สำนักกฎหมาย

มารุต บุนนาค

อินเตอร์เนชั่นแนล ลอว์ ออฟฟิศ

Startup คิดให้ดี

ลงพิมพ์ในโพสต์ทูเดย์ : 19 กุมภาพันธ์ 2562

ดร. รุจิระ บุนนาค

19 กุมภาพันธ์ 2562


Facebook: Rujira Bunnag

Twitter: @RujiraBunnag

“Startup (สตาร์ทอัพ)” คือ การเริ่มต้นธุรกิจประเภทหนึ่ง ที่มักจะนำนวัตกรรมที่ใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ มาเป็นพื้นฐาน เป็นธุรกิจประเภทที่มีแนวความคิดแปลกๆ เพื่อตอบสนองและแก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน สร้างรายได้แบบทำซ้ำ ขับเคลื่อนด้วยความแปลกใหม่ มีการเติบโตแบบก้าวกระโดด ธุรกิจจึงทำเงินได้จำนวนมาก
 
สตีฟ แบลงค์ (Steve Blank) บิดาแห่งสตาร์ทอัพ ได้ให้คำนิยามว่า “ startup is an organization formed to search for repeatable and scalable business model “ แปลว่า สตาร์ทอัพ คือ กิจการที่ตั้งขึ้นเพื่อค้นหาต้นแบบหรือรูปแบบทางธุรกิจ (Business Model) ที่ทำซ้ำได้ (Repeatable) และขยายตัวได้ (Scalable) หัวใจของสตาร์ทอัพ อยู่ที่ต้นแบบหรือรูปแบบทางธุรกิจ  คือ รูปแบบวิธีการดำเนินกิจการของบริษัทในการสร้างรายได้
 
ย้อนไปหลายๆ ปีก่อน ถ้าจะทำธุรกิจพี่เลี้ยงเด็ก ผู้สูงอายุ เจ้าของธุรกิจต้องเปิดร้าน การขยายสาขาต้องมีเงินทุนที่จะไปซื้อ หรือเช่าสถานที่ ทั้งต้องจ้างพนักงานประจำ  เพื่อคอยต้อนรับลูกค้า ในปัจจุบันได้นำเทคโนโลยีมาขับเคลื่อนการให้บริการ  การทำธุรกิจสตาร์ทอัพ โดยการสร้างเว็บไซต์ (Website)  ทำแอพพิคเคชั่นบนมือถือ (Mobile Application) เปิดรับสมัครผู้ที่สนใจที่จะทำงานเป็นพี่เลี้ยงเด็ก  ผู้สูงอายุให้มาลงทะเบียน  ผู้ประกอบธุรกิจสตาร์ทอัพจะมาจัดทำหมวดหมู่  กลุ่มอายุ ประสบการณ์การทำงาน เพื่อให้ลูกค้าเลือกบุคคลตามต้องการ     ผู้ประกอบธุรกิจไม่จำเป็นต้องใช้ทุนขยายสาขา
 
           ในอดีตการเรียกใช้บริการแท็กซี่ อาจจำกัดอยู่เพียงโทรศัพท์เข้าศูนย์บริการแท็กซี่   แต่ปัจจุบันมีแกร็บ แท็กซี่ (GRAB Taxi) สามารถเรียกใช้บริการโดยผ่านแอพพิคเคชั่น เพื่อแก้ปัญหาของความยุ่งยากในการเรียกศูนย์ที่ต้องรอนาน ทั้งเมื่อถึงเวลา บางครั้งศูนย์แท็กซี่ จะโทรมาแจ้งว่า หาแท็กซี่ให้ไม่ได้  เมื่อผู้ประสงค์จะใช้บริการแกร็บ แท็กซี่ กำหนดตำแหน่งที่จะให้รับและไปส่ง   แอพพิคเคชั่นจะทำการเลือกแกร็บ แท็กซี่ ที่อยู่ใกล้ผู้ใช้บริการระยะเวลาการรอรถ  ทั้งคำนวณค่ารถ
 
สตาร์ทอัพและเอสเอ็มอี (SME Small and Medium Enterprise) มีความแตกต่างกัน คือ วิธีการหาเงินลงทุน   เพราะหัวใจของสตาร์ทอัพ คือ ความแปลกใหม่ ดังนั้น สตาร์ทอัพจึงไม่จำเป็นต้องลงทุนเอง แต่สามารถนำแนวความคิดที่แปลกใหม่นั้น ไปเสนอต่อนักลงทุน เพื่อโน้มน้าวใจให้ลงทุน เอสเอ็มอีส่วนใหญ่ใช้เงินทุนของตัวเอง หรือขอกู้จากธนาคารที่มีโครงการสนับสนุนสินเชื่อเพื่อเอสเอ็มอี
 
หนึ่งในสตาร์ทอัพ ที่นำมาแก้ไขปัญหาชีวิตประจำวัน เรื่องการจราจร คือ ไบค์ แชร์ริ่ง (Bike Sharing) เป็นบริการรถจักรยานสาธารณะ แนวความคิดของไบค์ แชร์ริ่ง คือ ผู้ใช้บริการจะดาวน์โหลดสมัครสมาชิก และเสียค่าสมาชิก จักรยานอัจฉริยะจะติดตั้งระบบจีพีเอส (GPS    เพื่อค้นหาจักรยานที่ใกล้ที่สุด ผู้ใช้บริการสามารถสแกนคิวอาร์โค๊ด (QR Code) เพื่อปลดล๊อคจากสถานีหนึ่ง นำจักรยานไปใช้ และไปจอดสถานีปลายทาง ชำระเงินผ่านอีเพย์เมนต์ (E-Payment) ตามระยะเวลาที่ใช้ไป
 
