สำนักกฎหมาย

มารุต บุนนาค

อินเตอร์เนชั่นแนล ลอว์ ออฟฟิศ

คิวอาร์โค้ดกับหนังสือเรียน

ลงพิมพ์ในแนวหน้า : 21 ธันวาคม 2561

ดร. รุจิระ บุนนาค

21 ธันวาคม 2561


Facebook Rujira Bunnag

Twitter @RujiraBunnag

คิวอาร์โค้ด  QR Code (Quick Response Code) มีสัญลักษณ์เป็นสี่เหลี่ยม การใช้งานต้องใช้ผ่านสมาร์ทโฟน โดยใช้กล้องสแกนบนคิวอาร์โค้ด หลังจากนั้นสมาร์ทโฟนจะอ่านคิวอาร์โค้ด เข้าสู่เว็บไซต์โดยไม่ต้องพิมพ์ชื่อ สามารถเข้าถึงข้อมูลต่างๆ  เช่น รายละเอียดสินค้า รายการส่งเสริมการขาย สถานที่ตั้งร้านค้า ในปัจจุบันร้านค้าบางร้านได้มีการนำคิวอาร์โค้ดมาสแกนเพื่อชำระเงิน
 
ปัจจุบันสำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้อนุญาตให้หลายสำนักพิมพ์ใส่คิวอาร์โค้ดลงในหนังสือเรียนวิชาต่างๆ เชื่อมโยงไปยังเนื้อหาสาระ ที่นักเรียนควรได้เรียนรู้เพิ่มเติม ที่อยู่ในลักษณะของข้อความป๊อปอัพ (Pop Up) ภาพนิ่ง สไลด์ วิดีโอคลิป หรือเชื่อมโยงไปเว็บไซต์  เพื่อกระตุ้นความสนใจของนักเรียน ที่ทำให้นักเรียนเข้าใจมากขึ้น โดยเฉพาะวิชาที่ต้องมีภาพเคลื่อนไหวประกอบ เช่น วิชาที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรม ภูมิศาสตร์
 
เมื่อคิวอาร์โค้ด ต้องใช้ผ่านสมาร์ทโฟน ทำให้นักเรียนที่ต้องการหาข้อมูลเพิ่มเติม จำเป็นต้องมีสมาร์ทโฟนเท่านั้น แต่แท้จริงแล้ว นักเรียนแต่ละคนมาจากครอบครัวที่ต่างกัน บางคนอาจไม่มีโทรศัพท์มือถือ บางคนมีเพียงโทรศัพท์กดปุ่ม ในขณะที่บางคนมีสมาร์ทโฟนที่มีคุณสมบัติไม่แพ้คนทำงาน
 
นักเรียนที่ไม่มีสมาร์ทโฟน จึงไม่สามารถเข้าถึงเนื้อหาบางส่วนในหนังสือของสำนักพิมพ์ใส่คิวอาร์โค้ด  หากนักเรียนต้องการเข้าถึงเนื้อหาบทเรียนนักเรียนต้องมีสมาร์ทโฟนเป็นทางเลือกที่ดี  หรือ ?
 
ต้นทุนชีวิตของเด็กแต่ละคนย่อมต่างกัน  บางครอบครัวมีรายได้ดี  การซื้อสมาร์ทโฟน  จึงเป็นเรื่องง่าย ขณะที่บางครอบครัวต้องหาเช้ากินค่ำ การจะมีสมาร์ทโฟนอาจต้องเก็บเงินหลายเดือน หรือต้องอดมื้อกินมื้อ สมาร์ทโฟนถือได้ว่า เป็นการเพิ่มภาระ อาจทำให้ต้องไปกู้หนี้ยืมสิน หรือจำนำของใช้ เพื่อให้ได้สมาร์ทโฟนมา เพื่อการศึกษาของลูก
 
              การที่เพื่อนๆ มีสมาร์ทโฟน แต่ตนเองไม่มี อาจทำให้เด็กเกิดปมด้อยสร้างความกดดันให้แก่เด็ก หรือเมื่อมีของใครล้ำสมัยที่สุด สร้างความแตกแยก เหลื่อมล้ำ เด็กบางคนอาจเก็บเงินจนยอมอดอาหารกลางวัน หรือบางคนที่คิดไม่เป็นอาจขโมยเงินเพื่อน เพื่อให้ได้สมาร์ทโฟนมาใช้
 
จากการสำรวจของ “We Are Social” บริษัทเอเจนซี่ในสหราชอาณาจักร และ Hootsuite  (ฮูดซุยท) ผู้ให้บริการการตลาดบนโซเชียลมีเดีย (Social Media) เมื่อเดือนมกราคม พ.ศ. 2561 มีผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตทั่วโลกกว่า พันล้านราย ประเทศไทยมีประชากร 69.11 ล้านคน มีผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ต 57 ล้านคน โดยใช้สังคมออนไลน์ (Social Network)  51 ล้านคน ทั้งนี้ ประเทศไทยครองแชมป์ประเทศที่มีอัตราการใช้อินเทอร์เน็ตมากที่สุด เฉลี่ยหนึ่งคนจะใช้อินเทอร์เน็ตมากกว่า 9.38 ชั่วโมง    ต่อวัน ความถี่ในการใช้อินเทอร์เน็ต คือ (1) ใช้ทุกวัน ร้อยละ 90  (2) ใช้อย่างน้อยหนึ่งครั้งต่อสัปดาห์ร้อยละ  (3) ใช้อย่างน้อยหนึ่งครั้งต่อเดือน ร้อยละ 2
 
