สำนักกฎหมาย

มารุต บุนนาค

อินเตอร์เนชั่นแนล ลอว์ ออฟฟิศ

Siri

ลงพิมพ์ในโพสต์ทูเดย์ : 13 พฤศจิกายน 2561

ดร. รุจิระ บุนนาค

13 พฤศจิกายน 2561

ผู้ที่ใช้โทรศัพท์ไอโฟนรุ่นตั้งแต่ 4S จะรู้จักโปรแกรมการใช้งาน “Siri” หรือ “สิริ” ซึ่งเป็นโปรแกรมที่รับคำสั่งด้วยภาษาพูด และสามารถพูดโต้ตอบผู้ใช้โทรศัพท์ได้ ผู้ใช้โทรศัพท์เพียงพูดออกคำสั่ง โปรแกรมจะทำตามโดยไม่ต้องแตะหน้าจอใดๆ เช่น ให้ทำการค้นหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ต ส่งอีเมล์ อ่านอีเมล์ล่าสุดให้ฟัง หาร้านอาหาร สอบถามเส้นทาง เป็นต้น

โปรแกรม Siri เป็นผลงานการคิดค้นของคนไทย คือ ดร.วีระ บุญจริง แห่งสาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ คณะวิทยาศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ที่ได้เขียนเรื่องดังกล่าวไว้ในวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาเอก ขณะศึกษาอยู่ที่สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นสิ่งที่สามารถนำมาใช้งานได้จริง ไม่ใช่งานวิจัยหรือวิทยานิพนธ์ที่เป็นเพียงการเพิ่มจำนวนหนังสือในหอสมุดเท่านั้น

เส้นทางของ Siri ที่มายังไอโฟนนั้น แรกเริ่มไม่ได้ถูกต้องตามกฎหมาย เพราะบริษัท Apple ได้นำโปรแกรมดังกล่าวมาใช้โดยพลการ โดยใส่ไว้ในโทรศัพท์มือถือไอโฟนของตนและจำหน่ายเป็นการค้าหากำไร ดร.วีระ และอาจารย์ที่ปรึกษาในขณะที่ทำวิทยานิพนธ์  จึงแต่งตั้งทนายไปฟ้องร้องบริษัท Apple เป็นคดีละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาต่อศาลนิวยอร์ค สหรัฐอเมริกา คดีนี้ดำเนินมาหลายปี แต่ท้ายที่สุดบริษัท Apple เสนอขอประนีประนอมยอมความ และจ่ายเงินค่าเสียหายเป็นจำนวนประมาณ 25 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือกว่า 800 ล้านบาท

โปรแกรม Siri นี้ แรกเริ่มจะเป็นเสียงพูดภาษาอังกฤษ เพราะไอโฟนจำหน่ายทั่วโลก เพิ่งจะมีเสียงเป็นภาษาไทยในตอนหลัง เจ้าของเสียงภาษาอังกฤษใน Siri นั้นคือ นางซุซาน เบนเน็ตท์  เป็นนักพากย์ชาวอเมริกัน ซึ่งนางซูซานไปรับจ้างอัดเสียงให้กับบริษัทที่ไม่ได้มีชื่อเสียงมากแห่งหนึ่ง โดยบริษัทแห่งนั้นบอกว่า จะนำเสียงไปแปลงลงระบบส่งข้อความในโทรศัพท์ แต่ปรากฏต่อมาว่า เสียงของเธอนั้นเป็นเสียงต้นแบบอยู่ในโปรแกรม Siri ของไอโฟน

