สำนักกฎหมาย

มารุต บุนนาค

อินเตอร์เนชั่นแนล ลอว์ ออฟฟิศ

ภาษีความเค็ม กับ คนไทย

ลงพิมพ์ในแนวหน้า : 18 ตุลาคม 2562

ดร. รุจิระ บุนนาค

18 ตุลาคม 2562


Facebook Rujira Bunnag

Twitter @RujiraBunnag

กรมสรรพากรสามิต ได้ตกเป็นเป้าความสนใจของประชาชนทั่วไป เมื่อดำเนินการเพื่อเตรียมการจัดเก็บภาษีความเค็ม จากผู้ผลิตอาหารในประเทศไทย
ภาษีที่เก็บจากรสอาหารในประเทศไทย เริ่มมีการกำหนดเก็บภาษีความหวานตั้งแต่ปี พ.ศ. 2560 โดยแก้ไขเพิ่มเติมอัตราภาษีสรรพสามิตสำหรับเครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาลเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด และให้กฎหมายมีผลบังคับใช้ในปี พ.ศ. 2561 เพื่อให้ประกอบการมีเวลาปรับตัวเป็นเวลานานถึง ปี ในการลดน้ำตาลลง ซึ่งมีวัตถุประสงค์มุ่งไปที่เรื่องสุขภาพของประชาชน ไม่เชื่อ เรื่องรายได้
ในขณะนั้นคนไทยส่วนใหญ่บริโภคน้ำตาลในแต่ละวันเกินกว่าที่องค์การอนามัยโลกแนะนำไว้ที่ ช้อนชา ไปถึง 4.7 เท่า ทำให้เกิดปัญหาสุขภาพได้แก่ โรคเบาหวาน โรคหัวใจและหลอดเลือด
สิ่งที่พบเห็นได้ชัดเจนที่สุดในขณะนั้น คือ เครื่องดื่มชาเขียว ที่มีความเชื่อว่า มีผลดีกับสุขภาพ ตามแบบที่เห็นการดื่มชาเขียวในประเทศญี่ปุ่น ที่จะต้องดื่มชาเขียวร้อน แต่คนไทยกลับดื่มชาเขียวเย็นที่บรรจุขวด ใส่น้ำตาลในปริมาณที่มากเกินไป จนเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ทั้งที่คนไทยตั้งใจจะดื่มชาเขียวเพื่อสุขภาพที่ดี
ในเรื่องความเค็ม คนไทยส่วนใหญ่บริโภคอาหารที่มีรสเค็ม จากเกลือหรือโซเดียม ซึ่งมีความเค็มในแต่ละวันเกินกว่าที่ร่างกายต้องการ และเกินกว่าค่ากำหนดขององค์การอนามัยโลกที่กำหนดไว้ วันละ 2,000 มิลลิกรัม หรือ ช้อนชา ถึง เท่า
ทำให้คนไทยป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูงประมาณ 13 ล้าน คน โรคไตประมาณ 7.6 ล้าน คน และโรคอื่นๆ เช่น โรคหัวใจ อัมพฤกษ์ อัมพาต อีกประมาณ ล้าน คน
รัฐบาลต้องสูญเสียเงินงบประมาณในเรื่องหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า เพื่อค่าใช้จ่ายล้างไต และฟอกเลือด ให้แก่ผู้ป่วยโรคไตประมาณ 200,000 บาท ต่อคนต่อปี โดยมีผู้ป่วยโรคไตที่ทำการฟอกไตทั่วประเทศประมาณ 90,000 คน รวมเป็นค่าใช้จ่ายประมาณ 1.5 หมื่น ล้านบาท ต่อปี และหากเป็นโรคหัวใจร่วมด้วย จะเสียค่ายาความดันโลหิตอีกปีละประมาณ หมื่น ล้านบาท ต่อปี
นอกจากนี้ คนไทยยังเจ็บป่วยเป็นโรคไตเพิ่มขึ้นอีกประมาณ ร้อยละ 15 ต่อปี ทำให้มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอีกปีละ 1-2 พัน ล้านบาท ต่อปี
