สำนักกฎหมาย

มารุต บุนนาค

อินเตอร์เนชั่นแนล ลอว์ ออฟฟิศ

สิทธิบัตรกับกัญชา

ลงพิมพ์ในเดลินิวส์ : 10 ธันวาคม 2561

ดร. รุจิระ บุนนาค

10 ธันวาคม 2561


Facebook Rujira Bunnag

Twitter @RujiraBunnag


กัญชา มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า “Cannabis Indica” เป็นสมุนไพรที่ช่วยทำให้นอนหลับ ลดอาการปวด ลดอาการคลื่นไส้อาเจียน ทำให้เจริญอาหาร ลดอาการเครียด แก้โรคลมชัก รักษาโรคหอบหืด รายงานวิจัยทางการแพทย์ พบว่า สารสกัดกัญชาในหลอดทดลองสามารถฆ่าเซลล์มะเร็งได้หลายชนิด ในสัตว์ทดลองสามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งได้

มีผู้ป่วยโรคมะเร็งบางรายที่ท้อแท้ต่อการให้เคมีบำบัด และหาทางเลือกโดยศึกษา และสกัดน้ำมันกัญชา เพื่อนำมารักษาตนเองจนรอดชีวิตได้มีอยู่ไม่น้อย

ตำรับแพทย์แผนไทย และภูมิปัญญาชาวบ้าน ตั้งแต่โบราณกาลมีการนำกัญชามาใช้รักษาโรค 

เพราะเหตุที่กัญชามีผลต่อจิตประสาท ทำให้ต้องควบคุมกัญชาให้เป็นพืชเสพติดและยาเสพติดแต่การลักลอบใช้เพื่อรักษาโรค  ยังคงมีอยู่สรรพคุณที่เป็นประโยชน์ของกัญชา ทำให้หลายประเทศพยายามผลักดันให้กัญชาไม่ผิดกฎหมาย  แต่ต้องอยู่ภายใต้การควบคุม และใช้ในปริมาณที่เหมาะสม
 
เมื่อช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2561 ได้กลายมาเป็นประเด็นร้อน คนไทยจำนวนไม่น้อยต่างจับตามองกรมทรัพย์สินทางปัญญาว่า จะปกป้องผู้ป่วยคนไทยให้เข้าถึงการรักษาโดยใช้กัญชาในทางการแพทย์ อย่างไร

สืบเนื่องจากช่วงปีพ.ศ. 2547– 2559  ได้มีบริษัทต่างชาติยื่นคำขอจดสิทธิบัตรสารสกัดกัญชาต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญา จำนวน 11 คำขอ เป็นการละทิ้ง คำขอ เนื่องจากไม่มีการขอให้ตรวจสอบการประดิษฐ์ภายในเวลาที่กำหนด  เป็นคำขอที่ถูกยกเลิก คำขอ เนื่องจากมีการใช้สารสกัดจากกัญชาโดยตรง เพื่อรักษาโรคลมชัก เป็นคำขอที่ประกาศโฆษณาแล้ว แต่ยังไม่มีการยื่นเพื่อตรวจสอบการประดิษฐ์ จำนวน คำขอ เป็นคำขอที่ถูกปฏิเสธการรับจดจำนวน คำขอ  เป็นคำขอที่ประกาศโฆษณา และยื่นตรวจสอบการประดิษฐ์แล้ว จำนวน คำขอ
 
          คำขอที่ยังอยู่ตามขั้นตอนของกฎหมายบางคำขอมาจากบริษัทเดียวกัน ทำให้คนไทยติดตามว่า กรมทรัพย์สินทางปัญญาจะสามารถปกป้องสิทธิประโยชน์ของคนไทยได้เพียงใด เพราะประเทศไทยได้ดำเนินการปลดล็อคกัญชามาช้านาน จนในที่สุดสามารถปลดล็อคได้
 