เทคโนโลยีหลายอย่างถูกประดิษฐ์คิดค้นขึ้นมาเป็นอย่างดี โดยบริษัทผู้วิจัยและพัฒนาต่างๆ แต่ผู้บริโภคกลับไม่มีโอกาสได้ใช้ แม้จะเป็นเทคโนโลยีที่ดีมาก เนื่องจากไม่มีการผลิตในเชิงพาณิชย์เพื่อนำออกขาย เช่นเห็นว่า เป็นเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยเกินไป หรือมีราคาแพง อีกประการหนึ่งคือ บริษัทผู้ผลิตอาจเป็นเลิศเรื่องเทคโนโลยี แต่ไม่เก่งเรื่องการตลาดหรือการเงิน เมื่อบริษัทล้ม จึงไม่มีสินค้าออกจำหน่ายให้กับผู้คนในวงกว้าง

ตัวอย่างเช่น เรื่องเม้าส์ที่ใช้กับคอมพิวเตอร์นี้ แต่เดิมคอมพิวเตอร์จะมีแต่คีย์บอร์ดแป้นพิมพ์ เท่านั้นไม่มีเม้าส์ แต่เทคโนโลยีเรื่องเม้าส์นี้คิดค้นโดยศูนย์วิจัยของบริษัท Xerox เมื่อนายสตีฟ จอบส์ แห่งบริษัท Apple ไปที่ศูนย์วิจัยแห่งนี้และเห็นเทคโนโลยีการใช้เม้าส์ และไอคอนหน้าจอ ถึงกับตะลึง และได้นำความคิดดังกล่าวมาให้นักวิจัยของตนปรับปรุงพัฒนาต่อจากเม้าส์ที่มี ปุ่มของบริษัท Xerox ให้ตัดออก ปุ่มเป็นเม้าส์ในรูปแบบใกล้เคียงกับที่ใช้กันในปัจจุบัน และนำเม้าส์นั้นมาใช้กับคอมพิวเตอร์ของบริษัท Apple ซึ่งประสบความสำเร็จมาก

เม้าส์ของบริษัท Xerox ในขณะนั้นมีต้นทุนราคาประมาณอันละ 300 เหรียญดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นเงินที่สูงมาก เป็นเหตุให้บริษัท Xerox ไม่ผลิตออกจำหน่าย แต่บริษัท Apple นำแนวคิดมาปรับปรุง และทำให้ราคาลดเหลือประมาณอันละ 15 เหรียญดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น จึงสามารถจำหน่ายได้ ทำให้ผู้บริโภคมีเม้าส์ใช้งานจนทุกวันนี้

อย่างไรก็ดี จะเห็นได้ว่า ในเรื่องเทคโนโลยี นวัตกรรม สิ่งประดิษฐ์ต่างๆนี้ มีการลอกเลียนแบบ หยิบยืมความคิด ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญากันมากมาย ไม่เว้นแม้แต่บริษัทใหญ่ๆระดับโลกหลายแห่ง มีการกล่าวอ้างความเป็นเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญากันมากมาย ตั้งแต่โปรแกรมคอมพิวเตอร์ต่างๆ ไปจนถึงสิ่งประดิษฐ์ต่างๆ เช่น หน้าจอแบบทัชสกรีน ดังนั้น หนทางหนึ่งในการป้องกันทรัพย์สินทางปัญญาเหล่านี้คือ การจดสิทธิบัตรเพื่อคุ้มครองเทคโนโลยี นวัตกรรม และสิ่งประดิษฐ์ต่างๆ นั้นไว้

ประเด็นในเรื่องสิ่งประดิษฐ์นี้ จะเห็นว่าโดยแท้จริงแล้ว คนไทยเก่ง และมีความสามารถระดับโลก สิ่งประดิษฐ์คิดค้นของคนไทยนั้นเป็นที่ยอมรับ และใช้งานได้จริงอย่างแพร่หลายทั่วโลก สิทธิบัตรฉบับแรกของคนไทยที่ยื่นจดทะเบียนในสหรัฐอเมริกานั้น อาจย้อนหลังไปได้ถึงปี พ.ศ. 2478 เป็นสิทธิบัตรเครื่องมอเตอร์พลังน้ำ

