สำนักกฎหมาย

มารุต บุนนาค

อินเตอร์เนชั่นแนล ลอว์ ออฟฟิศ

Plea Bargaining ต่อรองคำให้การเพื่อรับสารภาพ

ลงพิมพ์ในเดลินิวส์ : 23 กันยายน 2562

ดร. รุจิระ บุนนาค

23 กันยายน 2562


Facebook Rujira Bunnag

Twitter @RujiraBunnag

คำว่า พลี บาร์เกนนิ่ง Plea Bargaining เป็นคำศัพท์กฎหมายอาญา ที่คนไทยและนักกฎหมายไทย ไม่รู้สึกคุ้นเคย เพราะไม่มีใช้ในกฎหมายไทย

แต่คำนี้กลับเป็นที่ พูดกัน และรู้จักกันอย่างกว้างขวางในประเทศไทย เมื่อ ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ชี้แจงเกี่ยวกับประวัติและความเป็นมาของตนเอง ในที่ประชุมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเมื่อไม่นานนี้

Plea Bargaining เป็นวิธีการ ทางกฎหมายที่ใช้ในประเทศที่มีกฎหมายระบบคำพิพากษา Common Law ได้แก่ประเทศ อังกฤษ สหราชอาณาจักร และ ในเครือจักรภพ เช่น สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย แคนาดา

Plea Bargaining มีอยู่เฉพาะในคดีอาญา จะเป็นกรณีที่ จำเลยที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดอาญา ถูกอัยการฟ้องคดีอาญาต่อศาล

ก่อนการสืบพยาน อัยการจะขอเจรจาตกลงกับจำเลยต่อหน้าผู้พิพากษา เพื่อให้จำเลยยอมรับสารภาพ ในการกระทำความผิดที่เกิดขึ้น โดยแลกกับการที่อัยการจะเปลี่ยนข้อหาในคำฟ้องให้มีโทษเบาลงจากคำฟ้องเดิม และอาจกำหนดให้จำเลยเบิกความเป็นพยานในคดีที่จำเลยคนอื่น ถูกฟ้องดำเนินคดีจากการกระทำความผิดในเหตุเดียวกัน

ผลของ Plea Bargaining ทำให้อัยการ สามารถประสบความสำเร็จในการดำเนินงาน โดยไม่ต้องสืบพยาน เพราะจำเลยได้รับสารภาพเพื่อแลกกับข้อหา ที่มีโทษเบาลง

ในขณะเดียวกัน จำเลยก็ได้ประโยชน์เพราะได้รับโทษเบาลง

ทำให้คดีอาญาต่างๆ สิ้นไปได้อย่างรวดเร็ว ไม่คั่งค้างใน ความรับผิดชอบของอัยการ และศาล

วิธีการ Plea Bargaining นี้ นักกฎหมายในประเทศที่ใช้วิธีการนี้ จะรู้สึกภาคภูมิใจ และเห็นประโยชน์ เป็นอย่างมาก

แต่นักกฎหมายไทย ที่เป็นอัยการบางท่าน เมื่อได้ไปเรียน ศึกษาต่อต่างประเทศ ในระดับปริญญาโทกฎหมาย ไม่เห็นด้วย กลับมีความเห็นโต้แย้ง อาจารย์ผู้สอนว่า ไม่น่าจะได้ผล และไม่เป็นประโยชน์จริง ดังที่กล่าวอ้าง โดยให้เหตุผลว่า ท่านเป็นอัยการผู้ปฏิบัติงานอยู่ ได้เห็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ถึงขนาดโต้เถียงกับอาจารย์ผู้สอน มีผลต่อวิทยานิพนธ์ และการจบปริญญา โทกฎหมาย ทำให้ล่าช้าออกไป

หากเปรียบเทียบกับประเทศไทย ที่ไม่มี Plea Bargaining แต่นับว่า มีกลไกกฎหมายอย่างอื่น ที่ใช้อยู่ แม้จะไม่เหมือนกัน แต่บางอย่างมีส่วนคล้ายกันบ้าง

อาทิ เช่น ในคดีอาญา จำเลยที่มีส่วนร่วมกระทำความผิดบางคน ที่ไม่ได้กระทำผิดร้ายแรง อาจถูกกันตัวไว้เป็นพยาน เพื่อให้การว่าจำเลยคนอื่นกระทำความผิด โดยไม่ได้ถูกฟ้องคดีอาญาด้วย ซึ่งจะกระทำในกรณีที่ไม่สามารถหาพยานคนอื่นได้เลย

