สำนักกฎหมาย

มารุต บุนนาค

อินเตอร์เนชั่นแนล ลอว์ ออฟฟิศ

โรงเรียนเข้าตลาดหุ้น

ลงพิมพ์ในโพสต์ทูเดย์ : 11 ธันวาคม 2561

ดร. รุจิระ บุนนาค

11 ธันวาคม 2561


Facebook Rujira Bunnag

Twitter @RujiraBunnag

ประเด็นที่เป็นที่ถกเถียงกันอยู่ในขณะนี้ คือ การที่โรงเรียนนานาชาติสิงคโปร์ (SISB) เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (ซึ่งเป็นตลาดรอง) โดยผ่านการอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และตลาดหลักทรัพย์
 
กรณีนี้เป็นที่ถกเถียง มีผู้ให้ความเห็นว่า โรงเรียนไม่ควรเข้าตลาดหลักทรัพย์ เนื่องจากโรงเรียนเอกชนนั้นได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ตามกฎหมาย เพื่อค่าเล่าเรียนจะได้ไม่แพง แต่การที่โรงเรียนเข้าตลาดหุ้นแสวงหากำไรสูงสุดในเชิงธุรกิจนั้น ไม่ควรได้รับยกเว้นภาษีเงินได้อีกต่อไป และเรื่องนี้อาจขัดต่อนโยบายของรัฐในการพัฒนาการศึกษาแก่ประชาชนได้ แม้การที่โรงเรียนเข้าตลาดหลักทรัพย์นั้น ไม่มีข้อห้ามตามกฎหมาย แต่อาจมีประเด็นเรื่องจริยธรรม

ก่อนหน้านี้เคยมีโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่งพยายามจะเข้าตลาดหลักทรัพย์ แม้ไม่มีกฎหมายห้ามไว้ชัดเจน แต่ได้ถูกคัดค้านอย่างหนัก จนไม่สามารถเข้าตลาดหลักทรัพย์

เรื่องดังกล่าวอาจเปรียบเทียบได้กับธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนที่มีอยู่หลายแห่งในตลาดหลักทรัพย์นั้น แต่เดิมมีความกังวลว่า จะทำให้ค่ารักษาพยาบาลแพง แต่ผู้ที่เข้าโรงพยาบาลเอกชนนั้นเป็นคนอีกกลุ่มหนึ่งที่สามารถจ่ายค่ารักษาพยาบาลในราคาสูงได้ เพื่อความสะดวกสบาย และความรวดเร็ว และการที่คนเหล่านี้ไปใช้บริการโรงพยาบาลเอกชน ยังเป็นการลดความแออัดของโรงพยาบาลรัฐด้วย
 
โรงพยาบาลรัฐบางแห่ง เช่น โรงพยาบาลศิริราช ยังเปิดโรงพยาบาลอีกแห่งหนึ่ง คือโรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ ที่ให้บริการแบบโรงพยาบาลเอกชน แต่ราคาจะย่อมเยาว์กว่า หรือโรงพยาบาลรามาธิบดี ที่มีพรีเมี่ยม คลินิก ที่รวดเร็วกว่า
 
การให้โรงเรียนเข้าตลาดหลักทรัพย์ หากบิดามารดามีกำลังส่งเสียแล้ว น่าจะทำได้ เพราะลูกค้ากลุ่มเป้าหมายเป็นคนละกลุ่มกัน การที่โรงเรียนนานาชาติในตลาดหลักทรัพย์มีค่าเล่าเรียนสูง จึงไม่น่าที่จะส่งผลให้โรงเรียนทั่วไปมีค่าเล่าเรียนสูงไปด้วย เพราะโรงเรียนนานาชาติเหล่านี้มีลูกค้าเฉพาะกลุ่ม เช่น ผู้ปกครองชาวต่างชาติที่เป็นผู้บริหารบริษัทที่มีกำลังซื้อสูง สามารถรับค่าใช้จ่ายได้ รวมถึงคนไทยที่มีฐานะดี จึงมีผู้เห็นว่า เรื่องนี้ควรปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด หากใครมีกำลังพอ และเห็นว่า คุ้มค่าที่จะส่งบุตรเข้าเรียนแล้ว รัฐไม่ควรไปยุ่งเกี่ยว
 
แต่เดิมคนไทยไม่นิยมส่งบุตรหลานให้เข้าเรียนในโรงเรียนนานาชาติ เพราะเมื่อบุตรหลานโตขึ้นจะไม่มีรุ่น เนื่องจากเพื่อนๆ ต่างชาติย้ายตามบิดามารดาที่ไปทำงานยังประเทศอื่น หรือกลับประเทศตนตามวาระ จึงทำให้ไม่มีเพื่อนเหลืออยู่ นอกจากนี้เด็กที่เรียนโรงเรียนนานาชาติ ภาษาไทยมักจะไม่เก่ง อ่านเขียนภาษาไทยไม่คล่อง แต่ปัจจุบันค่านิยมนี้เปลี่ยนไป และคนไทยที่มีฐานะดีนิยมส่งบุตรหลานให้เข้าเรียนในโรงเรียนนานาชาติมากขึ้น
 
สาเหตุหนึ่งที่โรงเรียนนานาชาติมีค่าเล่าเรียนสูงนั้น เป็นเพราะมีต้นทุนสูงมากกว่าโรงเรียนทั่วไป มีการจ้างครูชาวต่างชาติ มีค่าหลักสูตรจากต่างประเทศ อาคารสถานที่สะอาดเรียบร้อยสวยงาม มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน
 