จากการศึกษาของกรมสรรพสามิตพบว่า อาหารที่มีความเค็มสูง เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป โจ๊กซอง ซุปก้อน เครื่องปรุงต่างๆ หากจัดเก็บภาษีความเค็ม จะทำให้คนไทยสุขภาพดีขึ้น
หากผู้ประกอบการไม่สามารถลดความเค็ม สินค้าของตนมีปริมาณเกลือ และโซเดียมสูงอยู่เกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ผู้ประกอบการต้องเสียภาษีเพิ่ม
ในขณะเดียวกัน หากผู้ประกอบการจะผลักภาระภาษีให้กับผู้บริโภค ด้วยการขึ้นราคาสินค้า จะทำให้ผู้บริโภคซื้อสินค้าดังกล่าวลดลง การบริโภคสินค้าที่มีความเค็มจะลดลงตามไปด้วย
ภาษีความเค็มจะกระตุ้นให้ผู้บริโภคเกิดความสนใจ และตระหนักว่า การรับประทานอาหารที่มีความเค็มสูงมาก เป็นผลเสียต่อสุขภาพ และจะทำให้ลดการบริโภคลงด้วยตนเอง
การจัดเก็บภาษีความเค็มในสินค้าบางประเภท อาจมีผลกระทบต่อผู้มีรายได้น้อย เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป แต่อาจจำเป็นต้องทำ เพื่อเป็นการรักษาสุขภาพ แต่ควรทำแบบค่อยเป็นค่อยไป เพื่อให้เกิดความเคยชิน
การจัดเก็บภาษีที่เกี่ยวกับรสนี้ ในต่างประเทศได้เคยมีมาก่อนแล้ว เช่น ประเทศฝรั่งเศส ได้จัดเก็บภาษีความหวาน ทำให้ปริมาณน้ำตาลในน้ำอัดลม และเครื่องดื่มที่มีโซดาผสมลดลง อย่างมาก เพราะผู้ประกอบการเปลี่ยนไปใช้สารอื่นที่ให้ความหวานแทนน้ำตาล
ในประเทศฮังการีได้จัดเก็บทั้งภาษีความหวานและภาษีความเค็ม ซึ่งได้ผลดี ประชาชนลดการบริโภคลง ยอดขายสินค้าของผู้ผลิตอาหารหวานจัด เค็มจัดลดลงมาก
ประเทศโปรตุเกส อยู่ในระหว่างการพิจารณาจัดเก็บภาษีความเค็ม
นอกจากนี้ ในประเทศอังกฤษยังมีแนวความคิดจาก นักวิจัยมหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ด เสนอให้รัฐบาลอังกฤษจัดเก็บภาษีเนื้อแดง เช่น เนื้อวัว เนื้อแกะ เพราะการบริโภคเนื้อแดงทำให้เกิดโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง และโรคเบาหวาน ส่วนเนื้อแดงที่ผ่านกระบวนการถนอมอาหาร เช่น ไส้กรอก แฮม เบคอน ทำให้เกิดโรคมะเร็ง
อย่างไรก็ตาม มีข้อสังเกตว่า การจัดเก็บภาษีความเค็ม มุ่งจัดเก็บจากผู้ประกอบการ ที่เป็นผู้ผลิตรายใหญ่ แต่ไม่ได้มุ่งจัดเก็บจากผู้ประกอบการที่เป็นร้านอาหาร หรือผู้ขายอาหารรายเล็ก ที่มียอดขายเป็นจำนวนไม่มาก ซึ่งการจะควบคุมให้ถึงผู้ประกอบการกลุ่มนี้ อาจต้องใช้เวลา และดำเนินการอย่างค่อยเป็นค่อยไป
การจัดเก็บภาษีความเค็ม หากผ่านเป็นกฎหมาย จะไม่มีผลใช้บังคับในทันที แต่จะให้เวลาในการปรับตัวประมาณ ปี เหมือนอย่างตอนเริ่มใช้กฎหมายจัดเก็บภาษีความหวาน
หากกฎหมายภาษีความเค็ม มีผลบังคับใช้อย่างจริงจัง จะเป็นผลดีต่อสุขภาพของประชาชนชาวไทยโดยทั่วไป

จำนวนการอ่าน 19 ครั้ง