กิจกรรมในการใช้อินเทอร์เน็ตเป็นประจำแต่ละสัปดาห์ในสมาร์ทโฟนพบว่า (1) ค้นหาบน   เสิร์ชเอนจิน (Search Engine) ร้อยละ 37  (2) บนสังคมออนไลน์ร้อยละ 73 (3) เกมร้อยละ22  (4) วิดีโอร้อยละ 63 (5) ค้นหาข้อมูลสินค้าร้อยละ15
 
ตัวเลขข้างต้นไม่ได้แบ่งกลุ่มอายุของผู้ใช้ แต่สามารถชี้ถึงพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตของคนไทย เคยมีกลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัยของรัฐแห่งหนึ่งได้ลงพื้นที่สำรวจ และพบว่า เด็กจำนวนไม่น้อยที่นิยมเล่นเกมออนไลน์ที่มีความรุนแรง  ทั้งบางชุมชน  เด็กอายุ 12-13 ปี จะจับกลุ่ม – คน ดูหนังโป๊จากสมาร์ทโฟน
 
          แม้สมาร์ทโฟนจะทำให้เด็กเข้าถึงแหล่งข้อมูลการศึกษาได้ง่าย สิ่งใดที่มีคุณอนันต์ ย่อมมีโทษมหันต์ หากเด็กใช้อย่างถูกต้อง ภายใต้การดูแลของผู้ปกครองและครู จะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อตัวเด็ก  แต่จากตัวเลขข้างต้น คนส่วนมากจะใช้เพื่อความบันเทิงมากกว่าความรู้ ย่อมทำให้เด็กเกิดพฤติกรรมการเลียนแบบจากคนรอบข้างได้ นอกจากนี้ สังคมออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นการแชท (Chat) ผ่านไลน์ (Line) ทวิตเตอร์ (Twitter)  เฟซบุ๊ค (Facebook) สุ่มเสี่ยงต่อการมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เด็กผู้หญิงบางคนอาจกล้าทำในสิ่งที่ไม่ควรทำ เช่น ถ่ายรูปเปลือย  จนในที่สุด อาจถูกล่อลวงกระทำชำเรา หรือหายตัวออกไปจากบ้านอย่างไร้วี่แวว
 
เมื่อต้นปีพ.ศ. 2561 กรมสุขภาพจิตเปิดเผยว่า เด็กไทยอายุ 6-12 ปี ไม่ต่ำกว่าหนึ่งล้านคนกำลังเผชิญกับ “โรคสมาธิสั้น” อาการที่บ่งบอก เช่น ไม่มีสมาธิในการเรียน ไม่สามารถทำงานที่ครูสั่งได้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะใช้เวลาเล่นสมาร์ทโฟนวันละหลายชั่วโมงติดต่อกัน  เด็กที่ป่วยเป็นโรคสมาธิสั้นจะส่งผลในระยะยาว จะพกพาอาการเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น และวัยผู้ใหญ่ สุ่มเสี่ยงจะเป็นโรคซึมเศร้า มีพฤติกรรมก้าวร้าวใช้ความรุนแรงมีโอกาสติดยาเสพติด และร้ายแรงที่สุดคือ ฆ่าตัวตาย
 
สัญญาณอินเทอร์เน็ตบนสมาร์ทโฟน สามารถส่งผลต่อการเรียนรู้ของเด็กให้ด้อยลง เนื่องจากคลื่นสัญญาณกระทบต่อระบบประสาทและสมอง  เด็กบางคนจ้องหน้าจอเป็นเวลาหลายชั่วโมงติดต่อกัน จนเป็นโรคกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง หากรักษาไม่ทันท่วงที  สายตาอาจสูญเสียการรับภาพ มิติ

ฝรั่งเศสเล็งเห็นถึงอันตรายจากเด็กติดสมาร์ทโฟน ห้ามโรงเรียนไม่ให้เด็กอายุ 3-15 ปี ใช้สมาร์ทโฟน และอุปกรณ์เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตอื่นๆ เช่น แท็บเล็ต แม้จะเป็นช่วงพักเรียน แต่มีข้อยกเว้นสำหรับนักเรียนคนพิการ และระหว่างกิจกรรมนอกหลักสูตร โดยมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ กันยายน พ.ศ. 2561
 
แม้การใส่คิวอาร์โค้ดถือเป็นเรื่องดี แต่หากนักเรียนใช้สมาร์ทโฟนไม่ถูกวัตถุประสงค์ ย่อมกลายเป็นดาบสองคม  การใช้เพียงคอมพิวเตอร์ของโรงเรียนหรือที่บ้าน ย่อมช่วยให้นักเรียนสามารถค้นหาข้อมูลต่างๆ ได้อยู่แล้ว
 
การใส่คิวอาร์โค้ดอาจเป็นหนึ่งในเทคนิคการตลาดของสำนักพิมพ์ต่างๆ สพฐ. ควรพิจารณาเรื่องนี้อย่างถี่ถ้วน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาขึ้นกับอนาคตของชาติ
 

จำนวนการอ่าน 288 ครั้ง