สำนักกฎหมาย

มารุต บุนนาค

อินเตอร์เนชั่นแนล ลอว์ ออฟฟิศ

ภาษีความหวาน ความเค็ม

ลงพิมพ์ในโพสต์ทูเดย์ : 22 มกราคม 2562

ดร. รุจิระ บุนนาค

22 มกราคม 2562


Facebook Rujira Bunnag

Twitter @RujiraBunnag

บทบาทของภาษีอากรนั้น นอกจากจะใช้เป็นรายจ่ายในการพัฒนาประเทศด้านต่างๆ แล้ว ยังสามารถใช้เพื่อปรับ หรือกำหนดพฤติกรรมของผู้บริโภคได้ด้วย เช่น การขึ้นอัตราภาษีสรรพสามิตบุหรี่ทำให้ราคาบุหรี่สูงขึ้น ส่งผลให้คนสูบบุหรี่น้อยลง การขึ้นอัตราภาษีศุลกากรสินค้าหรูหราฟุ่มเฟือย ทำให้มีการนำเข้าสินค้าฟุ่มเฟือยเหล่านั้นลดน้อยลง ประเทศขาดดุลการค้าน้อยลง เป็นต้น
 
ในระยะหลังๆ นี้ ภาษีถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการช่วยให้ประชาชนสุขภาพดีขึ้นด้วย โดยเฉพาะในด้านการบริโภคอาหารและเครื่องดื่ม เพราะโรคภัยไข้เจ็บที่สำคัญหลายอย่างไม่ได้เกิดจากเชื้อโรค แต่เกิดจากพฤติกรรมการดื่มและการรับประทานของบุคคลนั้นๆ หากประชาชนไม่เจ็บป่วย จะสร้างงานได้มาก และไม่เป็นภาระกับรัฐในการให้การรักษาพยาบาล
 
เมื่อไม่นานมานี้ กรมสรรพสามิตได้ศึกษาการจัดเก็บภาษีจากอาหารที่มีความเค็มสูง เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป โจ๊กซอง ซุปก้อน เครื่องปรุงต่างๆ  เพื่อให้คนไทยมีสุขภาพที่ดีขึ้น เพราะจากการศึกษาของเครือข่ายลดการบริโภคเค็ม คนไทยส่วนใหญ่บริโภคอาหารที่มีเกลือหรือโซเดียม ซึ่งมีความเค็มในแต่ละวันเกินกว่าที่ร่างกายต้องการ โดยเกินกว่าค่ากำหนดขององค์การอนามัยโลกที่กำหนดไว้ วันละ 2,000 มิลลิกรัม หรือ ช้อนชา ถึง เท่า
 
การบริโภคอาหารที่มีรสเค็มจัด ก่อให้เกิดโรคต่างๆ เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคไต โรคหัวใจ และอัมพาต ซึ่งประมาณกันว่า รัฐต้องจ่ายค่าใช้จ่ายในการรักษาประชาชนที่เจ็บป่วยจากการบริโภคเค็มปีหนึ่งๆ จำนวนสูงถึง หมื่นล้านบาทถึง แสนล้านบาททีเดียว

การจัดเก็บภาษีความเค็ม จะทำให้คนไทยมีสุขภาพดีขึ้น หากผู้ประกอบการไม่สามารถลดความเค็ม และสินค้าของตนมีปริมาณเกลืออยู่มากเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ผู้ประกอบการจะต้องเสียภาษีเพิ่มมากขึ้น
 
ในขณะเดียวกันหากผู้ประกอบการจะผลักภาระภาษีไปให้กับผู้บริโภค โดยการขึ้นราคาสินค้า อาจส่งผลให้ผู้บริโภคซื้อสินค้าดังกล่าวลดลง ทำให้บริโภคสินค้าที่มีความเค็มเกินลดลงโดยปริยาย 
 
นอกจากนี้ ภาษีความเค็มจะกระตุ้นให้ผู้บริโภคหันมาสนใจ หรือตระหนักว่า ตนรับประทานสินค้าที่มีความเค็มสูงมากอยู่ เป็นผลเสียกับสุขภาพ จึงลดการบริโภคลงด้วยตนเอง
 
อย่างไรก็ตาม กระทรวงการคลังมีแนวโน้มว่า จะไม่เห็นด้วยกับการจัดเก็บภาษีความเค็มดังกล่าว ตามที่กรมสรรพสามิตเสนอมา เพราะการจัดเก็บภาษีความเค็มจะส่งผลกระทบกับผู้มีรายได้น้อย หากขึ้นราคาสินค้าบางอย่าง เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป
 
นอกจากนี้ การจัดเก็บภาษีความเค็มจะจัดเก็บเฉพาะจากผู้ที่ผลิตอาหารแบบอุตสาหกรรมเท่านั้น ซึ่งต้องมีหีบห่อที่ระบุปริมาณเกลือ โซเดียมต่างๆ ในอาหาร ไม่ได้จัดเก็บจากผู้ขายอาหารทั่วไป เช่น ชาวบ้านที่ทำปลาเค็มขาย หรือร้านก๋วยเตี๋ยวที่มีน้ำซุปเค็ม ซึ่งไม่ต้องจ่ายภาษีความเค็ม ดังนั้น ภาษีความเค็มจึงจะจัดเก็บจากผู้ประกอบการเพียงไม่กี่ราย และทำรายได้เข้ารัฐจำนวนไม่มากนัก กระทรวงการคลังจึงเห็นว่า กรมสรรพสามิตควรศึกษาพิจารณาการจัดเก็บภาษีประเภทอื่นๆ เช่น ภาษีสิ่งแวดล้อม และภาษีออนไลน์มากกว่า
 