สิทธิบัตรของคนไทยที่เป็นที่ยอมรับในระดับโลก ยังมีอีกหลายอย่างเช่น การออกแบบกระป๋องใส่สีแบบ ล็อคสามชั้น หรือ Triple Lock โดยบริษัท ปรนันท์ จำกัด เป็นภาชนะมีฝาปิดสนิทแน่น มีขอบและปีกเล็กๆ ยื่นออกมาหลายชั้น ทำให้เกิดการล็อค เมื่อวางกระป๋องสีซ้อนขึ้นไปหลายๆ ชั้นในโรงงาน จะสามารถตั้งตรง ไม่เอียงร่วงหล่นง่าย หากมีกระป๋องร่วงหล่นลงมา ฝากระป๋องจะไม่เปิด และสีจะไม่หก บริษัทใหญ่ๆ ในโลกหลายบริษัทได้ใช้เทคโนโลยีนี้

นอกจากนี้ ยังมีการออกแบบ และผลิตไลน์เนอร์ หรือแผ่นพลาสติกที่ใช้วางยึดติดกับกระบะของด้านท้ายรถกระบะ  โดยกลุ่มบริษัท อีสเทิร์น โพลีเมอร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) และบริษัทในเครือ คือ บริษัท แอร์โรคลาส จำกัด สิ่งประดิษฐ์ดังกล่าวนั้นเป็นอุปกรณ์จับยึด และติดตั้งกระบะพลาสติกกับรถกระบะ ใช้ปูกระบะรถเพื่อกันสนิม  และทำให้กระบะเหล็กไม่เป็นรอยจากการใช้งาน สามารถติดตั้งได้ง่ายโดยไม่ต้องเจาะรูที่กระบะเหมือนแผ่นปูสมัยก่อน เป็นที่นิยมมาก และจำหน่ายทั่วโลก จดทะเบียนสิทธิบัตรไว้มากมายหลายประเทศ  มีการตั้งโรงงานผลิตจำหน่ายในต่างประเทศ  

ตัวอย่างอื่นๆ เช่น ลูกบอลดับเพลิงที่ประดิษฐ์โดยบริษัทไทย  สามารถนำไปใช้กับอัคคีภัยขนาดใหญ่ได้ เพียงโยนลูกบอลเข้ากองเพลิง ลูกบอลจะแตกออกทุกทิศทาง สารเคมีภายในจะดับเพลิง สามารถใช้งานได้ง่าย ไม่ต้องเข้าไปใกล้กองเพลิง เป็นที่นิยมในหลายประเทศ และมีการจดทะเบียนสิทธิบัตร เพื่อคุ้มครองไว้ทั้งในประเทศไทยและประเทศต่างๆ

นอกจากนี้ยังมี เทคโนโลยีการหล่อโลหะแบบใหม่ ที่เรียกว่า “สเลอรี่” โดยผู้ประดิษฐ์มีนักวิชาการชาวไทยร่วมด้วย จดทะเบียนสิทธิบัตรไว้ในประเทศไทย และหลายประเทศทั่วโลก เป็นการหล่อโลหะแบบกึ่งแข็งคือ น้ำโลหะจะไม่เหลวเหมือนน้ำ แต่จะหนืดคล้ายๆ วุ้น ทำให้ไม่มีอากาศเข้ามาแทรกในขณะที่มีการหล่อโลหะ ผลที่ได้คือ ไม่เกิดโพรงหดตัวในชิ้นงาน ใช้พลังงานในการหลอมโลหะลดลง เครื่องจักรและแม่พิมพ์ใช้งานได้นานขึ้น จากเทคโนโลยีนี้

มีข้อควรพิจารณาว่า  แม้คนไทยจะมีความสามารถไม่แพ้ชาติใดในโลก แต่ต้องคำนึงถึงการจดสิทธิบัตร คุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาต่างๆ ด้วย เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของผู้ประดิษฐ์คิดค้น




จำนวนการอ่าน 45 ครั้ง