สำนักกฎหมาย

มารุต บุนนาค

อินเตอร์เนชั่นแนล ลอว์ ออฟฟิศ

รูดม่านทุบ

ลงพิมพ์ในแนวหน้า : 30 สิงหาคม 2562

ดร. รุจิระ บุนนาค

30 สิงหาคม 2562


Facebook Rujira Bunnag

Twitter @RujiraBunnag

กรณีเด็กแว้น ที่ได้รับบาดเจ็บจากการแหกด่านตำรวจ ที่จังหวัดชลบุรี ถูกทำร้ายในขณะที่รักษาตัวอยู่ในห้องฉุกเฉิน โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยบูรพา ตำบลแสนสุข อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี นับว่าเป็นเรื่องที่สะเทือนขวัญแก่ผู้คนทั่วไปเป็นอย่างยิ่ง

กรณีดังกล่าว เป็นเหตุที่เกิดขึ้น ในคืนวันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2562 เด็กแว้น ซึ่งเป็นชายไทย อายุ 20 ปี ได้ขี่จักรยานยนต์มาที่ด่านป้องกันเหตุอาชญากรรม บนถนนข้าวหลาม ตำบลห้วยกะปิ เขตสถานีตำรวจภูธร เสม็ด จังหวัดชลบุรี

เมื่อเจอด่าน เด็กแว้นกลับไม่ยอมให้ตำรวจและอาสาสมัครเข้าตรวจค้น เนื่องจากได้ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จึงกลับรถหลบหนีไป แต่รถจักรยานยนต์ได้พุ่งชนอาสาสมัครนายหนึ่ง อายุ 57 ปี ศีรษะฟาดพื้น ขาหัก อาการสาหัส ไม่รู้สึกตัว ส่วนเด็กแว้น ได้รับบาดเจ็บเช่นกันแต่ไม่มาก เด็กแว้นได้ถูกส่งตัวเข้ารับการรักษา ที่ห้องฉุกเฉิน โรงพยาบาลหาวิทยาลัยบูรพา

ในระหว่างที่เด็กแว้นอยู่ในห้องฉุกเฉิน ขณะนั้นเป็นเวลา 02:00 น. ของวันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2562 ได้มีปลัดอำเภอหัวหน้าฝ่ายความมั่นคง อำเภอเมืองชลบุรี พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจ พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจ และอาสาสมัคร รวมแล้วประมาณ 10 คน ไปหาเด็กแว้น คนนั้น ที่เตียงในห้องฉุกเฉิน โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยบูรพา

ในขณะนั้น บังเอิญมีกล้องโทรทัศน์วงจรปิดอยู่หนึ่งตัว ติดตั้งในมุมสูง บันทึกภาพเคลื่อนไหวได้ แม้จะไม่เห็นภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด แต่ถือว่าบันทึกได้เป็นส่วนใหญ่เกินกว่า 95 %


ในภาพเคลื่อนไหว แสดงให้เห็นว่า ปลัดอำเภอ เจ้าหน้าที่ตำรวจ และอาสาสมัคร ประมาณ 10 คน ได้ยืนล้อมรอบเตียงเด็กแว้น ช่วงเวลาเพียงแค่อึดใจ ได้มีอาสาสมัครคนหนึ่ง เอามือรูดม่านปิดรอบเตียงฉุกเฉินนั่น จากนั้นมีอาสาสมัครหนึ่งคน ได้ใช้มือทุบหรือชก แบบรัวๆ เป็นชุด หลายครั้ง ใส่เด็กแว้นที่นอนอยู่บนเตียงฉุกเฉิน ต่อหน้าปลัด เจ้าหน้าที่ตำรวจ และอาสาสมัครอีกหลายคน ในขณะนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจ บางคนได้ออกมายืนอยู่นอกม่าน

ขณะเกิดเหตุเป็นเวลาดึกยามวิกาล เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของโรงพยาบาลมีจำนวนไม่เพียงพอ เจ้าหน้าที่พยาบาลในห้องฉุกเฉินมีแต่ผู้หญิง ส่วนแพทย์กำลังให้การรักษาพยาบาลคนอื่นที่บาดเจ็บอยู่

หลังเกิดเหตุนี้ ไม่มีการแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่ได้มีคลิปที่บันทึกเหตุการณ์ เป็นภาพเคลื่อนไหว เผยแพร่ในเฟซบุ๊ค และส่งต่อกัน จนแพร่หลาย และกลายเป็นข่าวใหญ่ เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในสังคม

หลังเกิดเหตุ ปลัดอำเภอ ผู้ที่อยู่ในที่เกิดเหตุ ได้ให้สัมภาษณ์ แสดงความรับผิดชอบ โดยสรุปว่า ยอมรับว่าตนอยู่ในที่เกิดเหตุ แต่ห้ามไม่ทัน นอกจากนี้ อาสาสมัครที่ลงมือทำร้ายเด็กแว้น เป็นเพราะบันดาลโทสะ ที่เพื่อนอาสาสมัครอีกคนหนึ่งได้รับบัตรเจ็บ จากการกระทำของเด็กแว้นคนนั้น 

