ 3,000  บาท  ค่าบริการจีพีเอส รายเดือนจากเดิม 500-700 บาท  ลดเหลือ 300 บาท  ทั้งนี้จะเริ่มจากรถที่จดทะเบียนใหม่ก่อน ส่วนรถเก่า จะมีมาตรการค่อยๆบังคับใช้ต่อไป  พร้อมได้มอบนโยบายนี้ให้แก่กรมการขนส่งทางบกไปทำการศึกษาความเป็นไปได้  ตลอดจนข้อกฎหมายต่างๆ รวมถึงจะเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลหรือไม่ มีกรอบเวลาให้เสร็จภายใน ปี   

             นโยบายนี้มีฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย  ฝ่ายที่เห็นด้วยเชื่อว่า การติดตั้งจีพีเอส
จะช่วยลดอุบัติเหตุและอาชญากรรม แต่ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยได้วิพากษ์วิจารณ์ในโซเชียลอย่างกว้างขวาง เพราะค่าของเงิน 300 บาท ในแต่ละคนย่อมต่างกัน ผู้มีรายได้ต่อเดือนสูง นักธุรกิจ อาจมองว่าไม่ได้สร้างภาระมากนัก แต่สำหรับบางคนการที่ต้องเสียค่าติดตั้ง 3,000 บาท และต้องจ่ายค่ารายเดือนอีกเดือนละ 300 บาท ถือเป็นการสร้างภาระให้ครอบครัวเพิ่มขึ้น    

               จากข้อมูลกรมการขนส่งทางบกเดือนกันยายน พ.ศ. 2562  รถยนต์ส่วนบุคคลทั่วประเทศมีประมาณ 8,800,000 คัน   ถ้าติดจีพีเอส ค่าบริการรายเดือน  300 ต่อเดือน รวมเป็นเงิน  2,640 ล้านบาท  รถกระบะมีประมาณ 6,000,000  คัน  รวมเป็นเงิน  1,800 ล้านบาท รถมอเตอร์ไซต์มีประมาณ 20,000,000 คัน รวมเป็นเงิน  6,000  ล้านบาท จำนวนเงินนี้ยังไม่รวมค่าติดตั้งจีพีเอส อีกคันละ 3,000 บาท ซึ่งจะเป็นค่าติดตั้งจีพีเอส รวมเป็นเงินสูงถึง 60,000 ล้าน บาทประชาชน คือ ผู้ต้องเสียเงินจำนวนนี้ แต่ผู้ที่ได้รับเงิน ส่วนหนึ่งคงเป็นผู้ผลิตอุปกรณ์  ผู้ให้บริการระบบจีพีเอส ค่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ต่างๆ นอกจากนี้ รัฐบาลจะต้องเสียเงินค่าใช้จ่ายสร้างศูนย์ควบคุมระบบ จีพีเอสขนาดใหญ่ สำหรับรถยนต์ทั่วประเทศ 34,800,000 คัน ซึ่งจะต้องใช้งบประมาณอีกเป็นจำนวนมหาศาล

                ข้อมูลกรมการขนส่งทางบกเดือนกันยายน พ.ศ. 2562 ผู้ให้บริการระบบจีพีเอส มีจำนวน 171 ราย   โดยอันดับแรกมีส่วนแบ่งตลาด ร้อยละ 12.32 อันดับสองร้อยละ 8.67 และอันดับสามร้อยละ 5.60

           ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย ยังพิจารณาว่าเป็นการละเมิดสิทธิส่วนตัว ซึ่งตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ได้บัญญัติชัดเจนว่า  “บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการเดินทางและการเลือกถิ่นที่อยู่ บุคคลย่อมเดินทางไปไหนปราศจากการติดตาม”

หลายประเทศที่มีความล้ำหน้าด้านเทคโนโลยียังไม่ทำ เพราะคงพิจารณาแล้วว่าเป็นเรื่องที่ทำไม่ได้  และยังละเมิดสิทธิส่วนบุคคล การติดตั้งจีพีเอส กับรถทุกคันไม่ต่างกับผู้ต้องหาที่ติดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัว (Electronic Monitoring EM) หรือที่เรียกกันว่า กำไลอีเอ็ม (EM) 