การประชุมสภานิติบัญญัติชาติ (สนช.) เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561  ที่พิจารณาร่างพ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่..) พ.ศ… สาระสำคัญและประโยชน์ของร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ เป็นการแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 กำหนดให้สามารถขออนุญาต ผลิต นำเข้าหรือส่งออก ยาเสพติดให้โทษประเภท ซึ่งประกอบด้วยกัญชา และ กระท่อม เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์  สามารถนำไปใช้ในการรักษาโรคเฉพาะตัวได้ เช่นเดียวกับยาเสพติดให้โทษประเภท แบบฝิ่น เท่านั้น ไม่ได้รวมถึงการใช้เสพเพื่อสันทนาการ
 
ตามพ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ. 2522 แก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ. สิทธิบัตร (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2542 การประดิษฐ์ที่ขอรับสิทธิบัตรได้  (1) ต้องเป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่ คือ เป็นการประดิษฐ์ที่แตกต่างไปจากเดิม ยังไม่เคยมีใช้ หรือแพร่หลายมาก่อน หรือไม่เคยเปิดเผยสาระสำคัญในเอกสาร หรือสิ่งพิมพ์มาก่อน  (2) ต้องเป็นการประดิษฐ์ที่มีขั้นการประดิษฐ์สูงขึ้น คือ ไม่เป็นที่เข้าใจได้โดยง่ายแก่บุคคลที่มีความชำนาญในระดับสามัญสำหรับงานประเภทนั้น (3) ต้องเป็นการประดิษฐ์ที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ในทางอุตสาหกรรม เกษตรกรรม พาณิชยกรรม หรือหัตถกรรม
 
การประดิษฐ์ที่ขอรับสิทธิบัตรไม่ได้ ได้แก่ (1) จุลชีพและส่วนประกอบส่วนใดส่วนหนึ่งของจุลชีพที่มีอยู่ตามธรรมชาติ สัตว์ พืช หรือสารสกัดจากสัตว์หรือพืช (2) กฎเกณฑ์และทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ (3) ระเบียบข้อมูลสำหรับการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์ (4) วิธีการวินิจฉัย บำบัด หรือรักษาโรคมนุษย์ หรือสัตว์ (5) การประดิษฐ์ที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดี อนามัย หรือสวัสดิภาพของประชาชน

แม้คำขอดังกล่าว จะยังไม่ได้รับสิทธิบัตร เพราะต้องผ่านขั้นตอนของกฎหมาย ซึ่งต้องใช้เวลาเป็นปีๆ  

กรมทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องนี้โดยตรง  จึงได้ออกมาชี้แจงว่า เมื่อผู้ประดิษฐ์ได้ยื่นคำขอ ถ้าคำขอถูกต้องตามหลักเกณฑ์ ในเบื้องต้น กรมทรัพย์สินทางปัญญามีหน้าที่จะต้องรับคำขอ เพื่อนำสู่ขั้นตอนการพิจารณาต่างๆ ตามกฎหมายสิทธิบัตรว่า คำขอนั้น สามารถรับสิทธิบัตรได้หรือไม่ กรมทรัพย์สินทางปัญญาไม่สามารถปฏิเสธการรับคำขอได้ทันที  ทั้งที่ความจริงเป็นเช่นนั้น แต่กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้ตกเป็นจำเลยของสังคมไปเสียก่อนแล้ว นับเป็นเรื่องที่น่าเห็นใจกรมทรัพย์สินทางปัญญาอยู่ไม่น้อย
 
