สำนักกฎหมาย

มารุต บุนนาค

อินเตอร์เนชั่นแนล ลอว์ ออฟฟิศ

สหภาพยุโรป กับ กม. ลิขสิทธิ์

ลงพิมพ์ในเดลินิวส์ : 9 เมษายน 2562

ดร. รุจิระ บุนนาค

9 เมษายน 2562


Facebook Rujira Bunnag

Twitter @RujiraBunnag

สภาสหภาพยุโรป (EU) ได้ลงมติให้ความเห็นชอบ ผ่านกฎหมายลิขสิทธิ์ใหม่เมื่อวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2562 ด้วยคะแนนเสียงเห็นชอบ 348 เสียง คัดค้าน 274 เสียง

ในระหว่างการพิจารณากฎหมายดังกล่าว สมาชิกสภาฝ่ายที่คัดค้านได้พยายามอย่างเต็มที่ ในการหาทางแก้ไขกฎหมายในช่วงเวลาสุดท้าย แต่ไม่ประสบความสำเร็จ

กฎหมายลิขสิทธิ์ใหม่นี้ แม้สภาสหภาพยุโรปจะได้ให้ความเห็นชอบ แต่ยังไม่มีผลบังคับใช้เพราะจะต้องได้รับการรับรองจากคณะมนตรียุโรปอย่างเป็นทางการเสียก่อน และอาจมีเวลานานถึงสองปี เพื่อให้สมาชิกแต่ละชาติในสหภาพยุโรปนำมาปรับใช้ เพื่อออกเป็นกฎหมายภายในของแต่ละประเทศ

กฎหมายลิขสิทธิ์นี้มีชื่อว่า EU Copyright Directive มีทั้งหมด 17 มาตรา มาตรา 11 (Article 11) มาตรา 13 (Article 13) เป็นสองมาตราที่มีข้อถูกเถียงมากที่สุด

มาตรา 11 กำหนดให้ในกรณีที่เว็บไซต์เชื่อมโยงหรือลิงค์ (Link) ข้อมูลจากเว็บไซต์อื่น จะต้องเสียค่าใช้จ่ายที่เรียกว่า ภาษีในการเชื่อมต่อหรือภาษีลิงค์ (Link Tax) เช่น Google News เป็นเว็บไซต์รวบรวม หัวข่าว และข่าวจากหลายสำนัก ที่ให้ผู้อ่านที่สามารถเชื่อมโยงหรือลิงค์ไปยังเว็บไซต์ของสำนักข่าวได้โดยตรง ต่อไป Google News ต้องเสียค่าใช้จ่าย ให้บรรดาสำนักข่าวแต่ละแห่ง แม้ว่าสำนักข่าวเหล่านั้นจะมีผู้เข้าชมและอ่านข่าวจากเว็บไซต์ของตนมากขึ้น

กรณีคล้ายกันนี้ได้เคยเกิดขึ้นกับสำนักข่าวแห่งหนึ่งในประเทศเยอรมันที่ห้าม Google News เชื่อมโยงหรือลิงค์กับข้อมูลข่าวสารของตน เป็นผลให้ยอดจำนวนผู้เข้าเยี่ยมชมและอ่านข่าวจากสำนักข่าวเยอรมันนั้น ลดลงไปเป็นจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม กฎหมายลิขสิทธิ์ใหม่นี้ ไม่ได้ห้ามบุคคลธรรมดาที่เชื่อมโยงหรือลิ้งค์ข้อมูลกับโซเชียลมีเดียของตน จึงสามารถทำได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย แต่หากเป็นกรณีบุคคลที่น่าสนใจ มีชื่อเสียง และมีคนติดตามเป็นจำนวนมาก เชื่อมโยงหรือลิ้งค์ข้อมูล จะยังอยู่ในข้อยกเว้นที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายหรือไม่ ยังนับว่าไม่ชัดเจน

