สำนักกฎหมาย

มารุต บุนนาค

อินเตอร์เนชั่นแนล ลอว์ ออฟฟิศ

ค่าโง่ Hopeless (well)

ลงพิมพ์ในเดลินิวส์ : 13 พฤษภาคม 2562

ดร. รุจิระ บุนนาค

13 พฤษภาคม 2562


Facebook Rujira Bunnag

Twitter @RujiraBunnag

นับเป็นความเจ็บปวดของประชาชนชาวไทยอีกครั้งหนึ่ง ที่ประเทศไทยจะต้องเสียค่าโง่ให้แก่โครงการโฮปเวลล์ เมื่อศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2562 ให้ กระทรวงคมนาคม และการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่บริษัทโฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด

ตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด รฟท. ต้องจ่ายเงินค่าชดเชยให้บริษัทโฮปเวลล์ จากการบอกเลิกสัญญาเป็นเงินจำนวน 11,888 ล้านบาท โดยไม่รวมดอกเบี้ย 7.5 ต่อปีและให้ดำเนินการให้เสร็จภายใน 180 วัน นับแต่วันที่คดีถึงที่สุด

หากคำนวณ ค่าเสียหายซึ่งเป็นค่าชดเชยที่จะต้องจ่ายทั้งหมดรวมดอกเบี้ยจนถึงปัจจุบัน จะเป็นเงินประมาณ 25,000 ล้านบาท

เงินจำนวนดังกล่าว เป็นเงินที่บริษัทโฮปเวลล์จะได้รับ แต่หาก คำนวณการสูญเสียโอกาส จากความสะดวกสบายที่ประชาชนควรจะได้รับจากโครงการนี้ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนจากสภาพการจราจรที่ติดขัด เป็นระยะเวลายาวนาน กว่า 20 ปี อาจเป็นเงินค่าเสียหายจำนวนมากกว่า 25,000 ล้านบาท ที่บริษัทโฮปเวลล์ มีสิทธิ์จะได้รับเสียด้วยซ้ำ

โครงการนี้บริษัทสัญชาติฮ่องกงของ นายกอร์ดอน วู ได้ลงนามในสัญญาสัมปทาน เมื่อวันที่ พฤศจิกายน พ.ศ. 2533 ระยะเวลาสัมปทานนาน 33 ปี

โครงการก่อสร้างประกอบด้วยโครงสร้างยกระดับทางรถไฟขึ้นไปเหนือผิวการจราจรเพื่อลดจุดตัด กับทางรถยนต์ (Grade Crossing) และลดปัญหาการให้ รถยนต์ต้องหยุดรอรถไฟ รวมเป็นระยะทางทั้งสิ้น 60 กิโลเมตร ใช้เงินลงทุนไม่ต่ำกว่า 80,000 ล้านบาท ให้ผลตอบแทนรายปีรวม 30 ปี จำนวนเงินรวม 53,810 ล้านบาท บริษัทโฮปเวลล์ จะได้รับสิทธิ์สร้างถนนยกระดับเรียก เก็บค่าผ่านทางคู่ขนานกับทางรถไฟยกระดับ และได้รับสัมปทานเดินรถบนทางรถไฟยกระดับด้วย นอกจากนี้ยังสามารถใช้ประโยชน์ในพื้นที่ใต้ทางรถไฟยกระดับ ตลอดจนอสังหาริมทรัพย์สองข้างทางรวมเนื้อที่ประมาณ 600 ไร่

หลังจากที่การก่อสร้างตามโครงการได้ดำเนินการไปแล้วประมาณ ปี จึงได้เกิดข้อพิพาทขึ้น ในขณะนั้นการก่อสร้างดำเนินการล่าช้ากว่าแผนงานอย่างมาก ซึ่งตามแผนการกำหนดไว้ 89.75 แต่การก่อสร้างตามความเป็นจริงทำไปได้เพียง 13.77 เท่านั้น

กระทรวงคมนาคมจึงได้บอกเลิกสัญญาสัมปทานอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2541 โดยให้ถือว่าโครงการทุกอย่างที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างยังไม่แล้วเสร็จ ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของรฟท. บริษัทโฮปเวลล์ จึงเรียกร้องค่าเสียหาย โดยดำเนินการร้องขอต่ออนุญาโตตุลาการให้กระทรวงคมนาคม และรฟท. รับผิดชดใช้ค่าเสียหายจากการบอกเลิกสัญญาสัมปทานเป็นเงินจำนวน 56,000 ล้านบาท ในขณะที่รฟท. เรียกร้องค่าเสียโอกาสในการใช้ประโยชน์จากโครงการเป็นเงินกว่า 200,000 ล้านบาท

หากพิจารณาจากความก้าวหน้าของการก่อสร้าง และแผนงานที่กำหนดไว้ จะเห็นว่ามีความแตกต่างกันมาก การก่อสร้างล่าช้ากว่าแผนงานที่กำหนดไว้หลายเท่าตัว โอกาสที่รฟท. จะชนะคดี และบริษัทโฮปเวลล์ จะต้องชดใช้ค่าเสียหายน่าจะมีมากกว่า

