สำนักกฎหมาย

มารุต บุนนาค

อินเตอร์เนชั่นแนล ลอว์ ออฟฟิศ

อุบัติการณ์..............ฮ่องกง

ลงพิมพ์ในเดลินิวส์ : 14 ตุลาคม 2562

ดร. รุจิระ บุนนาค

14 ตุลาคม 2562



Facebook Rujira Bunnag

Twitter @RujiraBunnag

ฮ่องกง เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ อยู่ใน ประเทศจีน ที่มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า สาธารณรัฐประชาชนจีน
ฮ่องกง เป็นดินแดนที่เป็น หนึ่งประเทศสองระบบ แม้ประเทศจีนมีการปกครองในระบอบคอมมิวนิสต์ แต่ในฮ่องกงมีการปกครองแบบกึ่งประชาธิปไตย ที่เป็นรูปแบบการปกครองตามแบบฉบับของตนเอง
อย่างไรก็ตาม ในด้านการต่างประเทศ และกลาโหม ที่เกี่ยวกับการป้องกันดินแดน และป้องกันประเทศ ฮ่องกงยังอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของประเทศจีน
เดิมฮ่องกงเป็นเพียงหมู่บ้านชาวประมง ที่ไม่มีความเจริญ และความสำคัญใดๆ จนมาถึงยุคที่อังกฤษล่าอาณานิคมเข้ามาในประเทศจีน อังกฤษจึงได้เช่าดินแดนฮ่องกง เป็นระยะเวลานานถึง 99 ปี เพื่อสร้างและปรับปรุงให้เป็นเขตเศรษฐกิจสมัยใหม่ ฮ่องกงถึงกลายเป็นศูนย์กลางการค้า และเศรษฐกิจที่สำคัญ
เมื่อครบสัญญาเช่า อังกฤษได้ส่งมอบดินแดนฮ่องกงคืนให้กับประเทศจีน เมื่อปีพ.ศ. 2540 โดยมีข้อตกลงว่า ประเทศจีน จะต้องยอมให้ฮ่องกง เป็นศูนย์กลางการค้า และเศรษฐกิจที่สำคัญต่อไป โดยจะ ไม่เปลี่ยนให้เป็นการปกครอง ในระบอบคอมมิวนิสต์
ด้วยเหตุนี้ ชาวฮ่องกงจึงมีความรู้สึกว่า ตนเองไม่ใช่ชาวจีน แต่เป็นชาวฮ่องกง
การประท้วงในฮ่องกง ที่เกิดขึ้นในปีพ.ศ. 2562 นับว่าเป็นเหตุรุนแรงที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แต่ความจริงแล้วฮ่องกงเคยมีการประท้วงมาก่อนหน้านี้แล้ว
การประท้วงในฮ่องกง เกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อปีพ.ศ. 2557 ในครั้งนั้นมีชื่อเรียกว่า การประท้วงร่ม หรือการประท้วงร่มเหลือง
เหตุที่เกิดการประท้วงครั้งนั้น สืบเนื่องจากการที่รัฐบาลจีน ไม่ยินยอมให้ชาวฮ่องกง เลือกตั้งสมาชิกสภาโดยตรง รัฐบาลจีนได้ใช้วิธีการคัดกรองหรือเลือก ผู้สมัครไว้ก่อน แล้วให้ชาวจีนเลือกตั้งอีกครั้ง
สร้างความไม่พอใจให้แก่บรรดานักศึกษา ที่เป็นหัวก้าวหน้า และชาวฮ่องกง นำโดย โจชัวร์ หว่อง ที่เป็นผู้นำการประท้วง ผู้บริหารฮ่องกง ได้เข้าปราบปรามโดยใช้แก๊สน้ำตา กลุ่มผู้ประท้วงได้ป้องกันตนเองโดยใช้ร่ม เป็นเครื่องป้องกันตัว ต่อมาได้นิยมใช้ร่มสีเหลือง เป็นเครื่องป้องกันตัว การประท้วงในครั้งนั้น จึงมีชื่อเรียกว่า การประท้วงร่ม หรือการประท้วงร่มเหลือง
