สำนักกฎหมาย

มารุต บุนนาค

อินเตอร์เนชั่นแนล ลอว์ ออฟฟิศ

หมิ่นประมาท กับการเมือง

ลงพิมพ์ในแนวหน้า : 13 กันยายน 2562

ดร. รุจิระ บุนนาค

13 กันยายน 2562


Facebook Rujira Bunnag

Twitter @RujiraBunnag

นักการเมือง กับการกระทำความผิดอาญา ในข้อหา หมิ่นประมาท เป็นของคู่กัน จนแทบจะแยกกันไม่ออก

สาเหตุสำคัญ ที่ทำให้นักการเมือง กระทำความผิดอาญาฐานหมิ่นประมาท เพราะนักการเมืองเป็นอาชีพที่ต้องพูด และแสดงความคิดเห็นอยู่ตลอดเวลา ซึ่งมักจะมีแหล่งข่าวที่ให้ข้อมูล

บางครั้งนักการเมืองอาจได้ข้อมูลที่ไม่ชัดเจนหรือไม่ถูกต้อง เมื่อได้พูดหรือแสดงความคิดเห็น จึงเสี่ยงที่จะกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาท

ในหลายกรณี แม้นักการเมือง ได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง แต่เมื่อได้พูด วิพากษ์วิจารณ์ แสดงความคิดเห็น อาจติดลมบน หรือที่เรียกว่า กลอนพาไป ทำให้พูดเลยเถิดเกินความเป็นจริงไปบ้าง เพื่อเอามัน หรือให้ผู้ฟังรู้สึกมัน และประทับใจ จึงได้กระทำความผิด ฐานหมิ่นประมาท โดยไม่รู้ตัว

ความผิดอาญาฐานหมิ่นประมาท บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326

“ผู้ใดใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ผู้นั้นกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาท ต้องระวังโทษจำคุก ไม่เกิน ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”

หลักประการสำคัญในเรื่องหมิ่นประมาท จะต้องเป็นการใส่ความต่อบุคคลที่สาม ซึ่งเป็นไปได้ทั้งการพูด หรือการเขียนหนังสือที่เป็นข้อความ จึงรวมถึงการแสดงความคิดเห็น ในโซเชียลมีเดียต่างๆ เช่น เฟซบุ๊ค กลุ่มไลน์ และอินสตราแกรมด้วย ซึ่งทำให้ผู้ถูกใส่ความ เสื่อมเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง

อย่างไรก็ตาม การกระทำดังกล่าว แม้อาจเข้าข่ายว่าเป็นการกระทำความผิด ฐานหมิ่นประมาท อาจถือไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 329

“ผู้ใดแสดงความคิดเห็น หรือข้อความใดโดยสุจริต
(1) เพื่อความชอบธรรม ป้องกันตนหรือป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามครองธรรม
(2) ในฐานะเจ้าพนักงานปฏิบัติการตามหน้าที่
(3) ติชมด้วยความเป็นธรรม ซึ่งบุคคลหรือสิ่งใดอันเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทำ หรือ
(4) ในการแจ้งข่าวด้วยความเป็นธรรมเรื่องการดำเนินการอันเปิดเผยในศาลหรือในการประชุม
ผู้นั้นไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาท”

โดยทั่วไปผู้ที่แสดงความคิดเห็น มักจะอ้างเหตุว่า ติชมด้วยความเป็นธรรม เพื่อเป็นข้อต่อสู้ ว่าไม่ได้กระทำความผิดฐานหมิ่นประมาท

นอกจากนี้ ผู้ที่แสดงความคิดเห็น มักจะอ้างว่า สิ่งที่ตนพูดเป็นความจริง จึงไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท ซึ่งประเด็นนี้ ได้บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 330

“ในกรณีหมิ่นประมาท ถ้าผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิด พิสูจน์ได้ว่า ข้อที่หาว่าเป็นหมิ่นประมาทนั้น เป็นความจริงผู้นั้นไม่ต้องรับโทษ

แต่ห้ามไม่ให้พิสูจน์ ถ้าข้อที่หาว่าเป็นหมิ่นประมาทนั้น เป็นการใส่ความในเรื่องส่วนตัว และการพิสูจน์จะไม่เป็นประโยชน์แก่ประชาชน”

ดังนั้นการกล่าวถึง หรือวิพากษ์วิจารณ์บุคคลใด จึงต้องพิจารณาถึงสถานะของบุคคลนั้น เป็นสำคัญ

หากบุคคลที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ ในเรื่องความประพฤติ ปฏิบัติ เป็นนักการเมือง ที่ถือว่าเป็นบุคคลสาธารณะ ย่อมต้องถูกวิพากษ์วิจารณ์ได้ และผู้ที่กล่าววิพากษ์วิจารณ์ มีสิทธิ์ที่จะพิสูจน์ความจริงว่าเป็นเช่นนั้นหรือไม่ หากเป็นความจริง ผู้ที่กล่าววิพากษ์วิจารณ์ ไม่เป็นผู้ที่กระทำความผิด