จึงมีเพียงผู้ร่วมกระทำความผิดเท่านั้น ที่จะรู้เห็นการกระทำของผู้ร่วมกระทำความผิดคนอื่นด้วยกันเอง

นอกจากนี้ ในประมวลกฎหมายวิธีความอาญา ที่ได้แก้ไขใหม่ เป็นเวลากว่า 30-40 ปี แล้ว

แต่เดิม เมื่ออัยการ หรือโจทก์ ฟ้องจำเลยในคดีอาญา ข้อหาใดแล้ว หากการสืบพยานในศาล ข้อเท็จจริงปรากฏว่า เป็นการกระทำความผิดในข้อหาอื่นที่คล้ายกัน ศาลจะพิพากษายกฟ้อง

เช่น ฟ้องว่ากระทำความผิดในข้อหา ลักทรัพย์ แต่ศาลรับฟังข้อเท็จจริงว่า เป็นความผิดในข้อหายักยอก คดีจะถูกยกฟ้อง

สองข้อหานี้ การกระทำคล้ายกัน จะแตกต่างกันตรงที่ว่า ทรัพย์ที่จำเลยเอาไป อยู่ในความครอบครองของจำเลยมาก่อนแล้วหรือไม่ ถ้าไม่อยู่ เป็น ความผิดฐานลักทรัพย์ ถ้าอยู่แล้ว เป็นความผิดฐานยักยอก จึงเป็นเรื่องที่ ทั้งอัยการ และโจทก์ จะต้องใช้ความระมัดระวังเป็นอย่างสูงก่อนฟ้องคดีอาญา

เมื่อมีการแก้ไข ประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญาใหม่

มาตรา 192 วรรคสอง
“ ถ้าศาลเห็นว่า ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้อง ให้ศาลยกฟ้องคดีนั้น เว้นแต่ข้อแตกต่างนั้นมิใช่ในข้อสาระสำคัญ และทั้งจำเลยมิได้หลงต่อสู้ ศาลจะลงโทษจำเลยตามข้อเท็จจริงที่ได้ความนั้นก็ได้”


มาตรา 192 วรรคสาม
“ ในกรณีที่ข้อแตกต่างนั้นเป็นเพียงรายละเอียด เช่น เกี่ยวกับเวลาหรือสถานที่กระทำความผิด หรือต่างกันระหว่างการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ กรรโชก รีดเอาทรัพย์ ฉ้อโกง โกงเจ้าหนี้ ยักยอก รับของโจร และทำให้เสียทรัพย์ หรือต่างกันระหว่างการกระทำความผิดโดยเจตนากับประมาท มิให้ถือว่า ต่างกันในข้อสาระสำคัญ ทั้งนี้มิให้ถือว่า ข้อที่พิจารณาได้ความนั้นเป็นเรื่องเกินคำขอ หรือเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ เว้นแต่จะปรากฏแก่ศาลว่า การที่ฟ้องผิดไปเป็นเหตุให้จำเลยหลงต่อสู้ แต่ทั้งนี้ ศาลจะลงโทษจำเลย เกินอัตราโทษที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดที่โจทก์ฟ้องไม่ได้”

ดังนั้น ตามกฎหมายไทย จึงเป็นเรื่องที่ศาลท่านจะใช้ดุลพินิจ ตัดสินลงโทษในข้อหา คดีอาญา ที่แตกต่างจากฟ้องเอง โดยไม่ต้องให้อัยการและโจทก์ เจรจาต่อรองข้อกล่าวหาเพื่อให้จำเลยยอมรับสารภาพ ให้เป็นที่วุ่นวาย เหมือนกันประเทศอื่น

ปัญหาประวัติความเป็นมา ที่เกิดขึ้นของใครก็ตาม ไม่ว่าในประเทศใด เมื่อเป็นอย่างไร ย่อมต้องปรากฏเป็นเช่นนั้น ไม่ว่าจะชี้แจง และอธิบายอย่างไร ไม่สามารถเปลี่ยนข้อเท็จจริงได้

หากมีความจริงใจ สมควรนำเอกสารที่เป็นทางการ เช่น คำพิพากษาต่างประเทศ หรือเอกสารราชการต่างประเทศอื่นๆ มาแสดงเพื่อยืนยัน จะมีความชัดเจนกว่าคำพูดด้วยปาก

เมื่อเป็นบุคคลสาธารณะ ย่อมถูกตรวจสอบ วิพากษ์วิจารณ์ และติชมด้วยความเป็นธรรมได้

ปัญหาจึงมีอยู่ว่า นักการเมืองไทย มีความจริงใจต่อประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศ มากน้อยเพียงใด

จำนวนการอ่าน 22 ครั้ง