ในครั้งนั้น มีผู้ให้การสนับสนุนนักศึกษาฮ่องกงที่ประท้วงอย่างลับๆ ทั้งนักธุรกิจและดาราภาพยนตร์บางคน ซึ่งต่อมาคนเหล่านั้นถูกกดดันจากรัฐบาลจีนอย่างหนัก จนต้องถอนตัวจากการให้ความสนับสนุน
มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า การประท้วงในฮ่องกงในปีพ.ศ. 2557 มีแรงบันดาลใจ และพยายามเอาแบบอย่าง จากการประท้วง และการเคลื่อนไหวทางการเมืองในประเทศไทย ก่อนการปฏิวัติในประเทศไทยเมื่อปีพ.ศ. 2557 นั้นเอง เพียงแต่ไม่ได้ทำตามทุกรูปแบบ การประท้วงในฮ่องกงตอนนั้นจึงไม่ประสบความสำเร็จ เหมือนกับประเทศไทย
จนเมื่อปีพ.ศ. 2562 นี้ ได้เกิดประท้วงในฮ่องกง เกี่ยวกับเรื่อง การที่ผู้บริหาร ฮ่องกง จะผลักดันให้ออกกฎหมายส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน
แม้ความเป็นมา อาจดูเหมือนไม่เกี่ยวกับการเมือง ที่คู่หนุ่มสาวชาวฮ่องกง ไปเที่ยวไต้หวัน ได้เกิดการหึงหวง ฝ่ายชายได้ฆ่าฝ่ายหญิงเสียชีวิต แล้วไม่ยอมกลับฮ่องกงเพื่อหนีคดีให้ไม่ต้องรับโทษ เป็นเหตุให้ทางการฮ่องกงพยายาม ผลักดันกฎหมายส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุเช่นนี้อีก
นักศึกษาฮ่องกงได้นำสาเหตุนี้มาเป็นประเด็นเคลื่อนไหวในการประท้วงครั้งใหม่ โดยอาจมีเหตุผลที่ว่า หากยอมให้กฎหมายนี้ใช้บังคับ กลุ่มผู้ประท้วงเคลื่อนไหว อาจถูกดำเนินคดีโดยใช้กฎหมายฉบับนี้ และใช้เรื่องนี้เป็นการจุดชนวนการประท้วงในฮ่องกงครั้งใหม่
แม้ว่าผู้บริหารฮ่องกง จะยอมถอย ด้วยการถอนกฎหมายฉบับนี้ออกจากการพิจารณาอย่างไม่มีกำหนด แต่การประท้วงในฮ่องกงกลับไม่ยอมหยุด และทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนมีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า การประท้วงในฮ่องกงครั้งหลังนี้ ได้รับการสนับสนุนจากต่างประเทศ ที่เป็นชาติตะวันตก
การประท้วงในฮ่องกงครั้งหลังนี้ มีความรุนแรงมากขึ้น จนถึงขั้นทำลายทรัพย์สิน ของทางราชการ และเอกชน
กลุ่มผู้ประท้วงได้รับบาดเจ็บ จากการถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ ใช้อาวุธปืนสั้นยิง ผู้ประท้วงที่ ได้รับบาดเจ็บนั้นยังถูกดำเนินคดี โดยมีสาเหตุจากการที่ตำรวจคนหนึ่งได้ถูก กลุ่มผู้ประท้วงเข้าล้อม และตำรวจคนนั้นได้ทำปืนหล่น กลุ่มผู้ประท้วงกรูจะเข้าจับตัวตัวตำรวจ ตำรวจอีกคนหนึ่งจึงใช้ปืนยิงผู้ที่เข้าล้อมและจะจับตัวตำรวจคนแรกไว้ จนผู้ประท้วงได้รับบาดเจ็บ แต่ตำรวจปลอดภัย
