สำนักกฎหมาย

มารุต บุนนาค

อินเตอร์เนชั่นแนล ลอว์ ออฟฟิศ

ไพรมารี่โหวต

ลงพิมพ์ในแนวหน้า : 12 ตุลาคม 2561

ดร. รุจิระ บุนนาค

12 ตุลาคม 2561

ตามพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 กำหนดให้มี “ระบบการคัดเลือกผู้สมัครขั้นต้น” หรือ“ไพรมารี่โหวต”  (Primary Vote) คือ  ก่อนการเลือกตั้งจริงทุกพรรคการเมืองจะต้องจัดการเลือกขั้นต้น เพื่อให้สมาชิกพรรคลงคะแนนเลือกว่า จะเลือกใครให้เป็นตัวแทนของพรรค ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสส. ประจำเขตต่างๆ

การจะส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งในเขตหนึ่งๆ พรรคการเมืองจะต้องมีสาขาพรรคการเมือง หรือตัวแทนพรรคการเมืองในจังหวัดนั้น  สาขาของพรรคการเมืองต้องมีอย่างน้อยภาคละหนึ่ง สาขา แต่ละสาขาจะต้องมีสมาชิกที่มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตพื้นที่นั้นๆ  รวมทั้งหมดต้องมีสมาชิก 500 คนขึ้นไป และสำหรับการตั้งตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัดจะต้องมีสมาชิกในจังหวัดนั้นๆ 100 คนขึ้นไป

การส่งผู้สมัครแบบแบ่งเขตคณะกรรมการสรรหาผู้รับสมัครเลือกตั้ง ที่ได้มาจากการประชุมใหญ่ของพรรคการเมือง จะกำหนดวัน เวลา และสถานที่ในการสมัครเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้ง และประกาศให้สมาชิกของพรรคทราบ  เมื่อถึงเวลารับสมัครคณะกรรมการสรรหา จะตรวจสอบคุณสมบัติของผู้สมัครในแต่ละเขต และจะดำเนินการส่งรายชื่อผู้สมัครให้สาขาพรรคการเมืองหรือตัวแทนพรรคประจำจังหวัด  ที่มีพื้นที่รับผิดชอบในเขตเลือกตั้งนั้น  เมื่อสาขาพรรคการเมืองหรือตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัดได้รับรายชื่อผู้สมัคร ให้จัดประชุมสมาชิกเพื่อลงคะแนนเลือกผู้สมัครตามที่คณะกรรมการสรรหาส่งมา

การประชุมสาขาพรรคการเมืองต้องมีสมาชิกมาประชุมไม่น้อยกว่า 100 คน หรือการประชุมตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด  ต้องมีสมาชิกมาประชุมไม่น้อยกว่า 50 คน ในการลงคะแนนสมาชิกมีสิทธิลงคะแนนเลือกได้หนึ่งคน หลังจากลงคะแนนเสร็จให้นับคะแนนและประกาศผลการนับคะแนน หลังจากนั้นให้รายงานรายชื่อผู้สมัครซึ่งได้รับคะแนนสูงสุดสองลำดับแรกให้คณะกรรมการสรรหาทราบ

   เมื่อคณะกรรมการสรรหาได้รับรายชื่อ ให้ส่งรายชื่อผู้สมัครซึ่งได้รับคะแนนสูงสุดของแต่ละเขตเลือกตั้งให้คณะกรรมการบริหารพรรคพิจารณาให้ความเห็นชอบ ถ้าคณะกรรมการบริหารพรรคไม่เห็นชอบ ให้แสดงเหตุผลและให้พิจารณาผู้สมัคร  ซึ่งได้คะแนนในลำดับถัดไปเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้ง  และในกรณีที่คณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองไม่เห็นชอบกับรายชื่อทั้งหมด ให้คณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองและคณะกรรมการสรรหา ประชุมร่วมกัน หากที่ประชุมร่วมกันมีมติเห็นชอบกับผู้สมัครรายใด ให้เสนอชื่อผู้สมัครรายนั้น

