สำนักกฎหมาย

มารุต บุนนาค

อินเตอร์เนชั่นแนล ลอว์ ออฟฟิศ

หุ้นโกลว์

ลงพิมพ์ในโพสต์ทูเดย์ : 30 ตุลาคม 2561

ดร. รุจิระ บุนนาค

30 ตุลาคม 2561

กลายเป็นประเด็นร้อน เมื่อนายกรณ์ จาติกวณิช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้เข้ายื่นหนังสือร้องเรียนถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และนายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เมื่อวันที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2561 

เพื่อให้ตรวจสอบกรณีที่บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ บมจ. จีพีเอสซี (GPSC) ที่บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ถือหุ้นใหญ่จะเข้าซื้อหุ้น บริษัท โกลว์ พลังงาน จำกัด (มหาชน) หรือ Glow ล๊อตแรกจาก Engine Global Developments B.V. ที่ราคาหุ้นละ 96.5 บาท มูลค่าประมาณ 97,560 ล้านบาท  และส่วนที่เหลือภายในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2561
 
บริษัท โกลว์ จดทะเบียนเมื่อวันที่ พฤศจิกายน พ.ศ. 2538 มีทุนจดทะเบียน 14,828,650,350.00 บาท วัตถุประสงค์ของบริษัท คือ การผลิตและการส่งไฟฟ้า

บมจ. จีพีเอสจี จดทะเบียนเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ.2556 และจดทะเบียนแปรสภาพเป็นบริษัทมหาชน เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557  มีทุนจดทะเบียน 14,983,008,000.00 บาท วัตถุประสงค์ของบริษัท คือ การผลิตและการส่งไฟฟ้า
 
เหตุผลที่ บมจ. จีพีเอสซี  ต้องการซื้อหุ้นจำนวนมาก นอกกลุ่มบริษัท ปตท.  เพราะ    บมจ. จีพีเอสซี  ต้องการทำธุรกิจผลิตไฟฟ้า ไอน้ำและความเย็น ที่เป็นธุรกิจที่สามารถพัฒนาได้ก้าวไกล ทั้งยังทำกำไรได้ดี  ไม่เพียงแต่การซื้อหุ้นใน บมจ. โกลว์ บมจ. จีพีเอสซี  ยังซื้อหุ้นในโรงไฟฟ้าทั้งในกลุ่ม ปตท. และนอกกลุ่ม ปตท. ทั้งการลงทุนในต่างประเทศ เช่น การจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทย่อย ภายใต้ชื่อ GPSC International Holdings Limited ซึ่งจดทะเบียนที่เขตบริหารพิเศษฮ่องกงแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน บมจ. จีพีเอสซี ยังมีแผนการขยายการลงทุนต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง
 
มีการประเมินกันว่า หากมีการซื้อหุ้นใน บมจ.โกลว์ จะทำให้ บมจ. จีพีเอสซี เป็นผู้ผลิตไฟฟ้าสูงสุดอันดับ ของประเทศ มีกำลังการผลิต 4,835 เมกะวัตต์ จากปัจจุบัน 1,940 เมกะวัตต์
 
ในปีพ.ศ. 2560 บมจ. จีพีเอสซี มีสัดส่วนรายได้จากธุรกิจไฟฟ้าร้อยละ 66 ธุรกิจไอน้ำ  ร้อยละ 26 ธุรกิจน้ำ เพื่ออุตสาหกรรม/น้ำเย็น ร้อยละ 2
 
เหตุที่ต้องมีการตรวจสอบการจะเข้าซื้อหุ้นของ บมจ. จีพีเอสซี ใน บมจ.     โกลว์ เพราะอาจเข้าข่ายขัดต่อ พ.ร.บ. ประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550 ในเรื่องของการส่งเสริมการแข่งขัน
 
เจตนารมณ์ของ พ.ร.บ.  การประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550 คือ ส่งเสริมให้มีการบริการด้านพลังงานอย่างเพียงพอ มีความมั่นคงและมีความเป็นธรรมต่อผู้ใช้พลังงาน และผู้รับใบอนุญาตปกป้องผลประโยชน์ของผู้ใช้พลังงาน ทั้งทางด้านอัตราค่าบริการ และคุณภาพการให้บริการ ส่งเสริมการแข่งขันในกิจการพลังงาน และปกป้องการใช้อำนาจในทางมิชอบในการประกอบกิจการพลังงาน ส่งเสริมให้การประกอบกิจการพลังงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพเป็นธรรมต่อผู้รับใบอนุญาต และผู้ใช้พลังงาน
 
