สำนักกฎหมาย

มารุต บุนนาค

อินเตอร์เนชั่นแนล ลอว์ ออฟฟิศ

กฎหมายยาฉบับใหม่

ลงพิมพ์ในเดลินิวส์ : 22 ตุลาคม 2561

ดร. รุจิระ บุนนาค

22 ตุลาคม 2561

ยาเป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ที่มีความจำเป็นต่อมนุษย์ มีคำพูดว่า “ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ” แต่ความจริงแล้ว คนส่วนมาก แม้จะไม่มีโรคประจำตัวที่ร้ายแรง ล้วนแต่มีความจำเป็นที่จะต้องพึ่งยาทั้งสิ้น
 
โรคบางอย่างไม่ต้องไปรักษาที่โรงพยาบาลหรือคลินิก  ทำให้ผู้คนหันไปพึ่งร้านขายยา ที่ปัจจุบันมีให้เห็นตามท้องถนน หรือในห้างสรรพสินค้า หรือยาบางอย่างหาซื้อได้ตามร้านสะดวกซื้อ
 
เมื่อพิจารณาตาม พ.ร.บ.ยา พ.ศ. 2510 สามารถแบ่งยาออกเป็น ประเภทใหญ่ๆ ที่สำคัญ คือ (1) ยาสามัญประจำบ้าน เป็นยาที่ได้รับการพิจารณาแล้วว่า ปลอดภัยไม่ต้องอยู่ภายใต้ความควบคุมการดูแลของแพทย์ มีวางจำหน่ายตามทั่วไป (2) ยาอันตราย คือ ยาแผนปัจจุบันที่มีอันตรายสูงกว่ายาสามัญประจำบ้าน โดยจะมีฉลากระบุว่า “ยาอันตราย” เช่น ยาขับปัสสาวะ   ยาลดความดันโลหิต ยาประเภทนี้ต้องขายเฉพาะในร้านขายยาแผนปัจจุบัน โดยอยู่ภายใต้การควบคุมของเภสัชกร (3) ยาควบคุมพิเศษ คือ ยาแผนปัจจุบันที่ก่อให้เกิดอันตรายได้ง่าย แม้จะมีการใช้อย่างถูกต้อง ยาประเภทนี้ จึงต้องอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลจากแพทย์อย่างใกล้ชิด แพทย์แผนปัจจุบันเท่านั้นที่มีอำนาจสั่งจ่าย  เช่น ยากลุ่มยาสเตียรอยด์ ยาคลอแรมเฟนิคอล น้ำมันสลอด (4)  ยาบรรจุเสร็จ เป็นยาแผนปัจจุบัน มีการผลิตขึ้นบรรจุในภาชนะหรือหีบห่อที่ปิด หรือผนึกไว้และมีฉลากครบถ้วน เช่น ยาหยอดตา
 
ยาเป็นสิ่งจำเป็น แต่ในขณะเดียวกัน หากมีการใช้อย่างผิดวิธี  หรือใช้ไม่ถูกกับความเจ็บป่วย ยาย่อมก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้ใช้ มีผลข้างเคียง  หรืออาจถึงขั้นเสียชีวิต กฎหมายจึงต้องเข้ากำกับดูแลประเภทของร้านขายยา  และการจำหน่ายยาเพื่อคุ้มครองให้ผู้ใช้ยาได้รับความปลอดภัยจากการใช้ยา

กฎหมายได้แบ่งประเภทของร้านขายยา คือ (1) ข.ย. ร้านขายยาแผนปัจจุบัน  ขายยาอันตราย หรือยาควบคุมพิเศษบางประเภทที่ต้องมีใบสั่งแพทย์  แต่ยาควบคุมพิเศษบางประเภท จะถูกห้ามขาย เช่น ยานอนหลับ ร้านขายยานี้ต้องมีเภสัชกรควบคุมร้าน (2) ข.ย.2 ร้านขายยาแผนปัจจุบันเฉพาะยาบรรจุเสร็จ ที่ไม่ใช่ยาอันตราย หรือยาควบคุมพิเศษเหล่านี้  ไม่ต้องใช้ใบสั่งแพทย์ และ “ไม่ต้องมี” เภสัชกรควบคุมร้าน และ  (3) ข.ย.3 ร้านขายยาแผนปัจจุบันเฉพาะยาบรรจุเสร็จสำหรับสัตว์ควบคุมการขายโดยเภสัชกร หรือผู้ประกอบการบำบัดโรคสัตว์ชั้นหนึ่งหรือชั้นสอง ประจำอยู่ตลอดเวลาที่เปิดทำการ การซื้อยาไม่ต้องใช้ใบสั่งยาของสัตวแพทย์

ร้านขายยาจะเป็นร้านประเภทใด สังเกตได้จากสีของป้าย ป้ายสีน้ำเงิน คือ ร้านขายยาแผนปัจจุบัน (ข.ย.1) ป้ายสีเขียว คือ ร้านขายยาแผนปัจจุบันเฉพาะยาบรรจุเสร็จที่ไม่ใช่ยาอันตรายหรือยาควบคุมพิเศษ (ข.ย.2) ป้ายสีแดง  คือ ร้านขายยาแผนปัจจุบันบรรจุเสร็จสำหรับสัตว์ (ข.ย.3) นอกจากนี้ ยังมีป้ายสีเขียวสำหรับร้านขายยาแผนโบราณ (ข.ย.บ.)
 
