สำนักกฎหมาย

มารุต บุนนาค

อินเตอร์เนชั่นแนล ลอว์ ออฟฟิศ

บัตรเลือกตั้งแบบไฮบริด

ลงพิมพ์ในแนวหน้า : 28 ธันวาคม 2561

ดร. รุจิระ บุนนาค

28 ธันวาคม 2561


Facebook Rujira Bunnag

Twitter @RujiraBunnag

การเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562   เดิมทีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)  ได้มีแนวคิดที่จะใช้บัตรเลือกตั้ง ที่มีเพียงหมายเลขผู้สมัครโดยไม่มีชื่อ และเครื่องหมายหรือโลโก้พรรคการเมือง แต่กลับเกิดกระแสต่อต้านว่า ไม่ถูกต้องขัดต่อรัฐธรรมนูญและหลักปฏิบัติสากล หลายฝ่ายพิจารณาว่า บัตรเลือกตั้งที่มีเพียงหมายเลขผู้สมัคร อาจสร้างความสับสนจนนำไปสู่การทุจริตการเลือกตั้ง

ผู้มีสิทธิเลือกตั้งย่อมต้องการเลือกคนที่ตนมีความตั้งใจ ที่จะเลือกจริงๆ บัตรเลือกตั้งที่ดีควรมีรายละเอียดที่สำคัญ  เช่น หมายเลข ชื่อพรรคการเมือง เครื่องหมาย หรือโลโก้พรรคการเมือง  เพราะบางคนอาจอ่านชื่อพรรคไม่ออก บางประเทศอย่างอินเดียมีการออกกฎหมายว่า การออกแบบเครื่องหมาย หรือโลโก้พรรคการเมือง ต้องเป็นรูปแบบที่ประชาชนจดจำได้ง่าย  บางประเทศจะมีทั้งชื่อและรูปผู้สมัคร เพื่อให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง สามารถเลือกผู้สมัครที่ต้องการได้อย่างถูกต้อง การออกแบบบัตรเลือกตั้งที่มีรายละเอียดถี่ถ้วน จะเป็นประโยชน์ต่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ที่ไม่สามารถอ่านออกเขียนได้ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งบางคน อาจรู้จักตัวเลขเพียงที่ปรากฏบนเหรียญและธนบัตร

บัตรเลือกตั้งในแต่ละประเทศจะมีความแตกต่างกัน  ในประเทศญี่ปุ่น ผู้มีสิทธิเลือกตั้งต้องเขียนชื่อของผู้สมัครลงในบัตรเลือกตั้ง  ในประเทศฝรั่งเศสผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะเลือกบัตรที่มีชื่อผู้สมัครและนำมาหย่อนในหีบบัตรเลือกตั้ง 

ตามหลักสากลบัตรเลือกตั้งควรมี (1) หมายเลขผู้สมัคร (2) ชื่อผู้สมัคร (3) ชื่อพรรคการเมือง (4) โลโก้พรรคการเมือง

ที่ผ่านมา  บัตรเลือกตั้งของประเทศไทยมีสองแบบ คือ บัตรดั้งเดิม เลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) แบ่งเขต โดยมีตัวเลขกับช่องกากบาท  ต่อมาปีพ.ศ. 2544  มีส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อหรือปาร์ตี้ลิสต์เพิ่ม  บัตรเลือกตั้งจึงเพิ่มชื่อ และเครื่องหมายหรือโลโก้พรรคการเมือง ก่อนการเลือกตั้งพรรคการเมืองจะจับสลากว่า ได้หมายเลขอะไร เช่น พรรค “ก” จับได้หมายเลข “1”  ทั่วประเทศไม่ว่าจะมีกี่เขต ผู้สมัครจากพรรค “ก” จะเป็นหมายเลข “1”  เช่นเดียวกับพรรค “ฮ” จับได้หมายเลข “2”  ทั่วประเทศไม่ว่าจะมีกี่เขต ผู้สมัครจากพรรค “ฮ” จะเป็นหมายเลข “2”  

จนเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2561 กกต.ได้มีมติเป็นเอกฉันท์ว่า การเลือกตั้งที่จะมีขึ้นวันที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562   กำหนดให้บัตรเลือกตั้งประกอบด้วย (1) หมายเลขผู้สมัคร (2) ชื่อผู้สมัคร และ (3) ชื่อพรรคการเมือง บัตรเลือกตั้งครั้งนี้ ถือเป็นการพลิกโฉมบัตรเลือกตั้งครั้งก่อน มีการตั้งชื่อว่า “บัตรไฮบริด”คือเป็นบัตรลูกผสมที่มาจากบัตรเลือกตั้งส.ส.แบบแบ่งเขตและแบบบัญชีรายชื่อบัตรเลือกตั้งนี้ กาหนึ่งได้ถึงสามผู้มีสิทธิเลือกตั้ง จะได้บัตรเลือกตั้งเพียงใบเดียว และมีสิทธิกาช่องกากบาทได้เพียงครั้งเดียว แต่ได้ถึงสาม คือ  (1) ส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง (2) ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ (3) บัญชีรายชื่อนายกรัฐมนตรีของพรรคการเมืองนั้น

  ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพ.ศ. 2561 การเลือกตั้งวันที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562  จะแบ่งออกเป็น 350 เขต (แต่เดิม 375 เขต) แต่ละเขตผู้สมัครต้องจับหมายเลข ทำให้แต่ละเขต ที่แต่ละพรรคส่งผู้สมัคร จะมีหมายเลขของผู้สมัครไม่ตรงกัน แล้วแต่จะจับได้หมายเลขอะไร  ดังนั้น หมายเลข  “1”  ของแต่ละเขตทั่วประเทศ จะมาจากพรรคการเมืองที่ต่างกัน ทำให้บัตรเลือกตั้งมีทั้งสิ้น 350 แบบ

ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ต้องตรวจสอบให้แน่ชัดว่า พรรคการเมืองที่ตนชื่นชอบได้ส่งผู้สมัครหรือไม่  พรรคขนาดใหญ่อาจส่งผู้สมัครครบ 350 เขต ในขณะที่บางพรรคส่งเพียง 100 เขต  ถ้าผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่ได้ตรวจสอบให้แน่ชัด เข้าใจว่าพรรคที่ตนชื่นชอบได้ส่งผู้สมัคร และได้ไปกาช่องกากบาทที่ไม่มีผู้สมัคร ย่อมทำให้บัตรเลือกตั้งใบนี้ กลายเป็นบัตรเสีย

คะแนนตรงช่องไม่ประสงค์จะลงคะแนนของกฎหมายเลือกตั้งฉบับนี้ ถือเป็นคะแนนที่มีค่า  เพราะกฎหมายกำหนดไว้ชัดเจนว่า คะแนนของผู้สมัคร ที่ชนะในเขตเลือกตั้งแต่ละเขต จะต้องมีคะแนนมากกว่าคะแนนที่ไม่ประสงค์จะลงคะแนน  ดังนั้น พรรคการเมืองทุกพรรคที่ส่งผู้สมัครในเขตนั้น ต้องสรรหาผู้สมัครลงรับเลือกตั้งในเขตนั้นใหม่ทั้งหมด และต้องจัดการเลือกตั้งในเขตนั้นใหม่  หากคะแนนที่ได้ มีน้อยกว่าคะแนนที่ไม่ประสงค์จะลงคะแนน  

ปัญหาที่สำคัญสำหรับผู้มีสิทธิเลือกตั้ง คือ  เมื่อหมายเลขผู้สมัครของแต่ละพรรคไม่ตรงกันทั้งประเทศ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะจดจำหมายเลขผู้สมัครในเขตของตนเองได้อย่างไร เรื่องนี้เปรียบเสมือนถอยหลังลงคลอง เพราะก่อนหน้านี้ ได้มีความพยายามที่จะผลักดันให้ผู้สมัครทุกเขตของแต่ละพรรคมีหมายเลขสมัครเป็นหมายเลขเดียวกันทั่วประเทศ เพื่อให้ง่ายต่อการจดจำและเข้าใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ซึ่งได้ทำสำเร็จในการเลือกตั้งมาหลายครั้ง   และผู้มีสิทธิเลือกตั้งเริ่มชินแล้ว แต่กฎหมายปัจจุบันกลับให้ผู้สมัครแต่ละเขตต้องจับหมายเลขใหม่  การทำเช่นนี้ย่อมสิ้นเปลืองทั้งงบประมาณ และใช้ระยะเวลาในการจัดพิมพ์  ทั้งการเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร ต้องใช้เวลาในการส่งบัตรเลือกตั้ง จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่า  หากจะมีการใช้เหตุผลนี้เป็นข้ออ้างว่า ไม่สามารถจัดเลือกตั้งได้ทันภายในวันที่ 24 กุมภาพันธ์  พ.ศ. 2562 

การให้เหตุผลของผู้ร่างกฎหมายเลือกตั้งฉบับปัจจุบันที่ว่า ไม่สามารถกำหนดให้หมายเลขของผู้สมัครเหมือนกันทุกเขตทั่วประเทศเหมือนที่ผ่านมา เพราะบางพรรคไม่ส่งผู้สมัครให้ครบทุกเขต  ดูไม่มีน้ำหนัก  เพราะหากพรรคไหนไม่ส่งผู้สมัครในเขตนั้น สามารถหาทางออก โดยไม่ต้องให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งกาช่องกากบาทที่ไม่มีผู้สมัครของพรรคนั้นในเขตนั้นไปเลย หรืออาจแก้ไขโดยให้พรรคที่ส่งผู้สมัครไม่ครบ ให้อยู่ลำดับท้ายๆ เพื่อป้องกันความสับสน 

ความสำคัญของการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยคือ ประชาชนต้องมีส่วนในการกำหนดนโยบายของประเทศที่ประชาชนออกมาใช้สิทธิ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะพอใจกับนโยบายของพรรคการเมือง เมื่อพรรคการเมืองใดได้เป็นรัฐบาล พรรคการเมืองนั้นย่อมมีหน้าที่ต้องนำนโยบายตามที่ได้หาเสียงไว้  กำหนดเป็นนโยบายในการบริหารประเทศ 

รูปแบบการเลือกตั้งที่ทำให้ประชาชนเข้าใจได้ง่าย ย่อมทำให้ประชาชนสามารถเลือกพรรคการเมืองที่ตนพอใจได้อย่างถูกต้อง 

จำนวนการอ่าน 17 ครั้ง