             ข้อมูลของมูลนิธิเมาไม่ขับ ที่ได้จัด 10 อันดับ สาเหตุการเกิดอุบัติเหตุทางถนน มีดังนี้  (1) เมาสุรา  (2) ขับรถเร็วเกินกำหนด (3) ตัดหน้ากระชั้นชิด (4) ทัศนวิสัยไม่ดี (5) หลับใน (6)  ฝ่าฝืนสัญญาณไฟจราจร (7) แซงรถในที่คับขัน (8) โทรศัพท์ขณะขับรถ (9) บรรทุกเกินอัตรา  (10) มีสิ่งกีดขวางบนถนน

              ข้อมูลของมูลนิธิเมาไม่ขับสอดคล้องกับอีกหลายหน่วยงานที่เคยทำสถิติของอุบัติเหตุบนท้องถนน  สาเหตุอันดับแรก คือ เมาสุรา  หากพิจารณาจากสาเหตุอื่นด้วยแล้ว  นโยบายการติดตั้งจีพีเอส รถยนต์ส่วนบุคคลและรถจักรยานยนต์ คงตอบโจทย์ได้เพียงสาเหตุที่สอง คือ ขับรถเร็วเกินกำหนด   

              ทางแก้ปัญหาอุบัติบนท้องถนน สามารถทำได้โดยตรวจสอบอุปกรณ์ที่ใช้อยู่อย่าง
สม่ำเสมอ เช่น  กล้องจับความเร็วที่ติดอยู่ สามารถใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่   จุดไหนที่ควรติดเพิ่มควรรีบเร่งดำเนินการ   สัญญาณไฟจราจรสร้างความสับสนหรือไม่ กวดขันให้ผู้ขับขี่ปฏิบัติตามกฎจราจร ใครฝ่าฝืนควรลงโทษให้เข็ดหลาบ   หากผิดซ้ำซากหรือขั้นร้ายแรงควรยึดใบอนุญาตขับขี่              
                
ในหลายประเทศการได้ใบอนุญาตขับขี่ไม่ใช่เรื่องง่าย ประเทศอังกฤษ การสอบทฤษฎี
ในครั้งแรก จะมีคนสอบตกเกือบครึ่งหนึ่ง  และผู้ที่ผ่านการสอบทฤษฎี จะไปตกรอบปฏิบัติอีกประมาณร้อยละ 10  โดยการสอบภาคปฏิบัติบนท้องถนนจริงๆ  ประเทศเยอรมนี ก่อนการสอบภาคทฤษฎีและสอบภาคปฏิบัติ  ผู้สมัครต้องผ่านการทดสอบทางสายตาและหลักสูตรการปฐมพยาบาล ค่าใช้จ่ายในการสอบใบอนุญาตขับขี่  เป็นเงินไทยจำนวนหลายหมื่นบาท ทำให้ผู้ได้รับใบอนุญาตขับขี่ ต้องระมัดระวังในการขับขี่  เพราะกลัวว่าจะโดนยึดใบอนุญาต

                 การสนับสนุนให้ติดกล้องหน้ารถยนต์  ย่อมมีส่วนช่วยให้ลดอุบัติเหตุ ทำให้ผู้ขับขี่ใช้ความระมัดระวังมากขึ้น เพราะกล้องสามารถเก็บพยานหลักฐานได้ การเรียกร้องค่าสินไหมชดเชยจากบริษัทประกันเป็นไปได้ง่าย
       
                ข้อมูลกรมการขนส่งทางบกเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2562 พบว่า ยังมีรถที่ต้องติดตั้งจีพีเอส คือ รถประจำทาง 21,238 คัน  รถไม่ประจำทาง 67,586 คัน รถบรรทุกไม่ประจำทาง 138,846 คัน รถบรรทุกส่วนบุคคล 256,219 คัน รวมรถที่ต้องติดตั้งจีพีเอส มีจำนวน 483,889 คัน ที่กรมการขนส่งทางบกควรจะเร่งรีบดำเนินการให้ทันกำหนดการตามกฎหมาย          
การกำหนดนโยบายใดๆ ที่เป็นเรื่องใหญ่และสำคัญ สมควรจะต้องพิจารณาถึงความเหมาะสมและความเป็นไปได้อย่างรอบคอบ เพราะโครงการขนาดใหญ่ล้วนมีผู้ได้รับประโยชน์มหาศาลอยู่เบื้องหลังเสมอ

จำนวนการอ่าน 34 ครั้ง