ร้านขายยาที่ต้องมีเภสัชกรควบคุม  กฎหมายกำหนดให้ต้องมีชื่อและนามสกุล เวลาปฏิบัติการของเภสัชกร แสดงอยู่ในที่สามารถเห็นได้อย่างชัดเจน

เภสัชกรเป็นบุคลากรที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง  สามารถช่วยแบ่งเบาภาระของภาครัฐ เพราะบางครั้งอาการแค่เจ็บป่วยเล็กน้อย ไม่จำเป็นต้องไปรอรับการรักษาที่โรงพยาบาลการบอกอาการเจ็บป่วยให้เภสัชกรฟัง  เภสัชกรสามารถจ่ายยาให้ตรงกับความเจ็บป่วยได้
 
การที่ร้านขายบางประเภทต้องมีเภสัชกรควบคุม  ยังเป็นการป้องกันไม่ให้อาการของผู้ซื้อยาทรุดลง เพราะเภสัชจะมีการสอบถามอายุ อาการ  น้ำหนัก เพื่อที่จะได้จ่ายยาให้ถูกต้อง ทั้งยังมีการสอบถามประวัติการแพ้ยา เพื่อหลีกเลี่ยงการจ่ายยากลุ่มนั้น และใช้ยากลุ่มอื่นแทน

กฎหมายได้กำหนดบทลงโทษ สำหรับบุคคลอื่นที่ไม่ใช่เภสัชกรจ่ายยา  โดยไม่ได้รับอนุญาต คือ โทษจำคุกไม่เกิน ปี ปรับไม่เกิน 10,000 บาท

ปัจจุบันได้มีการแก้ไข พ.ร.บ ยา พ.ศ. 2510  ตามร่างพ.ร.บ. ยา พ.ศ. …ได้มีการแก้ไขหลายเรื่องด้วยกัน กฎหมายฉบับใหม่ได้มีการแบ่งประเภทของยาใหม่ออกเป็น กลุ่ม เพื่อให้เป็นไปตามหลักสากล คือ (1) ยาควบคุมพิเศษ (ยาที่จ่ายตามใบสั่งแพทย์) (2) ยาอันตรายพิเศษ (ยาที่จ่ายโดยเภสัชกร) และ (3) ยาสามัญ (ยาที่ประชาชนเลือกใช้เอง)  นอกจากนี้  ประเด็นที่แก้ไขและเป็นที่ถกเถียงกัน ที่มีทั้งฝ่ายที่สนับสนุนและคัดค้านมากที่สุด คือ การให้บุคคลในวิชาชีพอื่นที่ไม่ใช่เภสัชกรสามารถจ่ายยาได้
 
กฎหมายฉบับเดิมมี (1) เภสัชกร (2) แพทย์ (3) ทันตแพทย์ และ (4) สัตวแพทย์  สำหรับร่าง พ.ร.บ.ฉบับใหม่ จะมี (1) เภสัชกร (2)  แพทย์ (3) ทันตแพทย์ (4) สัตวแพทย์ (5) พยาบาลวิชาชีพ (6) นักเทคนิคการแพทย์ (7) นักกายภาพบำบัด และ (8) แพทย์แผนไทย
 
ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยที่ส่วนมากเป็นเภสัชกร มีความเห็นว่า  ย่อมส่งผลกระทบต่อผู้ป่วย  เพราะผู้ป่วยแต่ละคนมีข้อจำกัดเฉพาะตัวที่แตกต่างกัน เช่น น้ำหนักตัวข้อมูลเชิงเทคนิคเหล่านี้   มีเฉพาะกลุ่มเภสัชกรเท่านั้น  ที่จะสามารถคำนวณได้ เภสัชกรจะมีความรู้ด้านโครงสร้างยามากกว่าสายวิชาชีพอื่นๆ ยาที่ผู้ป่วยใช้อยู่อาจไม่เหมาะสมและ  ต้องใช้ยาอื่นแทน หากผู้จ่ายยาไม่มีความรู้อย่างมากพอ ย่อมเกิดอันตรายต่อชีวิตของผู้ป่วยได้
 
ฝ่ายที่สนับสนุนกฎหมายใหม่ ที่เป็นสายอาชีพพยาบาลมองว่า พยาบาลวิชาชีพในทุกหลักสูตร มีการเรียนการสอนเรื่องยาอย่างเพียงพอที่จะปฏิบัติงานกับผู้ป่วย  และประชาชนได้อย่างปลอดภัย  โดยมีการเรียนรายวิชา การรักษาโรคเบื้องต้น  มีการอบรมเรื่องการใช้ยาอย่าง สมเหตุผลร่วมกับการตรวจวินิจฉัยโรคเบื้องต้น ซึ่งจะมียา 18 กลุ่ม  

ฝ่ายโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.)  มีความเห็นว่า  บางพื้นที่ที่มีประชากรมากหรือทุรกันดาร  บางแห่งไม่มีเภสัชกรประจำการ ต้องอาศัยเภสัชกรหมุนเวียนจากตัวจังหวัด กฎหมายฉบับใหม่จะรองรับวิชาชีพพยาบาล  และเจ้าหน้าที่วิชาชีพอื่น ช่วยจ่ายยาแทนเภสัชกรได้ ย่อมจะทำให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาตามความเหมาะสม
 
ฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ล้วนมีเหตุผลที่ดีที่สนับสนุน ส่วนประชาชนคงต้องการให้ทุกฝ่ายคำนึงถึงสุขภาพประชาชนเป็นหลัก จึงเป็นเรื่องที่ต้องติดตามกันต่อไป
 
 



จำนวนการอ่าน 395 ครั้ง