แม้คำให้สัมภาษณ์นั้น จะดูเหมือนว่าแสดงความรับผิดชอบ แต่เมื่อพิจารณาแล้ว จะเห็นว่า ขัดต่อหลักกฎหมายของบ้านเมือง ที่สำคัญอยู่หลายประการ

ประเด็นเรื่องการทำร้ายร่างกาย เป็นที่ชัดเจนว่า อาสาสมัครที่ทำร้ายคนนั้น มีความผิดอาญา เป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ มีโทษจำคุกไม่เกิน ปี หรือปรับไม่เกิน 4,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

แต่ถ้าการทำร้ายร่างกายนั้น เป็นเหตุให้เด็กแว้นได้รับบัตรเจ็บสาหัส เช่น ตาบอด หูหนวก ลิ้นขาด เสียอวัยวะสืบพันธุ์ หรือความสามารถสืบพันธุ์ เสียแขน ขา มือ เท้า นิ้ว หรืออวัยวะอื่น เสียโฉม ทุพพลภาพ หรือบาดเจ็บเกินกว่า 20 วัน อัตราโทษ ทำคุกตั้งแต่ เดือน ถึง 10 ปี

การที่จะอ้างว่า กระทำความผิด เป็นเหตุบันดาลโทสะ อันเป็นเหตุให้ได้รับการลดโทษ จะต้องเป็นกรณีถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม จึงกระทำผิดต่อผู้ข่มเหงในขณะนั้น ซึ่งกรณีทำร้ายเด็กแว้น ไม่ถือเป็นเหตุบันดาลโทสะ เพราะอาสาสมัครที่ได้รับบาดเจ็บ ไม่ได้เป็นผู้ก่อเหตุเอง และอาสาสมัครคนที่ทำร้าย ไม่ได้กระทำในขนาดนั้น ช่วงเวลาผ่านไปแล้ว เหมือนคิดวางแผนที่จะไปทำร้าย ที่สำคัญคือ ในตอนแรกไม่ได้เป็นเรื่องการถูกข่มเหง แต่เป็นเรื่องการแหกด่าน

เจ้าหน้าที่คนอื่นอยู่ในเหตุการณ์ อาจมีความผิด ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบ แทนที่จะรีบห้ามปรามในทันที กลับปล่อยให้อาสาสมัครรัวหมัดใส่เด็กแว้น ความผิดมีโทษจำคุกตั้งแต่ ปี ถึง 10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 2,000 บาท ถึง 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

นอกจากนี้ การที่เจ้าหน้าที่หลายคนอยู่ในที่เกิดเหตุ และไม่รีบห้ามปราม พฤติการณ์กลับทำให้คนที่อยู่ในขณะเกรงกลัวไม่กล้าเข้าช่วยเหลือ อาจพิจารณาได้ว่า เป็นการสนับสนุนให้กระทำความผิด มีโทษสองในสาม ของการกระทำความผิดนั้น

จริงอยู่ แม้เด็กแว้นคนนั้น จะได้กระทำผิดกฎหมาย จากการที่แหกด่าน ขับรถจักรยานยนต์พุ่งชนอาสาสมัครได้รับบัตรเจ็บสาหัส แต่เป็นเรื่องที่จะต้องถูกดำเนินการทางกฎหมาย ไม่ใช่เรื่องที่อาสาสมัครที่เป็นเพื่อนกัน จะลงมือแก้แค้นเสียเอง และมีเจ้าหน้าที่คนอื่นอยู่ในเหตุการณ์ไม่รีบห้ามปราม ปล่อยให้มีการกระทำความผิด ราวกับรู้เห็นเป็นใจด้วย นับว่าเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง

เรื่องนี้ไม่ได้มีการแจ้งความในตอนแรก แต่ที่เป็นประเด็นเพราะ มีภาพเคลื่อนไหวที่บันทึกไว้จากกล้องโทรทัศน์วงจรปิด ซึ่งเป็นหลักฐานอย่างดี ชนิดที่ปฏิเสธไม่ได้

              สิ่งที่เราได้จากเรื่องนี้ อย่างน้อยที่สุดเห็นว่า ระบบรักษาความปลอดภัยในโรงพยาบาล โดยเฉพาะในห้องฉุกเฉิน เป็นสิ่งที่ต้องยกเครื่องอย่างเร่งด่วน

การกระทำใดๆ ที่ไม่ถูกต้อง และไม่เป็นธรรม หากเจ้าหน้าที่ ผู้รับผิดชอบไม่ดำเนินการ การฟ้องสังคมด้วยภาพ จะได้ผลมากที่สุด

จำนวนการอ่าน 21 ครั้ง