อย่างไรก็ตามอนุญาโตตุลาการได้มีคำวินิจฉัยชี้ขาดให้กระทรวงคมนาคมและ รฟท. ชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 12,000 ล้านบาทพร้อมดอกเบี้ย 7.5 ต่อปีให้แก่บริษัทโฮปเวลล์

การดำเนินคดีตามกระบวนการอนุญาโตตุลาการ เป็นไปตามกฎหมายพิเศษ โดยคู่พิพาทต่างเสนอให้แต่งตั้งผู้เชี่ยวชาญขึ้นเป็นอนุญาโตตุลาการเพื่อชี้ขาดข้อพิพาท ไม่ได้ใช้ช่องทางกระบวนการยุติธรรมทางศาล การพิจารณาของอนุญาโตตุลาการคล้ายศาล คำวินิจฉัยของอนุญาโตตุลาการมีผลผูกพันและสามารถบังคับได้เหมือนคำพิพากษาของศาล

หลังจากที่อนุญาโตตุลาการมีคำวินิจฉัยแล้ว กระทรวงคมนาคมและรฟท. ได้ยื่นคำร้องคัดค้านคำวินิจฉัยของอนุญาโตตุลาการต่อศาลปกครองกลาง ซึ่งการคัดค้านนั้นกฎหมายเปิดช่องให้คัดค้านได้ในกรณีที่คำวินิจฉัยของอนุญาโตตุลาการขัดต่อความสงบเรียบร้อย และศีลธรรมอันดีของประชาชน

ต่อมาเมื่อวันที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2557 ศาลปกครองกลางได้มีคำพิพากษาเพิกถอนคำวินิจฉัยชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ ซึ่งหมายความว่า กระทรวงคมนาคมและ รฟท. เป็นฝ่าย ชนะคดี ไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหายให้แก่บริษัทโฮปเวลล์

บริษัทโฮปเวลล์ จึงได้อุทธรณ์คำพิพากษาศาลปกครองกลางต่อศาลปกครองสูงสุด ซึ่งต่อมาศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษายืนตามคำวินิจฉัยของอนุญาโตตุลาการ ซึ่งหมายความว่า บริษัทโฮปเวลล์ เป็นฝ่ายชนะคดี และคำวินิจฉัยชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลและศีลธรรมอันดีของประชาชน กระทรวงคมนาคมและรฟท. ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่บริษัทโฮปเวลล์ เพราะการบอกเลิกสัญญาเป็นไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

โครงการโฮปเวลล์นี้ มีความพิกลพิการตั้งแต่เริ่มโครงการเมื่อ 29 ปีก่อน ไม่ว่าจะเป็นการอนุมัติเข้าทำสัญญา เป็นไปอย่างรีบเร่ง เหมือนลุกลี้ลุกลน จนผิดสังเกต

นักวิชาการบางท่านตั้งข้อสังเกตว่า อาจมีผู้ได้รับประโยชน์อยู่เบื้องหลังจากการอนุมัติโครงการเป็นเงินจำนวนไม่ต่ำกว่า 300 ล้านบาท ไปจนถึงระดับหลาย 1,000 ล้านบาท

การดำเนินงานตามโครงการมีปัญหาผิดพลาด และล่าช้ามาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นการส่งมอบพื้นที่โครงการ รวมทั้งการก่อสร้าง

แม้แต่ขั้นตอน ในการบอกเลิกสัญญา ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่ศาลปกครองสูงสุดหยิบยกขึ้นพิจารณา ก็มีปัญหาเช่นกัน

การก่อสร้างที่ดำเนินการไปได้เพียง 13.77 ในขณะที่แผนงานกำหนดไว้ 89.75 หลังจากที่การก่อสร้างโครงการดำเนินงานมาแล้วถึง ปี นับว่าเป็นข้อที่ควรพิจารณาอย่างมาก

ในขณะนั้นหากรฟท.ส่งมอบพื้นที่สำหรับการก่อสร้างล่าช้าจริง อาจจำเป็นต้องขยายระยะเวลา ก่อสร้างออกไปก่อนที่จะเลิกสัญญา

หรือหากรฟท. ไม่ได้ส่งมอบพื้นที่สำหรับการก่อสร้างล่าช้า รฟท.ต้องบอกกล่าว ให้ระยะเวลาบริษัทโฮมเวลล์ เร่งรัดการก่อสร้างให้ทันภายในระยะเวลาที่กำหนด เมื่อไม่ทันจึงจะบอกเลิกสัญญา หากจำเป็นอาจต้องรอให้การก่อสร้างดำเนินการไปจนเต็มระยะเวลา เมื่อไม่เสร็จตามแผนงานจึงบอกเลิกสัญญาและเรียกค่าเสียหาย

กรณีค่าโง่โฮปเวลล์ หรือโฮปเลสนี้ จึงถือเป็นความโชคร้าย ที่ทับซ้อนกันอยู่หลายชั้น หรือหลายครั้งหลายครา

ประชาชนชาวไทยคงได้แต่คาดหวังว่า ประเทศไทยไม่ต้องเสียค่าโง่ซึ่งมาจากภาษีอากรของประชาชนซ้ำซากอีก

จำนวนการอ่าน 99 ครั้ง