สำนักกฎหมาย

มารุต บุนนาค

อินเตอร์เนชั่นแนล ลอว์ ออฟฟิศ

จ่ายเงินผิด

ลงพิมพ์ในแนวหน้า : 19 เมษายน 2562

ดร. รุจิระ บุนนาค

19 เมษายน 2562


Facebook Rujira Bunnag

Twitter @RujiraBunnag

เมื่อเงินเดือนเข้าบัญชีลูกจ้างแล้ว ลูกจ้างจะเชื่อโดยสุจริตว่าตนมีสิทธิในเงินนั้น เพราะนายจ้างเป็นคนจ่าย ทั้งเป็นค่าตอบแทนจากการทำงาน 

ต่อมากลับกลายเป็นว่า นายจ้างได้เรียกคืน เนื่องจากจ่ายเงินเดือนผิดพลาด ทั้งที่ลูกจ้างแต่ละคนมีความจำเป็นที่ต้องใช้เงินแตกต่างกันไป คนที่ใช้เงินหมดแล้ว เมื่อต้องมาจ่ายคืนกลายเป็นการสร้างภาระหนี้สินให้แก่ลูกจ้าง
 
เรื่องแบบนี้ไม่ควรที่จะเกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับหน่วยงานราชการ ยิ่งไปกว่านั้น ความผิดพลาดไม่ได้เกิดเป็นหลักเดือน แต่กลับกลายเป็นเวลาหลายปี

คงเป็นเรื่องธรรมดาที่เมื่อเกิดความผิดพลาดแล้ว หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ออกมาชี้แจงว่า ได้ทำอย่างดีที่สุดแล้วและจะเร่งหาสาเหตุของความผิดพลาด
 
เมื่อต้นเดือนมีนาคม พ.ศ. 2562 กระทรวงสาธารณสุข เรียกเงินเดือนเกินสิทธิคืน ในกลุ่มพนักงานราชการและลูกจ้างชั่วคราวที่ได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการก่อนวันที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2555 โดยมีผลตั้งแต่วันที่ ธันวาคม พ.ศ. 2557 เฉลี่ยคนละประมาณ 20,000-25,000 บาท



ส่วนมากเกิดจากการเทียบวุฒิและการคำนวณเงินเลื่อนขั้นเงินเดือนผิด ทำให้เงินเดือนเกินสิทธิเป็นเวลา ปี  บุคลากรที่ถูกเรียกเงินเดือนเกินสิทธิคืนมีจำนวน 302 ราย  ซึ่งเป็นร้อยละ ของบุคลากรที่ได้รับการปรับเงินเดือนทั้งหมด ที่มีประมาณ 8,000 กว่าราย  ประกอบไปด้วยพยาบาล พนักงานเภสัชกรรม เวชสถิติ ทันตกรรม รังสี เทคนิคการแพทย์ และอื่นๆ ในพื้นที่ จังหวัด คือ ศรีสะเกษ 91 ราย สมุทรปราการ 29 ราย เพชรบูรณ์ 28 ราย  กาฬสินธุ์ ราย  ตราด 17 ราย ชัยภูมิ 90 ราย  กระบี่ 40 ราย  ฉะเชิงเทรา ราย และปราจีนบุรี ราย
 
เงินเดือนพื้นฐาน (Base Salary) คือ ค่าตอบแทนที่จ่ายให้กับข้าราชการพลเรือนสามัญทุกคนตามประเภทตำแหน่งและระดับตำแหน่ง เพื่อสะท้อนถึงขนาดของงาน (Job Size) ผลงาน (Performance) และสมรรถนะ (Competency) โดยปัจจุบันได้แบ่งบัญชีเงินเดือนออกเป็น บัญชีตามประเภทตำแหน่ง คือ (1)  ประเภทบริหาร  (2) ประเภทอำนวยการ (3) ประเภทวิชาการ และ(4) ประเภททั่วไป ซึ่งแต่ละประเภทได้มีการกำหนดเงินเดือนขั้นต่ำขั้นสูงของแต่ละระดับไว้
 
การปรับเงินเดือนของข้าราชการพลเรือนสามัญจะออกเป็นพระราชกฤษฎีกา เหตุผลสำคัญของการปรับเพราะบัญชีอัตราเงินเดือนของข้าราชการพลเรือนสามัญในขณะนั้น ไม่เหมาะสมกับภาวะทางเศรษฐกิจและค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้นในเวลานั้น
 
