สำนักกฎหมาย

มารุต บุนนาค

อินเตอร์เนชั่นแนล ลอว์ ออฟฟิศ

ปู่คออี้

ลงพิมพ์ในแนวหน้า : 2 พฤศจิกายน 2561

ดร. รุจิระ บุนนาค

2 พฤศจิกายน 2561

นายคออี้ มีมิ ซึ่งคนส่วนมากจะรู้จักกันในชื่อ “ปู่คออี้” ผู้นำทางจิตวิญญาณชนกลุ่มชาติพันธุ์ปกาเกอะญอ หรือกะเหรี่ยงสะกอแห่งป่าแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี  ได้ถึงแก่กรรมลงด้วยโรคปอดติดเชื้อ ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2561 ที่ผ่านมา ข่าวนี้ทำให้ชาวกระเหรี่ยงปกาเกอะญอ ต่างเสียใจมาก เพราะปู่คออี้เป็นที่นับถือ และเป็นผู้ต่อสู้เพื่อชาวกระเหรี่ยงปกาเกอะญอ
 
กะเหรี่ยงที่อพยพเข้ามาอาศัยอยู่ประเทศไทย แบ่งออกได้เป็น กลุ่ม (1) กระเหรี่ยงปกาเกอะญอ หรือสะกอ เป็นกลุ่มที่มีจำนวนมากที่สุด (2) กะเหรี่ยงโปร์ (3) กะเหรี่ยงบเว และ (4) กระเหรี่ยงปะโอ หรือตองสู
 
ปู่คออี้ เกิดเมื่อพ.ศ. 2454 บริเวณต้นน้ำลำภาชี รอยต่อของจังหวัดเพชรบุรี และจังหวัดราชบุรี  บิดาชื่อนายมิมิ และมารดาชื่อนางพีนอคี โดยปู่คออี้อาศัยในบ้านบางกลอยบน หรือใจแผ่นดินในป่าแก่งกระจาน ชายแดนไทย-เมียนมา อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเล 900 เมตร ปลูกบ้านด้วยไม้ไผ่ มุงหลังคาใบค้อ ทำไร่หมุนเวียน ปลูกข้าว พริก เผือก มัน ผัก มีสวนทุเรียนในป่า จับปลา ใช้ชีวิตแบบกลมกลืนกับป่า-ธรรมชาติ ติดต่อกับภายนอกน้อยมาก ในอดีตปู่คออี้เป็นคนนำทางพานักท่องไพรที่นิยมการเที่ยวป่า-ล่าสัตว์  ก่อนที่จะมีการประกาศเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน มีผลบังคับใช้ในปีพ.ศ. 2524
 
ในปี พ.ศ.2539 กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชได้อพยพชาวบ้าน                บางกลอย  ลงมาอยู่ในแปลงจัดสรร ที่บ้านโป่งลึก (เรียกว่า โป่งลึก-บางกลอยล่าง) จำนวน 57 ครอบครัว 391 คน แต่ชาวบ้านไม่สามารถอยู่ได้ เพราะไม่มีที่ทำกินเพียงพอ ทั้งที่ทำกินใหม่เป็นดินหินแข็ง ที่แทบจะเพาะปลูกอะไรไม่ได้เลย ชาวบ้านบางส่วน จึงต้องย้ายไปยังหมู่บ้านเก่า

เมื่อวันที่ พฤษภาคม พ.ศ.2554 กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ใช้ปฏิบัติการยุทธการตะนาวศรี หรือการปฏิบัติการตามโครงการขยายผลการอพยพ ผลักดัน หรือจับกุมชนกลุ่มน้อยที่บุกรุกพื้นที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานตามแนวชายแดนไทย-สหภาพเมียนมา เข้าทำการย้ายชาวบ้านอีกรอบ ทั้งเผาทำลายเพิงพัก ทั้งยุ้งข้าว ยุ้งฉาง ชาวบ้านที่ย้ายลงมารวมถึงทั้ง  ปู่คออี้ ไม่มีใครสามารถอยู่ได้ เพราะไม่มีที่ทำกิน วิถีชีวิตของชาวกะเหรี่ยงแบบดั้งเดิมเปลี่ยนแปลงไปทันที  
 
         เมื่อปีพ.ศ. 2555 ปู่คออี้พร้อมพวกรวม คน ได้รวมตัวกันฟ้องกรมอุทยานฯ ต่อศาลปกครอง คดีหมายเลขดำที่ ส.58/2555
 
ต่อมาวันที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2557 นายพอละจี รักจงเจริญ หรือบิลลี่ แกนนำหลักของชาวบ้านบางกลอย ที่คอยแก้ปัญหาต่างๆ ได้หายตัวไปอย่างลึกลับ บิลลี่มีศักดิ์เป็นหลานของ      ปู่คออี้ ครอบครัวของบิลลี่ต่างสงสัยว่า เรื่องนี้อาจมีเจ้าหน้าที่รัฐเข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะก่อนหน้าที่บิลลี่ จะหายตัวไป เจ้าหน้าที่กรมอุทยานฯ ได้ควบคุมตัวบิลลี่ไว้  เนื่องจากมีน้ำผึ้งป่าไว้ในครอบครอง แต่ทางเจ้าหน้าที่แจ้งว่า ได้ตักเตือนและปล่อยตัวไปแล้ว  
 