  สำหรับการส่งผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อให้คณะกรรมการสรรหากำหนดวัน เวลา และสถานที่ในการเสนอรายชื่อบุคคลเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้ง และมีหนังสือแจ้งไปยังคณะกรรมการบริหารพรรคการเมือง หัวหน้าสาขาพรรคการเมือง ตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด และประกาศให้สมาชิกทราบเมื่อกำหนดเวลาเสนอรายชื่อ ให้คณะกรรมการสรรหา ตรวจสอบคุณสมบัติและจัดทำบัญชีรายชื่อไม่เกิน 150 คน โดยคำนึงถึงผู้สมัครรับเลือกตั้งจากภูมิภาคต่างๆ และความเท่าเทียมกันระหว่างชายและหญิง แล้วส่งบัญชีรายชื่อดังกล่าวไปยังสาขาพรรคการเมืองหรือตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด  หลังจากนั้นให้หัวหน้าสาขาพรรคการเมืองหรือตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด  จัดประชุมเพื่อให้สมาชิกลงคะแนนเลือกตั้งบุคคลในบัญชีรายชื่อ โดยสมาชิกแต่ละคนสามารถลงคะแนนเลือกได้ไม่เกิน 15 คน  ทั้งนี้การประชุมสาขาพรรคการเมืองสมาชิกต้องมาประชุมไม่น้อยกว่า 100 คน หรือการประชุมตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด  สมาชิกต้องมาประชุมไม่น้อยกว่า 50 คน เมื่อการลงคะแนนเสร็จเรียบร้อยแล้ว ให้หัวหน้าสาขาพรรคการเมือง  หรือตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด ทำการประกาศผลการนับคะแนน  หลังจากนั้นให้รีบรายงานไปยังคณะกรรมการสรรหา 

คณะกรรมการสรรหา จะทำการทำบัญชีรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้ง โดยเรียงลำดับตามผลรวมของคะแนน  ที่ได้รับจากสาขาพรรคการเมือง  หรือตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด หลังจากนั้นให้คณะกรรมการสรรหา ส่งบัญชีรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้ง ให้คณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองให้พิจารณาให้ความเห็นชอบ หากคณะกรรมการบริหารพรรค ไม่เห็นชอบให้ดำเนินการใหม่  จนกว่าจะได้บัญชีรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้ง

การใช้ระบบไพรมารี่โหวต จะเปิดโอกาสให้สมาชิกพรรคมีส่วนร่วมทางการเมือง สามารถคัดเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้งที่ตนเห็นว่าดี เข้าชิงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ทั้งยังเป็นการขจัดการครอบงำทางการเมือง ตั้งแต่อดีตมาจะเห็นได้ว่า อำนาจในการคัดเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้ง มักจะถูกกำหนดโดยหัวหน้าพรรคการเมือง คณะกรรมการบริหารพรรคการเมือง ผู้มีอำนาจในพรรคการเมือง นายทุนพรรคการเมือง ดูเสมือนว่าพรรคการเมืองบางพรรคเป็นเผด็จการในตัว พรรคการเมืองเป็นของครอบครัวหรือนายทุน  แทบไม่มีพรรคการเมืองที่เป็นของสมาชิกอย่างแท้จริง การให้สมาชิกพรรคมีส่วนร่วมในการคัดเลือกผู้สมัคร จึงเป็นการปฏิรูปการเมืองขั้นพื้นฐานที่จะพัฒนาให้พรรคการเมืองเป็นประชาธิปไตย โดยให้ประชาชนเป็นเจ้าของและมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง

การเลือกตั้ง ส.ส. ครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พุทธศักราช 2560   คาดว่าจะจัดขึ้นอย่างเร็วที่สุด (หากไม่มีเหตุแทรกซ้อนเสียก่อน) คือ เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562 จะมีตำแหน่งส.ส. 500 ที่นั่ง แบ่งเป็น ส.ส. แบบแบ่งเขต 350 ที่นั่ง และเป็น ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ 150 คน   ซึ่งจะต้องนำระบบไพรมารี่โหวตมาใช้บังคับ 

   เนื่องจากระบบไพรมารี่โหวตมีขั้นตอนต่างๆ ที่ใช้เวลาหลายพรรคการเมืองมองว่า  ยังไม่มีความพร้อม จึงได้มีการเสนอให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ใช้อำนาจตามมาตรา  44  สำหรับการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562 ให้ใช้แบบเดิม คือ ให้คณะกรรมการบริหารพรรคการเมือง  มีหน้าที่พิจารณาส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง  และแบบสัดส่วนของพรรคการเมือง 

กรณีนี้ แสดงให้เห็นอย่างหนึ่งว่า ถ้าคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ พิจารณาจากสถานการณ์จริง  น่าจะกำหนดบทเฉพาะกาลเกี่ยวกับการเลือกตั้งในครั้งนี้ว่า  ยังไม่ต้องใช้ระบบไพรมารี่โหวต  ให้ใช้ตามวิธีเดิมไปก่อน  

ปัญหาที่หลายฝ่ายมองว่า  ใช้มาตรา 44 ซึ่งเป็นอำนาจเบ็ดเสร็จ แบบพร่ำเผื่อจะไม่เกิดขึ้น 

จำนวนการอ่าน 204 ครั้ง