สำนักกฎหมาย

มารุต บุนนาค

อินเตอร์เนชั่นแนล ลอว์ ออฟฟิศ

คุณสมบัติรัฐมนตรี

ลงพิมพ์ในเดลินิวส์ : 22 กรกฎาคม 2562

ดร. รุจิระ บุนนาค

22 กรกฎาคม 2562


Facebook Rujira Bunnag

Twitter @RujiraBunnag

ในที่สุด บิ๊กตู่ หรือลุงตู่ หรือพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้นำคณะรัฐมนตรีชุดใหม่เข้าถวายสัตย์ปฏิญาณพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นที่เรียบร้อย และต่างทยอยเข้ารับตำแหน่งในกระทรวงต่างๆ

แม้การจัดตั้งรัฐบาล ของนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้ จะใช้เวลานานเกือบ เดือน ซึ่งนับว่าเป็นเวลาที่นานที่สุด เมื่อเปรียบเทียบกับการจัดตั้งรัฐบาลทุกครั้งที่ผ่านมา แต่ถือว่าประสบความสำเร็จ พอสมควร

ส่วนใครจะมีความเห็นว่า เป็นรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ รวมทั้งนักวิชาการบางคนได้ตั้งฉายารัฐบาลชุดนี้ว่า รัฐบาลขากะเผลกก็ตาม ดูเหมือนนายกรัฐมนตรีไม่ได้สนใจในประเด็นนี้เท่าไรนัก อาจเป็นเพราะ รัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มีบทบัญญัติเป็นกรณีพิเศษว่า ในการพิจารณากฎหมายที่สำคัญ หากเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของประเทศแล้ว วุฒิสมาชิกที่มีถึง 250 เสียง มีสิทธิ์ออกเสียงลงคะแนน ให้ความเห็นชอบกฎหมายด้วยได้

ดังนั้น แม้รัฐบาลอาจมีเสียงปริ่มน้ำในสภาผู้แทนราษฎร จึงแทบไม่มีความหมายอะไร เพราะกฎหมายที่สำคัญเกือบทุกฉบับ อาจถือได้ว่า เป็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงทั้งสิ้น

ในประเด็นเรื่อง บุคคลที่จะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี คงต้องเห็นใจผู้นำรัฐบาล ซึ่งได้แก่นายกรัฐมนตรี ที่ต้องโอนอ่อนผ่อนตาม แต่งตั้งบุคคลที่มีความสำคัญ ให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี แม้ในสายตาของประชาชน ซึ่งเปรียบเสมือนผู้ชมกีฬาอยู่ข้างสนาม อาจรู้สึกผิดฝาผิดตัวไปบ้าง เพราะรัฐมนตรีใหม่หลายคน ไม่มีประสบการณ์หรือภูมิหลังในงานที่รับผิดชอบเท่าที่ควร ซึ่งประชาชนคงจะทำอะไรไม่ได้ นอกจากทำใจ ให้โอกาส และรอเวลาให้ผลงานเป็นที่ประจักษ์ จึงจะวิพากษ์วิจารณ์ได้ด้วยความชอบธรรม

ในอดีต รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยหลายฉบับ ได้มีข้อกำหนดห้ามหรือการขาดคุณสมบัติของบุคคลที่จะเข้าดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรี ในกรณีที่มีคำพิพากษาของศาลถึงที่สุดให้ต้องโทษจำคุก

มีกรณีศึกษาอยู่คดีหนึ่ง ที่นักการเมืองอาวุโสท่านหนึ่ง ปัจจุบันไม่ได้เล่นการเมือง อย่างเต็มตัวแล้ว ได้หันเอาดีไปประกอบกิจการ เป็นเจ้าของสโมสรฟุตบอลอาชีพ ที่ประสบความสำเร็จในระดับประเทศ ได้ถูกศาลพิพากษาคดีอาญาถึงที่สุด ข้อหาหมิ่นประมาทให้ได้รับโทษจำคุก แต่ศาลในเมตตารอลงอาญา ซึ่งหมายความว่า ไม่ต้องได้รับโทษจำคุกจริงๆ แต่ภายในระยะเวลาที่กำหนด ต้องไม่กระทำความผิดอาญาซ้ำอีก หากกระทำความผิดอาญาในข้อหาใหม่ จะต้องได้รับโทษจำคุกโทษเดิมและโทษใหม่รวมเข้าด้วยกัน

