สำนักกฎหมาย

มารุต บุนนาค

อินเตอร์เนชั่นแนล ลอว์ ออฟฟิศ

หาเสียงกับเเรงงาน

ลงพิมพ์ในแนวหน้า : 12 เมษายน 2562

ดร. รุจิระ บุนนาค

12 เมษายน 2562


Facebook Rujira Bunnag

Twitter @RujiraBunnag

ตามประกาศคณะกรรมการค่าจ้าง เรื่อง อัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ฉบับที่ ที่ประกาศ ณ วันที่ 19
มกราคม พ.ศ. 2561 แต่ละจังหวัดจะมีอัตราค่าจ้างขั้นต่ำที่แตกต่างกันไป เพราะโครงสร้างแรงงาน และดัชนีผู้บริโภคที่ไม่เท่ากัน
 
ในท้องที่จังหวัดชลบุรี ภูเก็ต และระยอง อัตราค่าจ้างขั้นต่ำต่อวัน คือ 330 บาท ในท้องที่
กรุงเทพมหานคร ฉะเชิงเทรา นครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการและสมุทรสาคร อัตราค่าจ้างขั้นต่ำต่อวัน คือ 325 บาท นอกจากอัตราค่าจ้างขั้นต่ำที่กล่าวมา ในจังหวัดอื่นๆ ยังมีอัตรา 320 บาท  308 บาท  315 บาท 310 บาท สำหรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำต่อวัน ที่ต่ำสุด คือ 308 บาท ใช้บังคับในจังหวัดนราธิวาส ปัตตานี และยะลา
 
ก่อนประกาศฉบับนี้  อัตราค่าจ้างขั้นต่ำบังคับตามประกาศคณะกรรมการค่าจ้าง เรื่อง อัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ฉบับที่ ประกาศ ณ วันที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2559 เมื่อมีประกาศคณะกรรมการค่าจ้าง เรื่องอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ฉบับที่ ทำให้อัตราค่าจ้างขั้นต่ำทั่วประเทศในแต่ละจังหวัดปรับขึ้นแตกต่างกัน มีการปรับขึ้นประมาณ 5-20 บาท
 
แม้จะมีการปรับขึ้นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ แต่ยังคงไม่พอต่อการดำรงชีพ การใช้จ่ายในชีวิตประจำของผู้ใช้แรงงานจำนวนมาก  ที่ต้องทำงานเพียงลำพัง เพื่อหาเลี้ยงทั้งครอบครัว  
 
จึงไม่น่าแปลกใจเลย  ที่ในช่วงการหาเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ที่มีขึ้นเมื่อ
วันอาทิตย์ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2562 ที่ผ่านมา หลายพรรคการเมืองได้ชูนโยบาย เสนอให้ปรับขึ้นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ จัดให้มีกองทุนต่างๆ
 
พรรคการเมืองที่ชูนโยบายของเกี่ยวกับด้านแรงงาน  เช่น  พรรคภูมิใจไทยสนับสนุนให้มีการ
ทำงานที่ทำงาน วันต่อสัปดาห์ โดยสนับสนุนให้หน่วยงานทั้งราชการและเอกชนให้ลูกจ้างสามารถทำงานที่บ้านได้หนึ่งวัน เนื่องจากเทคโนโลยีการสื่อสารในปัจจุบันมีความทันสมัย หลายตำแหน่งงานสามารถทำงานได้ไม่ว่าจะอยู่ที่ใด
 
พรรคเพื่อไทยเสนอนโยบายผลักดันอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ  400 บาทต่อวัน เงินเดือนปริญญาตรี
ขั้นต่ำ 18,000 บาท ผลักดันให้เกิดระบบสวัสดิการสังคม จัดให้มีการจัดตั้งกองทุนสวัสดิการสังคมประเภทต่างๆ  ส่งเสริมให้มีระบบประกันการว่างงาน
 
พรรคประชาธิปัตย์เสนอนโยบายประกันรายได้แรงงาน ค่าแรงของคนไทยต้องไม่ต่ำกว่า 120,000 บาทต่อปี
 
พรรคพลังประชารัฐเสนอนโยบายผลักดันอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ 400-425 บาทต่อวัน ผู้จบอาชีวะต้องได้รับเงินเดือน 18,000 บาท ปริญญาตรีต้องได้รับเงินเดือน 20,000 บาท ยกเว้นภาษี ปี สำหรับผู้เพิ่งสำเร็จการศึกษา มีมาตรการลดภาระภาษีเงินได้ให้กับพนักงานเงินเดือน
 
พรรคอนาคตใหม่เสนอนโยบาย การประกันรายได้ยามว่างงาน ผลักดันมาตรการบำนาญแห่งชาติ สำหรับประชาชนคนไทยทุกคนให้ได้รับบำนาญ การปรับเปลี่ยนชั่วโมงการทำงานในกฎหมายแรงงานให้ไม่เกิน 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์
 
จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ การทำงานของประชากร เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2562 ผู้ที่อยู่ในแรงงานจำนวนทั้งสิ้น 38.32 ล้านคน ซึ่งประกอบด้วย ผู้มีงานทำ 37.78 ล้านคน ผู้ว่างงาน 3.00 แสนคน และผู้รอฤดูกาล 2.38 แสนคน
 
นโยบายประชานิยมด้านแรงงานของพรรคการเมือง ย่อมดึงคะแนนเสียงจากกลุ่มผู้ใช้แรงงานได้ ผู้ใช้แรงงานคงได้ใช้วิจารณญาณในการตัดสิน ก่อนออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้งว่า พรรคการเมืองนั้นๆจะสานฝันได้หรือไม่
 
ตามความเป็นจริงแล้ว การกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ เป็นอํานาจหน้าที่ของคณะกรรมการค่าจ้าง ซึ่งเป็นองค์กรไตรภาคี ตามพ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2551 ประกอบด้วย ผู้แทนฝ่ายนายจ้าง ผู้แทนฝ่ายลูกจ้าง และผู้แทนฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายละ คนเท่ากัน

ในการพิจารณากำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ คณะกรรมการค่าจ้างต้องศึกษาและพิจารณาจากดัชนี
ค่าครองชีพ อัตราเงินเฟ้อ มาตรฐานการครองชีพ ต้นทุนการผลิต ราคาสินค้าอุปโภคและบริโภคที่จำเป็นในการครองชีพของผู้ใช้แรงงาน   ราคาสินค้าในหมวดอาหารและเครื่องดื่ม ค่าพาหนะและการขนส่ง ความสามารถของธุรกิจ ผลิตภาพแรงงาน  ผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ  สภาพทางเศรษฐกิจและสังคม          
 
ดังนั้น การพิจารณาของคณะกรรมการค่าจ้าง จึงต้องอยู่บนพื้นฐานของความเสมอภาค โดยต้องฟังความเห็นของทุกฝ่าย เพื่อที่ทุกฝ่ายจะได้ให้การยอมรับร่วมกัน เพื่อที่นายจ้างสามารถประกอบธุรกิจต่อไปได้ และในขณะเดียวกันลูกจ้างสามารถดำรงชีวิตได้อย่างปกติสุข    
 
การหาเสียงโดยใช้อัตราค่าจ้างขั้นต่ำมาโน้มน้าว อาจทำให้เศรษฐกิจไทยถดถอย ทั้งยังทำให้ลูกจ้างบางส่วนไม่มีความกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้ในสิ่งใหม่ พัฒนาตนเอง บางคนอาจทำงานเพียงเช้าชามเย็นชาม

ต้องไม่ลืมว่า ครั้งหนึ่งประเทศไทยเอง ได้เคยขึ้นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำทั่วประเทศเป็น 300 บาทต่อวัน แต่แรงงานไทยกลับไม่ได้ยกระดับฝีมือแรงงานขึ้นมาแต่อย่างใด ในขณะที่นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างเพิ่มขึ้น ทำให้โรงงานที่ไม่สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ ต้องปิด กิจการลง ทั้งยังย้ายฐานการผลิต โดยเฉพาะอุตสาหกรรมสิ่งทอ ที่ย้ายจากประเทศไทยไปยังประเทศบังคลาเทศ กัมพูชา ที่มีฝีมือและค่าจ้างถูกกว่า ในที่สุดแรงงานไทยจำนวนมากต้องไร้ งานทำ
 


มีนักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ อธิบายว่า การผลักดันอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ 400-425 บาทต่อวัน
จากอัตราเฉลี่ย 300 บาทต่อวัน เป็นการเพิ่มถึงร้อยละ 33-40 มากกว่าเงินเฟ้อของประเทศที่ เพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 2-3 มากถึง 10 เท่า
 
การชูโยบายด้านแรงงาน นับว่าเป็นสิ่งที่ดี เพราะเป็นประโยชน์สำหรับผู้ใช้แรงงาน แต่มีข้อน่าสังเกตว่า เป็นการเอาใจผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งหรือไม่ เพราะหากสภาพเศรษฐกิจโดยรวมยังไม่พร้อม อาจเป็นผลเสียแก่ผู้ใช้แรงงาน เพราะผู้ประกอบการอาจเลือกใช้วิธีการลดพนักงาน หรือเลิกจ้างพนักงาน หรือซื้อหุ่นยนต์มาทำแทนในบางแผนก
 
สิ่งที่น่าจับตามองต่อไป บรรดาพรรคการเมืองที่จับขั้วเป็นรัฐบาล จะสามารถทำตามคำมั่น
สัญญาที่ให้ไว้แก่บรรดาผู้ใช้แรงงาน และประชาชนผู้มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งได้จริงหรือไม่  
 

จำนวนการอ่าน 25 ครั้ง