อย่างไรก็ตาม หากจะพิจารณาว่า ประเทศไทยควรจัดเก็บภาษีความเค็มหรือไม่นั้น อาจพิจารณาได้จากการจัดเก็บภาษีอาหารในรูปแบบอื่นที่ได้ทำไปแล้ว เช่น การจัดเก็บภาษีความหวาน อันเก็บจากอาหารเครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาลเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด

สำหรับประเทศไทย ได้มีการกำหนดจัดเก็บภาษีความหวานตั้งแต่ปี พ.ศ. 2560 โดยการแก้ไขเพิ่มอัตราภาษีสรรพสามิตสำหรับเครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาลเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด กฎหมายมีผลบังคับใช้ในปี พ.ศ. 2561 ซึ่งให้ผู้ประกอบการมีเวลาปรับตัว ปีในการลดน้ำตาลลง โดยกระทรวงการคลังแจ้งว่า เป็นการมุ่งเป้าไปที่เรื่องสุขภาพ ไม่ใช่เรื่องรายได้
 
คนไทยส่วนใหญ่บริโภคน้ำตาลในวันหนึ่งๆ เกินกว่าที่องค์การอนามัยโลกกำหนดแนะนำที่ ช้อนชาไปถึง 4.7 เท่า การบริโภคน้ำตาลเป็นจำนวนมากก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพ เช่น เบาหวาน โรคหัวใจและหลอดเลือด
 
ผลกระทบที่เห็นชัดที่สุดในเรื่องความหวานคือ ชาเขียว แต่เดิมเมื่อมีการผลิตเครื่องดื่มชาเขียวบรรจุขวดเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ได้รับผลตอบรับที่ดีมาก เพราะเชื่อว่า การดื่มชาเขียวเป็นผลดีกับสุขภาพแบบที่เห็นจากความนิยมดื่มชาเขียวในประเทศญี่ปุ่น
 
ต่อมามีการพบว่า ชาเขียวบรรจุขวดมีปริมาณน้ำตาลสูงมาก บางรสมีน้ำตาลสูงกว่าน้ำตาลในน้ำอัดลมด้วยซ้ำ การบริโภคจึงลดลงมากตามกระแสรักษาสุขภาพในปัจจุบัน ทำให้ตลาดชาเขียวหด  ตัวลง บริษัทผู้ผลิตชาเขียวจึงมีรายได้ และผลกำไรเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เมื่อประกอบกับผู้ประกอบการไม่สามารถปรับสูตรลดน้ำตาลลงภายในวันที่ ตุลาคม 2562 จะต้องเสียภาษีความหวานในอัตราก้าวหน้าคือ ยิ่งน้ำตาลมากยิ่งเสียภาษีมาก ทำให้ราคาหุ้นบริษัทผู้ผลิตชาเขียวบางรายในตลาดหลักทรัพย์ดิ่งลงเรื่อยๆ แบบที่ไม่เห็นสัญญาณฟื้นตัว เพราะผลประกอบการในอนาคตไม่น่าที่จะดีขึ้น
 
นอกจากชาเขียวแล้ว เครื่องดื่มประเภทกาแฟ และชาได้รับผลกระทบด้วย เพราะต้องเสียภาษี จากเดิมที่เครื่องดื่มประเภทนี้ได้รับยกเว้นภาษี เพราะใช้วัตถุดิบที่เป็นการส่งเสริมเกษตรกรภายในประเทศ
 
ประเทศอื่นๆ อีกที่จัดเก็บภาษีความหวาน เช่น ประเทศฝรั่งเศส การจัดเก็บภาษีความหวานทำให้ปริมาณน้ำตาลในน้ำอัดลม เครื่องดื่มที่มีโซดาผสมลดลงอย่างมาก เพราะผู้ประกอบการเปลี่ยนไปใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลเป็นส่วนผสมแทน สำหรับประเทศฮังการีนั้น มีการจัดเก็บทั้งภาษีความหวานและภาษีความเค็ม ซึ่งได้ผลดีเช่นกัน เพราะประชาชนลดการบริโภคลง และยอดขายของผู้ผลิตอาหารหวานจัด เค็มจัดลดลงมาก ส่วนประเทศโปรตุเกสกำลังจะจัดเก็บภาษีความเค็มในเร็วๆ นี้
 
นอกจากนี้ สำหรับอาหารอื่นๆ ในประเทศอังกฤษยังมีแนวคิดจากนักวิจัยมหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ด เสนอให้รัฐบาลอังกฤษจัดเก็บภาษีเนื้อแดง เช่น เนื้อวัว เนื้อแกะ ด้วย เพราะการบริโภคเนื้อแดงทำให้เกิดโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง และโรคเบาหวาน ส่วนเนื้อแดงที่ผ่านกระบวนการถนอมอาหาร เช่น ไส้กรอก แฮม เบคอน นั้น ทำให้เกิดโรคมะเร็ง เพื่อประชาชนจะได้บริโภคเนื้อแดงลดลง
 
ดังนั้น หากพิจารณาแนวโน้มจากประเทศต่างๆ แล้ว ประเทศไทยควรมีการจัดเก็บภาษีความเค็ม เพราะแม้การจัดเก็บจะเพิ่มรายได้เข้ารัฐไม่มาก แต่จะเป็นการลดค่าใช้จ่ายของรัฐในการรักษาพยาบาลประชาชน และยังทำให้ประชาชนมีสุขภาพที่ดีขึ้นด้วย
 

จำนวนการอ่าน 328 ครั้ง