สำนักกฎหมาย

มารุต บุนนาค

อินเตอร์เนชั่นแนล ลอว์ ออฟฟิศ

ทวง....ธรรมศาสตร์....คืน

ลงพิมพ์ในเดลินิวส์ : 12 พฤศจิกายน 2561

ดร. รุจิระ บุนนาค

12 พฤศจิกายน 2561

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่และมีชื่อเสียง แต่เดิมมีชื่อว่า มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และการเมือง (มธก.) มหาวิทยาลัยแห่งนี้ก่อตั้งเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2477 โดยมาจากความคิดริเริ่มของศาสตราจารย์ ดร. ปรีดี  พนมยงค์ ซึ่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในขณะนั้น ท่านจึงได้รับการยกย่องว่า เป็นผู้ประศาสน์การมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ผ่านร้อนผ่านหนาว และเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์การเมืองไทยมานานหลายยุคหลายสมัย ในช่วงเดือนพฤศจิกายนนี้ ถือว่า มีความสำคัญกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เนื่องจากในอดีต ประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งได้บันทึกไว้ว่า นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้ทวงคืนมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จาก จอมพล ป. พิบูลสงคราม ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น

ในช่วง จอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี ได้มีเหตุการณ์ทางการเมืองที่สำคัญเกิดขึ้นคือ กบฏ ได้เกิดเหตุการณ์ กบฏวังหลวง เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2492 และกบฏแมนฮัสตัน เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2494 ทำให้รัฐบาล จอมพล ป. พิบูลสงคราม เพ่งเล็ง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ว่า อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกบฏ ครั้งดังกล่าว จึงได้เข้ายึดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และให้นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์แยกย้ายไปเรียนที่อื่น เช่น คณะพาณิชยศาสตร์ และการบัญชี และคณะเศรษฐศาสตร์ เรียนที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา (ติดกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) คณะนิติศาสตร์ และรัฐศาสตร์ ไปเรียนที่เนติบัณฑิตยสภา (ใกล้กับสนามหลวงในขณะนั้น) นักศึกษาบางส่วนไปเรียนวัดมหาธาตุ นอกจากนี้ ยังมีข่าวลือเกิดขึ้นว่า จะไม่มีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อีกต่อไป สถานที่ตั้งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ จะเปลี่ยนเป็นโรงแรม หรือโรงทหาร (ขณะนั้นยังไม่มีวิทยาเขตรังสิต)

จากเหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เกิดความวิตกกังวลว่า            จะสูญเสียมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ไป และไม่มีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นที่เรียนอีกต่อไป คณะกรรมการนักศึกษาในขณะนั้น จึงได้วางแผนที่จะหาทางทวงมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์กลับคืนมา

ในเช้าวันที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2494 ได้มีใบปลิว ที่จัดทำโดยคณะกรรมการนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ไปวางไว้ที่วัดมหาธาตุ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา และเนติบัณฑิตยสภา ซึ่งเป็นห้องบรรยายชั่วคราวของนักศึกษาธรรมศาสตร์ ชักชวนให้นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ไปรวมตัวที่หน้ากระทรวงยุติธรรม ซึ่งอยู่ตรงข้ามสนามหลวงในขณะนั้น ร่วมกันเดินเป็นกลุ่ม เป็นขบวนโดยสงบ ไปที่พระที่นั่งอนันตสมาคม ซึ่งเป็นที่ตั้งของรัฐสภา

ในวันนั้น ได้มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร นายเพทาย  โชตินุชิต สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคประชาธิปัตย์ ได้ตั้งกระทู้ถามรัฐบาลในเรื่องที่รัฐบาลได้ยึดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พลโทสวัสดิ์  สุรเกียรติ รองนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ตอบกระทู้ว่า ที่ดินที่เป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นของทหาร ทหารมีความจำเป็นต้องใช้พื้นที่ และทางรัฐบาลจะได้จัดงบประมาณ ส่วนหนึ่งเพื่อจัดซื้อที่ดินให้เป็นที่ตั้งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์แห่งใหม่แทน

ในระหว่างที่มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรอยู่นั้น ขบวนนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้เดินทางมาถึงพระที่นั่งอนันตสมาคม และได้กรูกันไปที่ประตูทางเข้ารัฐสภา ซึ่งปิดล็อคอยู่ ได้ร่วมกันผลักดันจนประตูล้มลง และนักศึกษาได้เข้าไปรวมตัวที่บริเวณสนามหญ้าหน้ารัฐสภา ประธานนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในขณะนั้น คือ ศาสตราจารย์ มารุต  บุนนาค (ต่อมาได้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร, รัฐมนตรีว่าการหลายกระทรวง, ประธานสภาผู้แทนราษฎร และประธานรัฐสภา)

บรรดานักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้เรียกร้องขอพบ จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีในฐานะที่เป็นลูกหลานของท่าน  บรรดาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ขอร้องให้จอมพล ป. พิบูลสงคราม ไปพบนักศึกษา จนที่สุด จอมพล ป. พิบูลสงคราม ยอมไปพบนักศึกษา
 

ได้มีนักศึกษาหญิง คน ได้เป็นผู้ซักถามจอมพล ป. พิบูลสงคราม นักศึกษาหญิงที่ร่วมซักถามเช่น วิภา  สุขกิจ ต่อมาได้กลายเป็นนักหนังสือพิมพ์หญิงอาวุโสที่มีชื่อเสียง และสมบัติ   สังวรราชกิจ ซึ่งเป็นหัวหน้านักศึกษาหญิงในขณะนั้น จอมพล ป.พิบูลสงคราม ได้รับปากว่า จะคืนมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ให้ภายใน เดือน

แต่เมื่อใกล้จะครบ เดือน ไม่มีวี่แวว หรือท่าที จากรัฐบาลว่า จะคืนมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์แต่อย่างใด นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จึงได้วางแผนที่ทวงคืนมหาวิทยาลัยต่อไป โดยได้ให้นักศึกษาหญิงหลายคนไปขอขบวนรถไฟจาก หลวงเสรีเรืองฤทธิ์ ซึ่งเป็นอธิบดีกรมรถไฟ และเป็นรัฐมนตรีในคณะรัฐบาลในขณะนั้น เพื่อไปทัศนศึกษาจากกรุงเทพมหานคร ไปจังหวัดนครสวรรค์ หลวงเสรีเรืองฤทธิ์ ได้อนุมัติจัดขบวนรถไฟให้ตามที่ขอ

นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้เดินทางออกจากสถานีหัวลำโพง เมื่อวันที่ พฤศจิกายน พ.ศ. 2494 เวลาประมาณเที่ยงวัน เพื่อไปทัศนศึกษาที่จังหวัดนครสวรรค์ ในขณะนั้น ผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์ เป็นศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ให้การต้อนรับ และให้การสนับสนุนเป็นอย่างดี มีการเลี้ยงอาหารต้อนรับ และพาไปทัศนศึกษา จากนั้นขบวนนักศึกษา ได้ออกเดินทางกลับกรุงเทพมหานครในคืนนั้น โดยขึ้นรถไฟเวลาประมาณเที่ยงคืน เดินทางมาถึงสถานีหัวลำโพง กรุงเทพมหานคร ในเวลาเช้าตรู่ วันที่ พฤศจิกายน พ.ศ. 2494 และได้เดินทางออกจากสถานีหัวลำโพง โดยรถโดยสารหลายคัน ที่มีผู้ให้การสนับสนุน ส่วนใหญ่จะเป็นรถเมล์ขาวในขณะนั้น มุ่งหน้าไปที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 

เมื่อนักศึกษาไปถึงมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้มีทหารเฝ้าระวังรักษาพื้นที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อยู่ ได้สอบถามว่า นักศึกษาประมาณ 3,000 คน ร่วมกันเดินทางมามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีวัตถุประสงค์อะไร บรรดานักศึกษาได้ตอบว่า ได้กลับมาทวงคืนมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพราะจอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้รับปากว่า จะคืนมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ให้

ในที่สุดทหารที่เป็นผู้ควบคุมพื้นที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในขณะนั้น เป็นทหารที่มีคุณธรรม จึงได้ยอมให้นักศึกษาเข้าไปในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์แต่โดยดี จึงถือได้ว่า ภารกิจในการทวงคืนมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ประสบความสำเร็จ

ในระหว่างที่ทวงคืนมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้มีคำขวัญ ที่ใช้ในขณะนั้นจนเป็นอมตะ และยังใช้อยู่จนทุกวันนี้ ในการเรียกร้องความเป็นธรรมคือ “รวมกันเราอยู่ แยกกันเราตาย” และ “หากขาดโดมเจ้าพระยาท่าพระจันทร์ เสมือนขาดสัญลักษณ์พิทักษ์ธรรม” คำขวัญนี้ ผู้แต่งคือ เปลื้อง  วรรณศรี ซึ่งได้รับการยกย่องว่า เป็นกวีแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

จึงเป็นที่มาว่า วันที่นักศึกษาธรรมศาสตร์ทวงคืนมหาวิทยาลัย เป็นวันคืนสู่เหย้า ของชาวธรรมศาสตร์

จำนวนการอ่าน 39 ครั้ง