แม้กระทรวงสาธารณสุข จะชี้แจงว่า ความผิดพลาดมีแค่ร้อยละ เท่านั้น ตัวเลขอาจดูน้อยสำหรับกระทรวงสาธารณสุข แต่สำหรับบุคลากรที่ได้รับผลกระทบ ต่างสงสัยว่า ทำไมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นกระทรวงสาธารณสุข สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง ปล่อยให้ระบบผิดพลาดมานานถึง ปี จำนวนเงินที่ถูกเรียกคืนสูงที่สุด คือ 90,000 กว่าบาท และจำนวนเงินต่ำที่สุด คือ 1,000 กว่าบาท จำนวนเงินรวมกันทั้งหมดประมาณ ล้านกว่าบาท
 



ตอนที่มีการปรับเงินเดือนถือเป็นเรื่องน่ายินดี เพราะเงินเดือนที่ได้ปรับ จะได้นำมาจัดสรรให้เหมาะสมกับภาวะทางเศรษฐกิจ  แต่เมื่อเทียบกับเงินเดือนของบุคลากรบางคน ที่ต้องคืนเงินและรับผิดชอบต่อสมาชิกในครอบครัว ที่อาจมีหลายชีวิต ทั้งลูกเล็ก  พ่อ แม่  และภาระหนี้สิน เช่น การผ่อนบ้าน ฯลฯ   เงินที่ได้รับ แล้วต้องใช้คืนกลับกลายเป็นการสร้างภาระ
 
การเรียกคืนควรคำนึงถึงว่า จะเรียกคืนอย่างไร ไม่ให้เกิดผล กระทบต่อค่าใช้จ่าย และชีวิตประจำวัน นับว่ายังเป็นเรื่องดีที่กระทรวงสาธารณสุข จะให้บุคลากรกลุ่มนี้ผ่อน ระยะยาว 5-10 ปี โดยไม่มีดอกเบี้ย
 
หากย้อนไปเมื่อช่วงเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2557 กรุงเทพมหานคร (กทม.) ได้ออกคำสั่งเรียกคืนเงินเดือนจากลูกจ้างประจำกทม. กว่า 500 คน เนื่องจากกระทรวงการคลังได้ตรวจสอบพบว่า กทม.ได้คำนวณเงินเดือนผิดโดยจ่ายเงินเดือนเกินไปจากการคำนวณที่แท้จริงให้แก่ลูกจ้างกทม. ตั้งแต่วันที่ เมษายน พ.ศ. 2553 หรือกว่า ปี ส่งผลให้ลูกจ้างแต่ละคนต้องคืนเงินให้กทม.เป็นเงินหลักหมื่นจนถึงหลักแสน รวมเป็นเงินที่คำนวณผิดพลาดจ่ายเกินทั้งหมดรวม 30 ล้านกว่าบาท ลูกจ้างกทม.ได้ฟ้องคดีต่อศาลปกครองกลาง ส่วนกทม.ได้เรียกลูกจ้างไปประชุมชี้แจง ทำหนังสือแจ้งให้คืนเงินและยื่นฟ้องลูกจ้าง ที่ไม่ยอมจ่ายคืนเงินเป็นรายบุคคลจนเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2561   ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ อ. 709/2561  ว่าเงินเดือนที่ กทม.ให้เกินมาทั้งหมด ศาลพิเคราะห์เห็นว่า ลูกจ้างไม่ต้องคืนเงินจำนวนดังกล่าวเนื่องจากลูกจ้างไม่ได้มีส่วนในการคำนวณเงินเดือนที่ผิดพลาด และได้รับมาเงินดังกล่าวมาโดยสุจริต
 
คำพิพากษาศาลปกครองในเรื่องนี้ ไม่ได้ระบุว่า ใครเป็นผู้รับผิดชอบในการคำนวณเงินเดือนที่ผิดพลาด ทำให้พิจารณาได้ว่า หากมีกรณีการจ่ายเงินแผ่นดินผิดพลาด ถือได้ว่าความเสียหายได้เกิดขึ้นแล้ว เพราะเป็นเงินของแผ่นดิน ควรมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการให้ถึงที่สุด เพื่อป้องกันมิให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีก
 
 
กรณีที่เกิดขึ้นกับบุคลากรทางสาธารณสุขนี้  คนในกระทรวงสาธารณสุขได้ชี้แจงว่า จะตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริง กรณีจ่ายเงินเดือนเกินสิทธิ การตรวจสอบจะทำเพื่อแก้ไขข้อผิดพลาด แต่จะไม่ได้สอบเพื่อเอาผิด

บางครั้งการเชือดไก่ให้ลิงดู น่าจะเป็นวิธีป้องกันความเสียหายได้ทางหนึ่ง

เรื่องนี้ควรถือเป็นทั้งบทเรียนและแนวทางการทำงานของหน่วยงานต่างๆ ที่ต้องมีตรวจสอบ ระมัดระวังในการบริหารจัดการเชิงระบบ 
 

จำนวนการอ่าน 64 ครั้ง