สำนักกฎหมาย

มารุต บุนนาค

อินเตอร์เนชั่นแนล ลอว์ ออฟฟิศ

ค่าโง่ทางด่วน

ลงพิมพ์ในโพสต์ทูเดย์ : 23 ตุลาคม 2561

ดร. รุจิระ บุนนาค

23 ตุลาคม 2561

สภาพการจราจรที่ติดขัดทำให้ต้องสร้างทางด่วน ทางพิเศษ ทางยกระดับ ในเมืองต่างๆ หลายประเทศทั่วโลก

บางประเทศในเอเชียบางครั้งรถติดนานถึง วันในช่วงเทศกาล เพราะต้องเข้าคิวจ่ายค่าทางด่วน แต่ทางด่วนเป็นสิ่งจำเป็นไปแล้วในปัจจุบัน รวมทั้งในประเทศไทย

ประเทศไทยมีทางด่วน ทางยกระดับอยู่เป็นจำนวนมาก มีหลายเส้นทางที่เชื่อมต่อจากชานเมืองเข้ามาในเมือง และบางครั้งสร้างใกล้ๆ กัน เพราะหน่วยงานที่เป็นเจ้าของโครงการเป็นคนละหน่วยงานกัน

เมื่อไม่นานมานี้ ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษายืนตามศาลปกครองชั้นต้น ให้การทางพิเศษแห่งประเทศไทย หรือ กทพ. จ่ายค่าชดเชยรายได้ให้กับ บริษัททางด่วนกรุงเทพเหนือ จำกัด (NECL) เป็นเงิน 1,790 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย 3,296 ล้านบาท รวมแล้วร่วม พันล้านบาท

สาเหตุที่ต้องจ่ายเงินดังกล่าว เพราะมีการสร้างทางยกระดับดอนเมืองโทลล์เวย์ ช่วงอนุสรณ์สถานแห่งชาติ-รังสิต โดยกรมทางหลวง ซึ่งเป็นการแข่งขันกับทางด่วนสายบางปะอิน-ปากเกร็ด ของ NECL ทำให้ส่งผลกระทบ ปริมาณการจราจร และรายได้ค่าผ่านทางของ NECL ลดลงจากที่ประมาณการไว้ตามสัญญาที่ทำกับ กทพ.

บริษัท ทางด่วนกรุงเทพเหนือ จำกัด (NECL) นั้นเป็นบริษัทในเครือของบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (BEM) ซึ่งประกอบกิจการทางด่วนและรถไฟฟ้าใต้ดิน

เดิม BEM เกิดขึ้นมาจากการควบรวมกิจการของสองบริษัทใหญ่ด้านการคมนาคมของประเทศไทย คือบริษัท ทางด่วนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (BECL) ผู้ประกอบกิจการทางด่วน กับบริษัท รถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (BMCL) ผู้ประกอบกิจการรถไฟฟ้าใต้ดิน โดยการควบรวม และโอนสัญญาสัมปทานระหว่างบริษัทนั้น ได้รับมติเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี

การที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ เพราะการควบรวมไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐและผลประโยชน์ของชาติ แต่การควบรวมจะทำให้บริษัทใหม่ ที่เกิดจากการควบรวมมีความแข็งแกร่งทางธุรกิจมากขึ้น

BEM ซึ่งเป็นบริษัทอันเกิดจากการควบรวมนั้น เป็นบริษัทย่อยของบริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) ยักษ์ใหญ่ด้านการก่อสร้างของประเทศไทย บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) ประกอบกิจการก่อสร้างโครงการใหญ่เมกกาโปรเจ็คมากมาย

นอกจากนี้บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) ยังมีกิจการอีก เช่น การผลิตจำหน่ายกระแสไฟฟ้าทั้งในประเทศ โดยดำเนินงานผ่านทางบริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) และในต่างประเทศ ผ่านทางบริษัท ไชยะบุรี พาวเวอร์ จำกัด ที่ได้รับสัมปทานสร้าง และผลิตกระแสไฟฟ้าจากรัฐบาลลาว เพื่อดำเนินโครงการไฟฟ้าพลังน้ำ ไชยะบุรี บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) ยังประกอบกิจการผลิตและจำหน่ายน้ำประปา รวมถึงการก่อสร้าง บริหารกิจการทางด่วน และรถไฟฟ้าใต้ดินอีกด้วย

BEM และบริษัทย่อยนั้นมีคดีข้อพิพาทอยู่กับ กทพ. ประมาณ 11 คดี ซึ่งได้มีการนำข้อพิพาทเข้าสู่การพิจารณาของอนุญาโตตุลาการ และศาลปกครอง แบ่งเป็นคดีที่ BEM และบริษัทย่อยเป็นผู้ฟ้องเรียกร้องค่าเสียหายจาก กทพ. ประมาณ คดี รวมทุนทรัพย์ประมาณ หมื่น พันล้านบาท และมีข้อพิพาทที่ กทพ. เป็นฝ่ายฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากทาง BEM อีกประมาณ คดี รวมทุนทรัพย์ประมาณ พัน ร้อยล้านบาท
 
