สำนักกฎหมาย

มารุต บุนนาค

อินเตอร์เนชั่นแนล ลอว์ ออฟฟิศ

กกต.กับคดีหมิ่นประมาท

ลงพิมพ์ในเดลินิวส์ : 22 เมษายน 2562

ดร. รุจิระ บุนนาค

22 เมษายน 2562


Facebook Rujira Bunnag

Twitter @RujiraBunnag

แม้การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) เมื่อวันที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2562 ได้ผ่านไปแล้ว คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยังไม่สามารถประกาศผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการได้ คงทราบเพียงผลอย่างไม่เป็นทางการ

เมื่อวันที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2562 เวลา 15.30 น. กกต.ได้แถลงคะแนนดิบผลการเลือกตั้งสส.แบบแบ่งเขตทั้งหมดร้อยละ 100 โดยมีจำนวนคะแนนและลำดับ คือ (1) พรรคพลังประชารัฐ 8,433,137 คะแนน (2)พรรคเพื่อไทย 7,920,630 คะแนน(3) พรรคอนาคตใหม่ 6,265,950 คะแนน (4) พรรคประชาธิปัตย์ 3,947,726 คะแนน (5) พรรคภูมิใจไทย 3,732,883 คะแนน (6) พรรคเสรีรวมไทย 826,530 คะแนน (7) พรรคชาติไทยพัฒนา 782,031 คะแนน (8) พรรคเศรษฐกิจใหม่ 485,664 คะแนน (9) พรรคประชาชาติ 485,436 คะแนน (10) พรรคเพื่อชาติ 419,393 คะแนน

ย้อนไปก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง กกต.มีแนวคิดจะใช้บัตรเลือกตั้ง ที่มีเพียงหมายเลขผู้สมัครโดยไม่มีชื่อ และเครื่องหมายหรือโลโก้พรรคการเมือง แต่กลับเกิดกระแสต่อต้านว่า ไม่ถูกต้องขัดต่อรัฐธรรมนูญและหลักปฏิบัติสากล

ก่อนการเลือกตั้งวันที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2562 ที่ผ่านมา บัตรเลือกตั้งของไทยมีสองแบบ คือ บัตรดั้งเดิม เลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) แบ่งเขต โดยมีตัวเลขกับช่องกากบาท ต่อมาปี พ.ศ. 2544 มีส.ส.แบบบัญชีรายชื่อหรือปาร์ตี้ลิสต์เพิ่ม บัตรเลือกตั้งมีการเพิ่มชื่อ และเครื่องหมายหรือโลโก้พรรคการเมือง ทั้งนี้ก่อนการเลือกตั้งพรรคการเมืองจะจับสลากว่า ได้หมายเลขอะไร เช่น พรรค “ก” จับได้หมายเลข “1” ทั่วประเทศไม่ว่าจะมีกี่เขต ผู้สมัครจากพรรค “ก” จะเป็นหมายเลข “1” เช่นเดียวกับพรรค “ข”หากจับได้หมายเลข “2” ทั่วประเทศไม่ว่าจะมีกี่เขต ผู้สมัครจากพรรค “ข” จะเป็นหมายเลข “2”

ทำให้คนจำนวนไม่น้อย มองว่า การนับคะแนนส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ คงไม่สลับซับซ้อน

สำหรับการเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2562 จะมีหลักเกณฑ์และวิธีการคำนวณเพื่อจัดสรรจำนวนส.ส.แบบบัญชีรายชื่อที่แต่ละพรรคการเมืองจะพึงมีได้

บัตรเลือกตั้งครั้งนี้ ถือเป็นการพลิกโฉมบัตรเลือกตั้งจนมีการขนานนามว่า “บัตรไฮบริด” (hybrid) เพราะเป็นบัตรลูกผสม ที่มาจากบัตรเลือกตั้งส.ส.แบบแบ่งเขตและแบบบัญชีรายชื่อ บัตรเลือกตั้งกาหนึ่งได้ถึงสาม (Three in One) ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ได้รับบัตรเลือกตั้งเพียงใบเดียว และกาช่องกากบาทได้เพียงครั้งเดียว แต่ได้ถึงสาม คือ (1) ส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง (2) ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ (3) บัญชีรายชื่อนายกรัฐมนตรีของพรรคการเมืองนั้น

อำนาจของกกต. นั้นครอบคลุมทั้ง (1) ด้านบริหาร คือการควบคุมและดำเนินการจัดให้มีการเลือกตั้ง ทั้งการเลือกตั้งระดับชาติ ระดับท้องถิ่นดำเนินการแบ่งเขตเลือกตั้งสำหรับการเลือกตั้งที่ใช้วิธีการแบ่งเขตเลือกตั้ง และจัดให้มีบัญชีรายชื่อ ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ประกาศผลการเลือกตั้งหรือการออกเสียงประชามติ (2) ด้านตุลาการ คือ การสืบสวนหรือไต่สวนและวินิจฉัยชี้ขาด สั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ นับคะแนนใหม่ รวมทั้งการสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ผู้สมัครและสมาชิกสภา ที่ทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง (3) ด้านนิติบัญญัติ คือ การออกกฎระเบียบ คำสั่ง ข้อกำหนดที่จำเป็นต่อการปฏิบัติงาน