ในครั้งนั้นเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันว่า นักการเมืองอาวุโสท่านนั้น จะสามารถรับและดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีได้หรือไม่ ตามที่รัฐธรรมนูญในขณะนั้นบังคับใช้อยู่

ต่อมาได้เป็นคดีที่เข้าสู่การวินิจฉัย ของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งได้วินิจฉัยว่า การขาดคุณสมบัติ จะต้องเป็นกรณีที่เคยได้รับโทษจำคุกจริงๆ โดยตัวต้องเข้าไปอยู่ในเรือนจำ ไม่ใช่เพียงแค่รอลงอาญา ดังนั้น นักการเมืองอาวุโสผู้นั้นจึงสามารถเป็นรัฐมนตรีได้

ในกรณีนี้สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญหลายคน ได้แสดงความคิดเห็นว่า มีบันทึกรายงานการประชุมในขณะที่ร่างรัฐธรรมนูญว่า การขาดคุณสมบัติดังกล่าวรวมถึง กรณีที่ศาลพิพากษาคดีถึงที่สุดให้จำคุก แม้จะได้รับการรอลงอาญา ก็ตาม เพราะผู้ที่จะดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรี ต้องมีคุณสมบัติที่สูงกว่าบุคคลทั่วไป

อย่างไรก็ตามต้องยอมรับว่า อำนาจในการวินิจฉัยชี้ขาดตัดสินคดี เป็นอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ

เมื่อเปรียบเทียบกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ฉบับปัจจุบัน ในหมวด คณะรัฐมนตรี มีการกำหนดคุณสมบัติว่า ผู้ที่จะดำรงตำแหน่งเป็น รัฐมนตรี ต้องไม่เป็นผู้ต้องคำพิพากษาให้จำคุก แม้คดีนั้นจะยังไม่ถึงที่สุด หรือมีการรอลงอาญาลงโทษ เว้นแต่ในความผิดอันได้กระทำโดยประมาท ความผิดลหุโทษ หรือความผิดฐานหมิ่นประมาท

ดังนั้นจะเห็นได้ว่า รัฐธรรมนูญปัจจุบันยังมีมาตรฐานที่สูง ที่กำหนดว่า แม้ได้รับการรอการลงโทษในคดีอาญา เพราะเป็นเหตุต้องห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรี

อย่างไรก็ตาม รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ยังยอมรับความจริงว่า นักการเมืองกับคดีอาญา ในความผิดฐานหมิ่นประมาท เป็นสิ่งที่คู่กัน แยกออกจากกันได้ยาก เพราะอาชีพนักการเมือง เป็นอาชีพที่ต้องแสดงความเห็น วิพากษ์วิจารณ์ ตามข้อมูลที่ได้รับและประมวลผลมา บางครั้งอาจจะคลาดเคลื่อนผิดพลาดไป บ้าง เป็นเหตุให้ถูกดำเนินคดีอาญาฐานหมิ่นประมาท แต่ในหลายๆสถานการณ์ ถือได้ว่า เป็นการเปิดเผย และเปิดโปงข้อเท็จจริงที่สำคัญ เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ และประเทศชาติ อาจมีผลให้มีการดำเนินการแก้ไขเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในอนาคตได้

ถึงกระนั้นก็ตาม รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ไม่ได้ระบุให้ชัดเจนถึงกรณีต้องโทษจำคุกว่า หมายถึงกรณีจำคุกในประเทศไทยเท่านั้น หรือรวมถึงกรณีต้องโทษจำคุกในต่างประเทศด้วย

จึงเป็นเรื่องที่ต้องติดตามกันต่อไป และอาจมีการนำคดีเข้าสู่การวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นบรรทัดฐาน

ไม่ว่าคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันจะมีความเห็นเป็นอย่างไร ผู้มีอำนาจตัดสินและวินิจฉัยคือ ศาลรัฐธรรมนูญเท่านั้น

การที่ประเทศไทยมี รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง หลังจากที่รอคอยมาเป็นเวลาหลายปี ไม่ว่าจะมีรูปลักษณ์หน้าตาเป็นอย่างไร ในฐานะประชาชนเจ้าของประเทศ คงต้องให้โอกาสทำงานระยะหนึ่ง เพื่อพิสูจน์ตนเอง และพิสูจน์ผลงาน

จำนวนการอ่าน 42 ครั้ง