          สำหรับเรื่องนี้ เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2561 คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) มีมติเป็นเอกฉันท์ ต่อ ไม่อนุมัติคำขอเพื่อรวมกิจการ โดยการเข้าซื้อหุ้นส่วนใหญ่ของ บมจ. จีพีเอสซี ใน บมจ.โกลว์ เพราะจะส่งผลต่อการลดการแข่งขันในการให้บริการพลังงาน 

การรวมกิจการดังกล่าว ส่งผลให้พื้นที่อุตสาหกรรมในบางพื้นที่ จะมีบริษัทที่มีอำนาจการบริหารกิจการไฟฟ้าลดลงเหลือเพียงรายเดียว  จึงเป็นการลดการแข่งขัน ถึงแม้ว่าจะอยู่ในพื้นที่การให้บริการไฟฟ้าของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) การให้บริการของ กฟภ.ไม่สามารถทดแทนการให้บริการของลูกค้ากลุ่ม บมจ. โกลว์ ได้  เพราะมีความแตกต่างกันทางคุณภาพ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ที่ต้องการความมีเสถียรภาพ รวมทั้ง กฟภ. ยังต้องจำหน่ายไฟฟ้าในราคาเดียวกันทั่วประเทศ (Uniform Tariff) ทำให้ไม่สามารถให้อัตราส่วนลดกับผู้รับบริการได้ ส่งผลให้เกิดการลดการแข่งขันดังกล่าว อันเป็นการขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมาย พ.ร.บ. การประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550
 
การพิจารณาของ กกพ. ถือได้ว่า เป็นการพิจารณา ที่ตระหนักถึงการสร้างบรรทัดฐานที่ดีและถูกต้องในระยาวด้วย
 
กกพ. เป็นองค์กรกลางในการกำกับดูแลกิจการพลังงานของประเทศ ประกอบด้วยกรรมการจำนวน คน ซึ่งเป็นบุคคลที่มีความรู้ความเข้าใจ เชี่ยวชาญมีผลงาน  และประสบการณ์ไม่น้อยกว่า 10 ปี ในสาขาพลังงาน และสาขาอื่นที่เป็นประโยชน์ต่อกิจการพลังงาน กกพ. มีหน้าที่ในการกำกับดูแลให้มีการแข่งขันอย่างเป็นธรรม และป้องกันการใช้อำนาจผูกขาด กำกับดูแลอัตราค่าบริการ กำกับดูแลมาตรฐานคุณภาพบริการ และจัดให้มีการให้บริการอย่างทั่วถึง รวมทั้งกำกับดูแลมาตรฐานความปลอดภัยในการประกอบกิจการพลังงาน
 
ปัจจุบัน กกพ. ได้รับการร้องเรียนจากกลุ่มต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นองค์กรธุรกิจ นักธุรกิจ      ทั้งในและนอกประเทศ รวมถึงนักการเมือง ทั้งยังมีผู้ที่อาจได้รับผลกระทบจากการรวมกิจการดังกล่าว ทำให้ กกพ. ต้องทำการพิจารณาในประเด็นการผูกขาดธุรกิจ ที่อาจส่งผลกระทบต่อผู้ได้รับบริการพลังงาน
 
ความเป็นจริงแล้ว กกพ. ควรทำหน้าที่ตรวจสอบด้วยตนเอง แบบที่ในทางวิชาการเรียกว่า “Watch Dog” หรือ “สุนัขเฝ้าบ้าน”  ที่จะทำหน้าที่สำรวจบริเวณบ้าน คอยดมกลิ่น ขุดคุ้ย เมื่อเห็นสิ่งผิดสังเกต หรือคนแปลกหน้าที่ท่าทางมีพิรุธ จะคอยเห่าเตือน พร้อมที่จะจู่โจมเสมอ ในกรณีไม่ชอบมาพากล ไม่ใช่ต้องรอให้มีการร้องเรียนแล้ว จึงมีการตรวจสอบ
 
เมื่อ กกพ.ไม่อนุมัติ บมจ. จีพีเอสซี  จึงต้องยกเลิกการซื้อหุ้น บมจ.โกลว์ ไปโดยปริยาย ทั้งที่การซื้อขายหุ้นในบริษัท โกลว์ โดยนักลงทุนทั่วไปได้หยุดชะงักลงในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ก่อนหน้าที่ กกพ. จะมีมติดังกล่าวเสียอีก
 
ในช่วงที่การซื้อขายหุ้นโกลว์ ต้องหยุดชะงักลง บรรดาโบรกเกอร์หลายรายได้แจ้งบรรดานักลงทุนว่า การซื้อขายหุ้นบริษัท โกลว์ เป็นสิ่งที่ทำไม่ได้ ต้องห้าม จึงมีประเด็นที่ควรพิจารณาด้วยว่า ใครควรจะเป็นผู้รับผิดชอบ ?

จำนวนการอ่าน 54 ครั้ง