ประเทศไทยเป็นประเทศที่เต็มไปด้วย สมุนไพรหลากหลายชนิด เรียกได้ว่า ทุกชนิดมีสรรพคุณทางการรักษาที่แตกต่างกันไป  การที่ต่างประเทศมีการยื่นคำขอรับสิทธิบัตร เกี่ยวกับสารสกัดจากกัญชา ทำให้มีหลายหน่วยงานออกมาคัดค้าน เรื่องนี้น่าจะถือเป็นข้อพึงปฏิบัติในการพิจารณาการตรวจสอบเบื้องต้นของกรมทรัพย์สินทางปัญญาว่า คำขอรับสิทธิบัตรอยู่ในเกณฑ์ที่จะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายหรือไม่   กรณีคำขอวิธีใช้รักษา และการจดสารธรรมชาติจากพืช ไม่ว่าจะเป็นการรักษาโรคลมชัก ลมบ้าหมู ที่มีอยู่ในภูมิปัญญาของไทยมาแต่ดั้งเดิม ควรยกคำขอทันที  ในกรณีที่  คำขอผ่านมาถึงขั้นประกาศโฆษณา หากไม่เป็นไปตามกฎหมาย เป็นอำนาจของอธิบดีที่จะยกคำขอ  และเมื่ออยู่ในขั้นตรวจสอบการประดิษฐ์ ต้องเร่งตรวจสอบทำการสืบค้นเอกสารที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการประดิษฐ์ในฐานข้อมูลสิทธิบัตรทั่วโลก พิจารณาความใหม่ มีนวัตกรรมที่สูงขึ้นหรือไม่ ถ้าไม่ต้องยกคำขอ

สารสกัดจากกัญชา ถือเป็นสารสกัดจากพืช  ไม่สามารถจดทะเบียนสิทธิบัตรได้ จึงไม่มีผู้หนึ่งผู้ใดที่จะอ้างความเป็นเจ้าของสิทธิบัตรได้  ทุกคนมีสิทธิที่จะทำการวิจัย และนำมาใช้ประโยชน์ได้ นับได้ว่า เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ทั้งการปลดล็อคกัญชาเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ ถือได้ว่า เป็นประโยชน์อย่างมาก ต่อนักวิจัยไทยเพื่อพัฒนาองค์ความรู้ และต่อยอดผลิตภัณฑ์ยาที่มีพื้นฐานจากสารสกัดจากกัญชา นักวิจัยไทยยังสามารถนำการประดิษฐ์ เช่น สารสังเคราะห์ชนิดใหม่ หรือวิธีพัฒนาสายพันธุ์พืชกัญชาจากการวิจัย มาขอจดสิทธิบัตรได้

ในอดีตกรณีของประเทศอินเดีย ชาวอินเดียรู้จักและนำทุกส่วนของสะเดาไม่ว่าจะเป็นดอก ใบ กิ่ง ก้าน ลำต้น มาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อชีวิตประจำวันนับพันปีมาแล้ว เช่น แก้ท้องผูก รักษาโรคผิวหนัง ทำแปรงสีฟัน ไล่ยุง ยาปราบศัตรูพืช

บริษัทอเมริกันแห่งหนึ่งได้ไปยื่นคำขอ เพื่อจดทะเบียนสิทธิบัตรต่อสำนักงานสิทธิบัตรยุโรปเพื่อขอจดสิทธิบัตร “ยาฆ่าเห็ดราที่ผลิตจากน้ำมันสะเดา”  ซึ่งชาวอินเดียรู้จักการปราบศัตรูพืช โดยใช้สะเดาซึ่งเป็นพืชนี้มาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ ทำให้รัฐบาลและชาวอินเดียต้องพิสูจน์ให้เห็นว่า เรื่องนี้ไม่ใช่สิ่งประดิษฐ์ใหม่ เพราะหากมีการจดทะเบียนสิทธิบัตรได้ ผลเสียหายย่อมเกิดขึ้นไม่แต่เฉพาะชาวอินเดีย แต่จะเกิดผู้คนทั่วโลก จนในที่สุด สำนักงานสิทธิบัตรยุโรปได้ปฏิเสธการรับจดสิทธิบัตรนี้

เมื่อมีการปลดล็อคกัญชา รัฐบาลควรเร่งส่งเสริมงานพืชวิจัยกัญชาทางการแพทย์ โดยครอบคลุมถึงแพทย์พื้นบ้าน ผลักดันให้กัญชาเป็นพืชเศรษฐกิจของประเทศภายใต้ความควบคุม เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกร


จำนวนการอ่าน 340 ครั้ง