นอกจากนี้ยังมีผู้สื่อข่าวหญิง ชาวอินโดนีเซีย ถูกยิงด้วยอาวุธปืนเข้าที่ดวงตา ได้รับบาดเจ็บตาบอดหนึ่งข้าง ทั้งที่มีเครื่องแบบ ชุดป้องกัน และมีป้ายว่าเป็นผู้สื่อข่าว โดยไม่ทราบว่าเป็นการกระทำของฝ่ายใด
ผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับการประท้วงในฮ่องกง จะเป็นกลุ่มผู้ประกอบการและนักธุรกิจบางส่วน
นักธุรกิจใหญ่หลายรายในฮ่องกง ได้ใช้เนื้อที่โฆษณา ในหน้าหนังสือพิมพ์ ด้วยการเสียเงินราคาแพง ลงข้อความ เพื่อให้ข้อคิดว่า ฮ่องกงจะได้ ประโยชน์อะไรจากการประท้วง มีแต่จะทำให้ธุรกิจต่างๆ และเศรษฐกิจทรุดหนักลงไปอีก
ได้มีผู้ที่ไม่พอใจการประท้วง รวมตัวเป็นกลุ่มคนที่ใช้ผ้าปิดหน้า ถือไม้เข้าตีกลุ่มผู้เข้าประท้วง จนได้รับบาดเจ็บ
หากเปรียบเทียบกับการประท้วง ทางการจีน ที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน ประเทศจีน เมื่อปีพ.ศ. 2532 มีผู้เสียชีวิตจากการถูกทางการจีนปราบปราม อย่างรุนแรง โดยใช้ กำลังทหาร ที่ไม่มีตัวเลขผู้เสียชีวิตอย่างเป็นทางการ แต่ประมาณว่า มีผู้เสียชีวิตไม่น้อยกว่า 10,000 คน และอาจเสียชีวิตสูงถึง 100,000 คน
นับว่าทางการจีน ได้เปลี่ยนท่าที และเฝ้าดู การประท้วงที่ฮ่องกงอย่างสงบนิ่ง ด้วยความอดทน โดยไม่ใช้ความรุนแรง ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะ ฮ่องกงเปรียบเสมือนเป็นประตูที่ประเทศจีนใช้ติดต่อกับประเทศอื่นในทางธุรกิจและทางการค้า หากใช้ความรุนแรงเข้าปราบปราม จะทำให้เกิดภาพลักษณ์ที่ไม่ดีในสายตาชาวโลก เพราะฮ่องกงเป็นดินแดนที่ไม่ใช่ระบอบคอมมิวนิสต์
ในทางตรงกันข้าม ทางการจีนเลือกใช้วิธี ที่จะปล่อยให้ฮ่องกงอยู่ในสภาพที่เหี่ยวเฉาไปเอง ในขณะเดียวกัน ได้ประกาศนโยบาย ส่งเสริมนครเซินเจิ้น ที่เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ อยู่ติดกับฮ่องกง ให้เข้ามาแทนทีฮ่องกงในอนาคตอันใกล้
ในขณะนี้ ผู้ที่ทำงานใน แวดวงธุรกิจ เจ้าของงานหลายคนในฮ่องกง เริ่มหาช่องทางที่จะโยกย้ายเอาไปประกอบธุรกิจในประเทศออสเตรเลีย และประเทศอื่นๆ
บรรยากาศคล้ายกับช่วงก่อนปีพ.ศ. 2540 ที่อังกฤษจะคืนฮ่องกงให้กับประเทศจีน ช่วงนั้นชาวฮ่องกงจำนวนไม่น้อย ต่างหาช่องทางที่จะโยกย้ายเข้าไปประกอบธุรกิจในแคนาดา และประเทศอื่นๆ เพราะไม่มั่นใจในนโยบายของทางการจีนในยุคนั้นหลังรับฮ่องกงคืนจากอังกฤษ จะเป็นอย่างไร
ฮ่องกงวันนี้ ไม่เหมือนในอดีตที่เคยรุ่งเรือง ส่วนในอนาคตจะไปทางไหน ขึ้นอยู่กับการเดิน นโยบายของทางการจีนต่อไป

จำนวนการอ่าน 15 ครั้ง