เมื่อกล่าวถึงไบค์ แชร์ริ่ง คนจำนวนไม่น้อยจะคิดถึงไบค์ แชร์ริ่ง โอโฟ่ (Bike Sharing Ofo) ที่เกิดจากแนวความคิดของชมรมจักรยานในมหาวิทยาลัยปักกิ่ง นำโดย ไต้เหว่ย (Dai Wei) นักศึกษาคณะบริหารธุรกิจ แรกเริ่มเปิดตัวเมื่อปี พ.ศ. 2557 ดำเนินการเพียงให้บริการในมหาวิทยาลัย  ปรากฏว่า ได้รับการตอบรับเป็นอย่างมาก ต่อมาได้ระดมทุนจากศิษย์เก่า และเปิดตัวอย่างเป็นทางการ เมื่อเดือนกันยายน พ.ศ. 2558 มีจักรยาน 2,000 คัน มีลูกค้า 20,000 คน ในมหาวิทยาลัยปักกิ่ง  มหาวิทยาลัยชั้นนำหลายแห่งในจีน เดือนธันวาคม พ.ศ.2558 มีลูกค้ามากกว่าแสนคนมีจักรยานนับหมื่นคัน
 
โอโฟ่ถือเป็นผู้บุกเบิก เมื่อผลตอบรับดีช่วงปี พ.ศ. 2559-2561 โอโฟ่ได้ขยายตัวเปิดบริการทั่วประเทศจีน  และประเทศต่างๆ ครอบคลุม 250 เมือง 20 ประเทศทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา อังกฤษ ออสเตรีย เยอรมนี สเปน ออสเตรเลีย สิงคโปร์ ไทย (เปิดตัวเดือนสิงหาคม พ.ศ.2560) โดยมีลูกค้าทั่วโลกร่วม 200 ล้านคน
 
เดือนกรกฎาคม พ.ศ.2560 โอโฟ่ได้รับการจัดให้เป็นยูนิคอร์น สตาร์ทอัพ ตามหลักเกณฑ์ ยูนิคอร์น สตาร์ทอัพ มูลค่าบริษัทจะมีมากกว่า 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 33,000 ล้านบาท) สำหรับโอโฟ่มีมูลค่าถึง 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 66,000 ล้านบาท
 
          เมื่อธุรกิจไบค์ แชร์ริ่ง ไปได้ดี โอโฟ่ จึงมีคู่แข่งเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นโมไบค์ (Mobike)  บูลโกโก (Bluegogo) ที่มีการตัดราคา เก็บค่าสมาชิกถูก ใช้ครบตามจำนวนชั่วโมงที่กำหนดสามารถใช้ฟรีได้กี่ชั่วโมง  สมาชิกโอโฟ่บางรายไปสมัครไบค์ แชร์ริ่งรายอื่น มีการเปรียบเทียบและพบว่า จักรยานของโอโฟ่ ขี่ยาก พังง่าย โซ่ชอบหลุด
 
นับจากช่วงกลางปี พ.ศ. 2561 โอโฟ่ต้องเผชิญมรสุมที่หนักหนาสาหัส กิจการที่เคยรุ่งเรืองทั่วโลกต่างทยอยปิดตัวลง เช่นเดียวกับในไทย แม้กระทั่งในจีนจะเห็นจักรยานสีเหลืองสัญลักษณ์ของโอโฟ่ทั้งสภาพดี และสภาพที่ไม่ต่างจากเศษเหล็กจอดตามที่ต่างๆ
 
เหมือนเคราะห์ซ้ำกรรมซัด เมื่อผู้ผลิตจักรยานรายใหญ่ Shanghai Phoenix Bicycle       ได้ยื่นฟ้องโอโฟ่เรียกค่าเสียหาย 10 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 33 ล้านบาท เนื่องจากโอโฟ่ได้ลงนามในสัญญาให้ Shanghai Phoenix Bicycle ผลิตจักรยาน เมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2560 ให้ผลิตจักรยาน ล้านคัน โดยจะทยอยซื้อตลอดปี จนถึงปีพ.ศ.2561 โอโฟ่ซื้อไปเพียง 2.1 ล้านคัน เพราะบางประเทศได้ปิดกิจการลงแล้ว ทั้งผู้ใช้บริการทั่วโลกต่างอยากได้มัดจำของตนเองคืน ซึ่งมีมูลค่าสูงถึง 20,000 ล้านหยวน หรือประมาณ 94,885 ล้านบาท 
 
นอกจากนี้ ไต้เหว่ย ซีอีโอ ยังถูกทางการจีนขึ้นแบล็คลิสต์ ห้ามเดินทางออกนอกประเทศ ไต้เหว่ยยอมรับว่า มีความคิดนับครั้งไม่ถ้วนว่า จะเลิกกิจการโอโฟ่ และยื่นขอล้มละลาย
 
โอโฟ่ถือเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับสตาร์ทอัพที่เพิ่งเริ่มต้น จึงต้องศึกษาสภาพตลาดให้ดีว่าควรขยายตลาดเช่นไร ควรประมาณทุนให้ดี เพื่อหลีกเลี่ยงการขาดสภาพคล่อง
 
สตาร์ทอัพที่ดี จึงควรโตแต่พอดี ก้าวไปช้าๆ อย่างมั่นคง ถ้ายังไม่แกร่งพอ อย่าโตแบบก้าวกระโดด ต้องศึกษาข้อมูลให้รอบด้านอย่างชัดเจน 
“ ยิ่งสูง ยิ่งหนาว ยิ่งสูง ยิ่งตกลงมาเจ็บ 

จำนวนการอ่าน 37 ครั้ง