มาตรา 13 กำหนดให้เว็บไซต์ที่เปิดโอกาสให้คนทั่วไปนำข้อมูลเข้าไปหรืออัพโหลด (Up Load) ในเว็บไซต์นั้น ประเภท YouTube Twitter Reddit จะต้องรับผิดชอบในกรณีที่ละเมิดลิขสิทธิ์ของคนอื่นดังนั้น เจ้าของเว็บไซต์จึงต้องสร้างกลไกคัดกรองข้อมูลเพื่อป้องกันปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์

ประเด็นมีอยู่ว่า บรรดาเจ้าของเว็บไซต์นั้น จะสามารถคัดกรองข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพได้มากน้อยแค่ไหน อย่างไร เพราะข้อมูลที่นำเข้าไปหรืออัพโหลด Up Load) มีเป็นจำนวนมากมหาศาล ซึ่งจะไม่สามารถปฏิบัติได้เลย แต่ในอนาคตอันใกล้อาจเป็นไปได้ ที่จะสร้างปัญญาประดิษฐ์หรือ AI (Artificial Intelligence) ที่มีประสิทธิภาพในการประมวลผลและคัดกรองข้อมูลได้รวดเร็ว

มาตรา 13 ยังได้ยกเว้นในกรณีที่มีผู้สร้างคอนเทนท์ที่เป็นการล้อเลียน (Parody) ลักษณะที่เป็น มีม (Memes) โดยนำรูปภาพหรือภาพเคลื่อนไหวที่มีลิขสิทธิ์มาตัดต่อเพื่อล้อเลียน

แต่อาจเกิดปัญหาตรงที่ตัวคัดกรอง ดังกล่าว จะสามารถคัดกรองข้อมูลว่าเป็นมีม ที่ได้รับการยกเว้น ได้หรือไม่ หรืออาจประมวลผลผิดเป็นว่า เป็นคอนเทนท์ที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ทำให้ไม่สามารถนำขึ้นหรืออัพโหลดข้อมูลในเว็บไซต์ได้

ปัญหาดังกล่าวได้สร้างความกังวลใจให้กับบุคคลทั่วไปที่ใช้โซเชียลมีเดีย รวมทั้งผู้ประกอบการทั้งหลาย

ในเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์ คงต้องพิจารณาถึงหลักกฎหมายเบื้องต้น (Basic) ของลิขสิทธิ์ที่ว่า กฎหมายลิขสิทธิ์ไม่คุ้มครองความคิด (Idea) แต่คุ้มครองการแสดงออกทางความคิด (Expression of Idea)

การที่มีความคิดเหมือนหรือซ้ำกัน ถือว่าไม่ละเมิดกฎหมายลิขสิทธิ์ กฎหมายลิขสิทธิ์ไม่ได้ให้ความคุ้มครอง แต่การแสดงออกทางความคิด ไม่ว่าจะลีลา หรือสำนวน หรือวิธีการ ที่เหมือนกันหรือ ลอกเลียน ต่างหากตรงนี้ที่กฎหมายลิขสิทธิ์ให้ความคุ้มครองประเทศไทยด้วย ไม่ควรกังวลจนเกินไป เพราะกฎหมายลิขสิทธิ์ใหม่ของสหภาพยุโรปไม่ใช้บังคับในประเทศไทย และจะใช้บังคับกับประเทศในทวีปยุโรปเท่านั้น

โซเชียลมีเดียเป็นสิ่งที่ไร้พรมแดน Globalization) ซึ่งอาจเป็นไปได้ ที่คนไทยผู้มีความสามารถในทางโซเชียลมีเดียอาจล่วงล้ำแดนเข้าไปกระทำผิดกฎหมายลิขสิทธิ์ใหม่ของสหภาพยุโรป

กฎหมายลิขสิทธิ์ใหม่ของสหภาพยุโรปในวันนี้ ยังไม่มีผลใช้บังคับ กว่าจะถึงเวลาที่กฎหมายมีผลบังคับใช้จริง อาจจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงแก้ไขเพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์และสภาพความเป็นจริง

จำนวนการอ่าน 50 ครั้ง