สำนักกฎหมาย

มารุต บุนนาค

อินเตอร์เนชั่นแนล ลอว์ ออฟฟิศ

ปัญหาทีวีดิจิทัล กับ 5 G

ลงพิมพ์ในเดลินิวส์ : 27 พฤษภาคม 2562

ดร. รุจิระ บุนนาค

27 พฤษภาคม 2562


Facebook Rujira Bunnag

Twitter @RujiraBunnag

ในที่สุดปัญหาเรื่องการขาดทุนของทีวีดิจิทัล ที่ยืดเยื้อมานาน ได้รับการแก้ไขเยียวยาจากรัฐบาล และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ เมื่อหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญมาตรา 44 ช่วยผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล และผู้ประกอบการโทรคมนาคม เมื่อวันที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2562

คำสั่งดังกล่าว มีผลให้ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล ไม่ต้องชำระค่าธรรมเนียมอนุญาตที่เหลือจำนวนรายละ 13,622 ล้าน บาท หรือร้อยละ 30 ของมูลค่าใบหรือญาติ และให้ คืนใบอนุญาตได้

ในส่วนของผู้ประกอบการโทรคมนาคม เปิดโอกาสให้ผู้ประมูลคลื่นความถี่ 900 MHz ที่ไม่สามารถชำระเงินค่าประมูลตามกำหนดเวลา ขอแบ่งชำระเงินประมูลโดยแบ่งออกเป็น 10 งวด งวดละเท่าๆ กัน โดยให้ปีที่ผู้รับอนุญาตใช้คลื่นได้นับเป็นงวดแรก กรณีนี้ทำให้มีโอกาสนำเงินที่ยังไม่ต้องชำระค่าธรรมเนียมอนุญาตคลื่น 900 MHz มาประมูลคืน 700 MHz

ส่วนคลื่น ทีวีดิจิทัลที่คืน ใบอนุญาตอยู่ในย่านความถี่ 700 MHz จะได้มีโอกาสนำมาประมูลเพื่อใช้เป็นคลื่นโทรคมนาคมสำหรับโทรศัพท์มือถือ ต่อไป ซึ่งกสทช.จะได้นำเงินจากการประมูลคลื่นความถี่สำหรับ มาเยียวยาผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลต่อไป

หากพิจารณาถึงวัตถุประสงค์ของคำสั่งตามมาตรา 44 นี้ ในเบื้องต้นน่าจะเป็นการแก้ไขปัญหาของทางทีวีดิจิทัลและโทรคมนาคมที่เกิดขึ้น แต่หากพิจารณาในรายละเอียดจะเห็นว่า เป็นการให้ความอนุเคราะห์และช่วยเหลืออย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

ย้อนไปเมื่อปีพ.ศ. 2556 เมื่อมีการประมูลทีวีดิจิทัลเป็นครั้งแรก ทำให้เกิดทีวีดิจิทัล มากถึง 24 ช่อง ทั้งที่ในต่างประเทศที่มีทีวีดิจิตอลมาก่อนประเทศไทย เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ มีทีวี ดิจิทัลไม่เกิน 10 ช่องเท่านั้นเอง

ในส่วนของรายได้จากการโฆษณาของทีวีในขณะนั้น มีอยู่ประมาณ หมื่น ล้าน บาทต่อปี ซึ่งมีฟรีทีวีอยู่เพียง ช่องเท่านั้น และช่องที่มีรายได้มากที่สุดคือช่อง และช่อง 7

การที่ฟรีทีวีเพิ่มจาก ช่อง เป็น 24 ช่อง แต่รายได้จากการโฆษณาไม่ได้เพิ่มมากขึ้น ตัวหารมีมากขึ้น รายได้แต่ละช่องย่อมน้อยลง และการแข่งขันย่อมสูงขึ้นมาก

ในขณะเดียวกัน การให้บริการโครงข่ายในการออกอากาศที่ต้องใช้เสาอากาศร่วมกันของทีวีดิจิทัล พร้อมๆ กันหลายช่อง ที่เรียกว่า Mux ซึ่งดำเนินการโดย สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) มีปัญหาที่ไม่สามารถดำเนินการได้ทัน ทำให้การออกอากาศไม่ทั่วถึงเท่าที่ควรตามแผนการ

จึงเป็นเหตุให้มีคำพิพากษาของศาลปกครองกลางคดีเจ๊ติ๋ม ทีวีพูล หรือนางพันธฺ์ทิพา ศกุนต์ไชย ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลที่ฟ้องกสทช. โดยอ้างว่า กสทช. ไม่ได้ปฎิบัติหน้าที่ตามที่ได้ประกาศเชิญชวนไว้ในเรื่องการขยายโครงข่ายและส่งเสริมกิจการทีวีดิจิตอล ซึ่งศาลปกครองกลางได้มีคำพิพากษาให้ กสทช. คืนหนังสือค้ำประกันของธนาคารมูลค่า 1.5 พัน ล้าน บาท ส่วนเจ๊ติ๋มยังประกาศจะอุทธรณ์ไปยังศาลปกครองสูงสุดเพื่อเรียกค่าเสียหายอีก 700 ล้าน บาท ให้เป็นบรรทัดฐานกับผู้ประกอบการรายอื่น

ดังนั้นคำสั่งมาตรา 44 ดังกล่าวในอีกด้านหนึ่งจึงไม่เพียงช่วยผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลเท่านั้น แต่ยังช่วยกสทช. ไม่ให้ถูกผู้ประกอบการ ทีวีดิจิทัลฟ้องเรียกค่าเสียหายอีกเหมือนอย่างเช่นคดีเจ๊ติ๋ม ทีวีพูล

ในด้านการประมูลคลื่นโทรคมนาคม สำหรับ ในปัจจุบันนี้ ถือว่าเป็นเรื่องที่ เร็ว และล้ำหน้าเกินไป เพราะขณะนี้มีอยู่เพียงไม่กี่ประเทศที่เริ่มใช้ เช่น เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น เป็นต้น

การใช้โทรศัพท์มือถือ เจตนารมณ์ของการใช้งาน เป็นเรื่องของ IOT (Internet of Things ที่จะมุ่งใช้งานสำหรับเครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆให้ติดต่อสื่อสารกันเอง เช่น หุ่นยนต์ที่ใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม รถยนต์ไร้คนขับ มากกว่า ที่จะใช้งานสำหรับบุคคลในการสื่อสารระหว่างกันไม่ว่าจะเป็นการติดต่อกันโดยใช้เสียงหรือข้อมูล Data )

ปัญหามีว่า ในขณะนี้มันเร็วเกินไปสำหรับประเทศไทยที่จะใช้หุ่นยนต์ในโรงงานอุตสาหกรรม รถยนต์ไร้คนขับ หรือหากมีนับว่าน้อยมาก

ดังนั้นการคาดหวังว่า หากจัดประมูลคลื่นความถี่สำหรับโทรศัพท์มือถือ แล้วรัฐจะได้เงิน เป็นจำนวนมาก เพื่อมาช่วยเยียวยาผู้ประกอบการ ทีวีดิจิทัลอาจเป็นเรื่องที่ยังไกลเกินตัว

สมควรที่จะพิจารณาทบทวนอย่างรอบคอบ เพื่อไม่ให้ มีปัญหาย้อนรอยแบบเดียวกับทีวีดิจิทัล

จำนวนการอ่าน 69 ครั้ง