จะเห็นได้ว่า กกต.เป็นองค์กรที่รับผิดชอบเรื่องการเลือกตั้งโดยตรง หลายครั้งที่กกต. จะให้เหตุผลว่า วิธีคำนวณจำนวนส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ จะยึดตามรัฐธรรมนูญโดยคาดว่า จะประกาศผลอย่างเป็นทางการในวันที่ พฤษภาคม พ.ศ. 2562

ไม่ใช่แต่เพียงประชาชนคนไทย ที่วิพากษ์วิจารณ์การทำงานที่ล่าช้าและความไม่โปร่งใสของการเลือกตั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กรณีบัตรเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรในนิวซีแลนด์ ที่กกต. ลงมติให้บัตรเลือกตั้งจำนวน 1,542 ใบ เป็นบัตรเสีย เนื่องจากจัดส่งไม่ทันเวลานับคะแนน สื่อต่างประเทศมีการเผยแพร่เรื่องนี้เช่นกัน

สำหรับวิธีการคำนวณจำนวนส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ก่อนหน้านี้มีผู้แสดงความคิดเห็นอย่างมากมาย และอาจมีวิธีคำนวณได้หลายวิธี เนื่องจากรัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญไม่มีความชัดเจนที่อาจตีความได้หลายประการ

จนในที่สุด เมื่อวันที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2562 กกต.ได้มีมติส่งเรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการคำนวณเพื่อจัดสรรจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อที่แต่ละพรรคการเมืองจะพึงมีได้ ให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยแทน ทั้งๆ ที่กกต.เป็นองค์กรที่รับผิดชอบเรื่องนี้โดยตรง ควรมีความเป็นมืออาชีพและเที่ยงตรง หากสามารถแสดงวิธีคิดคำนวณที่ชัดเจน เที่ยงตรง และเป็นธรรม คงไม่มีใครโต้เถียง และพร้อมที่จะน้อมรับ แต่กกต.ไม่แสดงบทบาทความรับผิดชอบของตนเอง กลับโยนภาระรับผิดชอบให้ศาลรัฐธรรมนูญโดยไม่จำเป็น

นอกจากนี้ กกต.ยังมีท่าทีที่จะฟ้องหมิ่นประมาทนิสิต นักศึกษา และประชาชน ที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์และล่ารายชื่อถอดถอนกกต. เห็นได้จากการที่กกต.ร้องทุกข์ที่สถานีตำรวจนครบาลพญาไท เรื่องนี้ทำให้ผู้ถูกร้องทุกข์ได้ลั่นวาจาออกมาว่า จะฟ้องกลับดำเนินคดีกับกกต. ในข้อหาเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 เพราะการเลือกตั้งที่จัดขึ้น ไม่มีความสุจริตและเที่ยงธรรม

กกต.มีภาพลักษณ์เป็นบุคคลสาธารณะ (Public Figure) การกระทำหรือผลงานจึงเป็นที่สนใจและจับตามองของประชาชน ที่อาจไม่ต่างไปจากบุคคลสาธารณะอย่างนักร้อง นักแสดง เพราะความเป็นคนของประชาชน ที่ไม่พ้นการถูกวิพากษ์วิจารณ์
แม้ตามประมวลกฎหมายอาญาในเรื่อง หมิ่นประมาท มาตรา 326 การใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง ถือได้ว่าเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท แต่หากเป็นการแสดงความคิดเห็นหรือข้อความใดโดยสุจริต ติชมด้วยความชอบธรรม ซึ่งบุคคลหรือสิ่งใดอันเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทำถือได้ว่าเป็นข้อยกเว้นไม่มีความผิด หรือไม่ต้องรับโทษฐานหมิ่นประมาท

แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4563/2544 โจทก์ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบล จำเลยพูดผ่านเครื่องกระจายเสียงว่า โจทก์เป็นคนขี้โกงเอาที่สาธารณประโยชน์เป็นของตนเอง เพื่อให้ประชาชนต่อต้านการกระทำที่จำเลยเห็นว่า ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย เพราะการที่โจทก์เสนอตัวต่อประชาชนให้เลือกตน เป็นการแสดงว่าตนเป็นคนดีมีความซื่อสัตย์สุจริต ไว้วางใจให้เข้าไปมีส่วนร่วมบริหารกิจการแทนประชาชนได้ และการเรียกร้องเอาที่สาธารณประโยชน์คืน เป็นไปเพื่อประโยชน์ของประชาชน จำเลยจึงมีความชอบธรรมที่จะเปิดเผยให้ประชาชนทราบ เพื่อป้องกันส่วนได้เสียตามคลองธรรม ทั้งเป็นการแสดงความคิดเห็นติชมด้วยความเป็นธรรมอันเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทำ จำเลยไม่มีความผิด

คงต้องติดตามกันต่อไปว่า
ในกรณีกกต. จะดำเนินคดีหมิ่นประมาท ต่อบุคคลที่วิพากษ์วิจารณ์ให้ถึงที่สุด ทั้งที่ตัวเองยังมีบาดแผลและข้อบกพร่องอยู่

หากคดีถึงที่สุด กกต. แพ้คดีเสียเอง จะยิ่งเสียหน้า แล้วจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน


จำนวนการอ่าน 40 ครั้ง