ดังนั้น ข้อพิพาทระหว่าง BEM กับ กทพ. จึงอาจจัดได้ว่า เป็นมหากาพย์คดีทางด่วน เพราะมีหลายคดี แต่ละคดีมีทุนทรัพย์มาก และใช้เวลาดำเนินคดีนานหลายปีทั้งในชั้นอนุญาโตตุลาการและชั้นศาล
เมื่อศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาให้ กทพ. แพ้คดี เพราะมีการอนุญาตให้ก่อสร้างเส้นทางอันเป็นการแข่งขันกับโครงการทางด่วนของ NECL จึงทำให้ กทพ. ต้องจ่ายค่าเสียหายให้ NECL ประมาณ พันล้านบาทภายใน 90 วันนับจากคดีถึงที่สุดนั้น ทาง กทพ. ระบุว่า กทพ. มีศักยภาพในการชำระเงินค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวได้ทั้งหมด โดยไม่ต้องเจรจากับ NECL หรือกู้ยืมเงินมาจ่าย

ทั้งนี้เพราะ กทพ. มีเงินคงเหลือในกองทุนหลายหมื่นล้านบาท และรัฐอาจตัดสินใจช่วยเหลืออุดหนุนการจ่ายค่าสินไหมทดแทนดังกล่าว หากรัฐบาลจะช่วยเหลือแล้ว ยังมีหลายวิธีที่อาจช่วยโดยไม่ต้องชำระเงินสด เช่น การหักรายได้ที่ กทพ. ต้องส่งให้กระทรวงการคลังประมาณปีละ พันล้านบาทมาชำระแทน เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม มีข้อสังเกตในคดีนี้ว่าจำนวนดอกเบี้ยที่ต้องชำระให้ NECL นั้นสูงกว่าเงินที่ NECL ฟ้องเป็นค่าชดเชยรายได้อยู่มากเกือบ เท่าตัว อันเป็นผลมาจากการดำเนินคดีที่ยาวนาน และถ้าหาก กทพ. ไม่ต่อสู้คดีจนยืดเยื้อเป็นเวลานาน จะสามารถบรรเทาความเสียหายของตนได้เป็นจำนวนมาก

มีผู้ตั้งข้อสังเกตอีกว่า คดีนี้ NECL ไม่ควรฟ้อง กทพ. แต่ NECL ควรจะยื่นฟ้องกรมทางหลวงที่อนุมัติให้มีการสร้างเส้นทางอันเป็นการแข่งขันกับเส้นทางของ NECL มากกว่า
 
คดีนี้จึงเป็นอุทาหรณ์ถึงการที่หน่วยงานของรัฐไม่ประสานงานกัน แต่เป็นลักษณะของการต่างคนต่างทำ สร้างแต่โครงการของตน จึงทำให้ต้องจ่ายเงินจำนวนมหาศาลให้กับภาคเอกชน เป็นการที่คนไทยฟ้องร้องและจ่ายเงินให้คนไทยด้วยกัน ซึ่งไม่ควรจะเกิดขึ้น
 
นอกจากนี้ ยังมีความเสียหายแฝงอยู่อีก กล่าวคือ การสร้างทางที่ซ้ำซ้อนในเส้นทางใกล้เคียงกัน ทำให้มีเส้นทางสัญจรเกินกว่าปริมาณการจราจร ใช้งานได้ไม่คุ้มค่า และไม่มีความจำเป็นเร่งด่วน ควรนำเงินค่าก่อสร้างและดำเนินงานในเส้นทางดังกล่าว ไปใช้ในการสร้างถนนหนทางในต่างจังหวัด หรือพื้นที่ที่ต้องการถนน ทางพิเศษเพิ่ม ซึ่งมีปริมาณการจราจรที่หนาแน่นติดขัดจะดีกว่า

 สุดท้ายเงินที่นำมาจ่ายชดเชยในคดีนี้เป็นเงินภาษีของประชาชน หรือส่งผลกระทบต่อเงินภาษีของประชาชน ซึ่งไม่ควรจะเป็นเช่นนั้น เพราะแม้จะเป็นคดีข้อพิพาทที่สื่อต่างๆ เรียกกันว่า ค่าโง่ทางด่วน

แต่ประชาชนที่เสียภาษีมาจ่ายค่าโง่นี้ ไม่ได้เป็นคนโง่แต่อย่างใด จึงไม่ควรให้ประชาชนเป็นผู้รับภาระในเรื่องนี้
 
 

จำนวนการอ่าน 61 ครั้ง