ในวันที่ กันยายน พ.ศ. 2559 ศาลปกครองกลาง ได้พิพากษาให้เจ้าหน้าที่กรมอุทยานฯ ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้ชาวบ้านบางกลอยคนละ 10,000 บาท ภายใน 30 วัน สำหรับการรื้อถอนด้วยการเผาทำลายเพิงพัก ยุ้งข้าว ยุ้งฉาง ศาลตัดสินว่า เป็นการใช้อำนาจโดยชอบของพนักงานเจ้าหน้าที่ ตามพ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504
 
ต่อมาเมื่อวันที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2561 ศาลปกครองสูงสุดพิพากษาให้กรมอุทยานฯ ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ฟ้องคดีที่ 1, 2,  และ เป็นเงิน 51,407 บาทต่อราย ผู้ฟ้องคดีที่ เป็นเงิน 45,302 บาท และผู้ฟ้องคดีที่ เป็นเงิน 50,807 บาท ทั้งนี้ หากผู้ฟ้องคดีรายใดได้รับค่าสินไหมทดแทนสำหรับสิ่งปลูกสร้าง และทรัพย์สินกรณีนี้ไปแล้ว ให้หักออกจากค่าสินไหมทดแทนตามคำพิพากษานี้ภายใน 30 วัน
 
ศาลปกครองสูงสุดยังชี้ว่า ผู้ฟ้องคดีไม่มีสิทธิ์ที่จะอยู่อาศัยในที่ดินพิพาท เนื่องจากที่ดินพิพาทอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน และผู้ฟ้องคดีไม่มีหนังสือสำคัญแสดงสิทธิในที่ดินหรือหลักฐานแสดงการได้รับอนุญาตจากราชการ ให้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวโดยชอบด้วยกฎหมาย จึงไม่อาจกำหนดคำบังคับให้ผู้ฟ้องคดีทั้งหกกลับคืนสู่สภาพเดิม โดยให้กลับไปอยู่อาศัยและทำกินในพื้นที่เดิมได้
 
ปู่คออี้เคยพูดตลอดเวลาว่า เป้าหมายในการฟ้องไม่ใช่เงิน แต่ต้องการกลับไปอยู่ในถิ่นอาศัยเดิมที่เกิดมา นั่นคือบ้านใจแผ่นดิน ทั้งอยากกลับไปตายที่นั่น ปู่คออี้ยังพูดว่า ที่ลงมาอยู่ไม่ใช่ที่ของแก เหมือนมาแย่งที่อยู่อาศัยของคนอื่น เลยไม่มีความสุข
 
ก่อนที่ปู่คออี้จะเสียชีวิต ปู่คออี้ได้ขึ้นชื่อว่า เป็นคนไทย เพราะเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2561  ปู่คออี้ได้ทำบัตรประชาชน ก่อนหน้านี้ปู่คออี้ได้ยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ  (กสม.) เพื่อขอความช่วยเหลือเรื่องสิทธิสถานะบุคคล ซึ่งนายทะเบียนอำเภอแก่งกระจาน ได้ตรวจสอบพยานเอกสารหลักฐาน และพยานบุคคล ซึ่งหลักฐานทะเบียนสำรวจบัญชีบุคคลในบ้านหรือ ทร.ชข. ปรากฏว่า ปู่คออี้เกิดเมื่อปีพ.ศ. 2454 บริเวณต้นน้ำลำภาชี บริเวณรอยต่อของจังหวัดเพชรบุรี และราชบุรี และทำไร่หมุนเวียนตามวิถีชีวิตดั้งเดิมของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงบริเวณที่เรียกว่า บ้านใจแผ่นดิน และบ้านบางกลอยบน
 
แม้ปู่คออี้จะสิ้นลมไปแล้ว แต่กรณีของปู่โคอี้ ถือเป็นตัวอย่างที่ดีในการประสานความร่วมมือของหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ในการแก้ไขปัญหาสัญชาติ โดยเฉพาะกลุ่มผู้เฒ่าที่ไร้สัญชาติ เพราะในปัจจุบันยังมีกลุ่มผู้เฒ่าเหล่านี้ เป็นจำนวนมาก กลุ่มบุคคลเหล่านี้แม้จะอยู่ในประเทศไทยมาช้านาน  แต่เป็นเรื่องยากที่จะขอรับรองการมีสัญชาติไทย จึงทำให้เข้าไม่ถึงระบบสวัสดิการที่รัฐจัดให้ เช่น เบี้ยเลี้ยงผู้สูงอายุ สิทธิในการเดินทางโดยเสรี ทำให้ดำรงชีวิตเป็นไปด้วยความลำบากแสนเข็ญ ทั้งยังและขาดโอกาสในหลายๆ ด้าน
 
เมื่อปีพ.ศ. 2560 ปู่คออี้ได้รับรางวัล  “ผู้อุทิศตนเพื่อสิทธิมนุษยชน”  จากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

นับว่าเป็นเรื่องดีที่ คณะกรรมการกฤษฎีกา กำลังดำเนินการปรับปรุงแก้ไขพ.ร.บ.ทะเบียนราษฎร (ฉบับที่..) พ.ศ... เพื่อแก้ไขบทบัญญัติข้อกฎหมาย เพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาสถานะทางทะเบียนและสัญชาติที่เป็นปัญหายืดเยื้อมานานของประเทศไทย
 
 
 

จำนวนการอ่าน 37 ครั้ง