กรณีที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ  มีโรงเรียนและสถานศึกษาเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์อยู่หลายแห่ง ในหลายประเทศ แต่ที่ทำกำไรมากน่าลงทุนมักจะเป็นสถานศึกษาที่อยู่ในประเทศจีน เพราะมีประชากรมากและมีฐานะดี เช่น New Oriental Education and Technology Group (EDU) ซึ่งจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ค บริษัทตั้งอยู่ในกรุงปักกิ่ง มีนักเรียนประมาณ 30 ล้านคน ให้บริการการสอนผ่านโรงเรียน 77 แห่ง และศูนย์การเรียนอีก 778 แห่ง โดยในรอบระยะเวลาบัญชี พ.ศ. 2561 มีรายได้ประมาณ 2,500 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ หมื่นล้านบาท

ในสหรัฐอเมริกา Bright Horizons Family Solutions Inc (BFAM) บริษัทที่ตั้งอยู่ในมลรัฐแมสซาชูเซตต์ จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ค ให้บริการสำหรับเด็กในระดับเตรียมอนุบาล หรือการศึกษาปฐมวัย ให้บริการผ่านศูนย์ที่มีมากกว่า 1,038 แห่งใน 42 มลรัฐ และในประเทศแคนาดา และยังมีศูนย์ในยุโรป ประเทศอินเดีย และเปอโตริโก้ เฉพาะช่วงสามไตรมาสของปีนี้ มีรายได้ถึง 1,426 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ หมื่น พันล้านบาท
 
และยังมี Grand Canyon Education Inc (LOPE) ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ Nasdaq ตั้งอยู่ในมลรัฐอริโซนา มีมหาวิทยาลัยแกรนด์แคนยอน ซึ่งมีนักศึกษาประมาณ 90,000 คน ทั้งที่เรียนในวิทยาเขต และที่เรียนออนไลน์ เฉพาะช่วงสามไตรมาสแรกของปีนี้ มีรายได้ถึง 702 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ หมื่น พันล้านบาท และยังมีสถานศึกษาต่างๆ อีกมากมายที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในประเทศต่างๆ
 
นอกจากนี้ แม้สถาบันการศึกษาจะไม่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เพื่อขายหุ้น แต่มีการหาแหล่งเงินทุนโดยวิธีการออกหุ้นกู้ (Bond) ผ่านตลาดหลักทรัพย์ เช่น ในประเทศอังกฤษ มหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงก้องโลก เช่น มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ได้ออกหุ้นกู้รวมจำนวน พันล้านปอนด์ และมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ออกหุ้นกู้จำนวนรวม 600 ล้านปอนด์ ผ่านทางตลาดหลักทรัพย์ เพื่อใช้ลงทุนในโครงการต่างๆ ซึ่งได้รับการตอบรับจากนักลงทุนเป็นอย่างดี
 
มหาวิทยาลัยเซาท์เธมตัน ได้ออกหุ้นกู้ผ่านตลาดหลักทรัพย์ลอนดอนเช่นกัน จำนวนประมาณ 300 ล้านปอนด์ เพื่อใช้รองรับแผนการพัฒนามหาวิทยาลัยในอีก 10 ปีข้างหน้า ซึ่งต้องใช้เงินทุนลงสูงถึง 600 ล้านปอนด์ และยังมีโรงเรียนต่างๆ ในประเทศอังกฤษที่ออกหุ้นกู้ด้วย
 
ปรากฏการณ์เหล่านี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประเทศอังกฤษ เพราะแต่เดิมการออกหุ้นกู้จะทำโดยบริษัทเท่านั้น แต่ปัจจุบัน จำนวนคนเรียนต่อในระดับอุดมศึกษาลดลงมาก เพราะความรู้เป็นของฟรีที่สามารถหาได้จากอินเตอร์เน็ตที่มีข้อมูลมากมายมหาศาล ทำให้มหาวิทยาลัยต่างๆ มีรายได้ค่าเล่าเรียนลดลงตามจำนวนนักศึกษา มหาวิทยาลัยจึงต้องปรับตัว โดยการหาแหล่งเงินทุนจากแหล่งอื่นๆ ในประเทศไทยเอง มหาวิทยาลัยเอกชนหลายแห่งได้ปิดตัวลง หรือยุบบางภาควิชาลง เพราะไม่มีคนเรียน มีนักศึกษาน้อย ไม่คุ้มค่าใช้จ่าย

 ดังนั้น จึงอาจพิจารณาได้ว่า การให้สถาบันการศึกษาเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นั้น กลับเป็นเรื่องที่ดี เพราะทำให้สถาบันการศึกษานั้นอยู่รอดได้ และมีเงินทุนเพียงพอในการพัฒนาการศึกษา และรักษาคุณภาพของการศึกษา ส่วนทางด้านผู้เรียนนั้น การเรียนการศึกษา คือ การลงทุนอย่างหนึ่ง ซึ่งการลงทุนที่ดีที่สุด คือ ลงทุนเพื่อพัฒนาตนเอง
 
เรื่องนี้ จึงต้องติดตามกันต่อไป ว่าจะยุติลงอย่างไร
 

จำนวนการอ่าน 296 ครั้ง