แต่หากได้กล่าวถึงบุคคลอื่น ในเรื่องส่วนตัว แม้เป็นความจริง ก็ไม่ได้รับการยกเว้น หรือได้ประโยชน์ จากกฎหมายในประเด็นนี้ เช่น กล่าวถึงหญิงสาว ที่ไม่ได้สมรส ว่ามีครรภ์โดยไม่ทราบว่าใครเป็นพ่อของเด็ก แม้จะเป็นเรื่องจริง แต่ถือเป็นเรื่องส่วนตัว และไม่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ ผู้ที่กล่าวพาดพิง มีความผิดฐานหมิ่นประมาท

แม้โทษตามกฎหมาย ในความผิด ฐานหมิ่นประมาท ดูเหมือนค่อนข้างหนัก มีโทษจำคุกไม่เกิน ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ

แต่ในความเป็นจริง หากผู้กระทำความผิดฐานหมิ่นประมาท กระทำผิดเป็นครั้งแรก ยอมรับสารภาพ มักจะได้รับความเมตตาปรานีจากศาล ให้ได้รับการรอลงอาญา หรือรอการลงโทษ

หมายความว่า ไม่ได้รับการลงโทษด้วยการจำคุก แต่เหมือนได้รับทัณฑ์บนว่า หากกระทำความผิดอาญาอื่นซ้ำอีก ภายในระยะเวลาที่กำหนด เช่น 2-3 ปี จะต้องได้รับโทษจำคุก โทษเก่าและโทษใหม่ รวมเข้าด้วยกัน

บรรดานักการเมืองทราบในเรื่องนี้เป็นอย่างดี เมื่อถูกฟ้อง คดีอาญาในข้อหา หมิ่นประมาท ในคดีที่สอง หรือคดีที่สาม เป็นต้นไป เราจะได้มีโอกาสเห็นนักการเมือง ที่ตกเป็นจำเลยในคดีหมิ่นประมาท พยายามติดต่อผู้เสียหาย เพื่อขอโทษ และขอร้อง ให้ถอนฟ้อง เนื่องจากเป็นคดีที่ยอมความกันได้ สามารถถอนแจ้งความ ถอนฟ้องคดีอาญาในความผิดฐานนี้ได้

ในหลายคดี ผู้เสียหายให้อภัย ยอมถอนฟ้องให้ สังคมจะได้เห็นภาพที่สวยงามของการให้อภัยต่อกัน

แต่มีบางคดี ผู้เสียหายไม่ยอมให้อภัย ไม่ยอมถอนฟ้อง ผู้กระทำความผิดจึงต้องรับโทษ

ในอดีตได้มีนักการเมืองที่มีชื่อเสียงสองคน ปัจจุบันได้เสียชีวิตแล้วทั้งคู่ คนหนึ่งเป็นถึงอดีตนายกรัฐมนตรี อีกคนหนึ่ง ได้รับการยกย่องว่าเป็นกุนซือทางการเมืองยิ่งกว่าระดับเสธ

คนที่อดีตเป็น นายกรัฐมนตรี ได้หมิ่นประมาท คนที่อดีตเป็นกุนซือ และถูกฟ้องคดีฐานประมาท ก่อนหน้านี้ได้ถูกฟ้องคดีอาญาฐานหมิ่นประมาทมาแล้วหลายคดี และได้รับการรอลงอาญา มาแล้วหลายคดี

หากถูกตัดสินว่า มีความผิด ฐานหมิ่นประมาท ในคดีหลังสุด เป็นที่แน่นอนว่า จะต้องได้รับโทษจำคุก ขณะนั้นยังไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี

แม้นักการเมืองสองคนนี้ จะไม่ค่อยถูกกัน และต่างถือศักดิ์ศรี ไม่ยอมขอร้อง หรือขอโทษ ด้วยตนเอง

แต่อาจเป็นเพราะโชคชะตาฟ้าลิขิต ทำให้บุตรสาวของทั้งสองนักการเมือง เป็นเพื่อนรัก และสนิทกันมาก ที่ทำให้เพื่อนทิ้งกันไม่ได้

ลูกสาวของนักการเมืองที่เป็นกุนซือ ถึงกับขอร้องพ่อของตนเองอย่างชนิดที่ปฏิเสธไม่ได้ จนเป็นเหตุให้ยอมถอนฟ้องคดีหมิ่นประมาท และนักการเมืองคนนั้น ได้มีโอกาสเป็นนายก รัฐมนตรีในเวลาต่อมา

ความผิดในเรื่อง หมิ่นประมาทนี้ ไม่ได้มีเฉพาะในแวดวงนักการเมือง แต่มีในแวดวงนัก ธุรกิจ และวงการอื่นๆด้วย

ความเป็นมา และตำนานเรื่องหมิ่นประมาท ต้องถือว่า

เหนือฟ้า ยังมีฟ้า เหนือกระดาษ ยังมี ซาลาเปา

จำนวนการอ่าน 565 ครั้ง