สำนักกฎหมาย

มารุต บุนนาค

อินเตอร์เนชั่นแนล ลอว์ ออฟฟิศ

ชัยชนะของผู้บริโภค

ลงพิมพ์ในโพสต์ทูเดย์ : 9 ตุลาคม 2561

ดร. รุจิระ บุนนาค

9 ตุลาคม 2561

เมื่อเดือนกันยายน 2561 ที่ผ่านมา ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ได้มีคำพิพากษาในคดีผู้บริโภคให้ผู้เสียหายที่ใช้รถฟอร์ด รุ่นเฟียสต้า และโฟกัส ชนะคดี จากการที่บริษัท ฟอร์ด ได้ผลิตและจำหน่ายรถยนต์ที่ไม่ได้มาตรฐานออกจำหน่าย ในเรื่องชิ้นส่วนชุดคลัตซ์และกล่องโมดุลเกียร์

คดีนี้ เดิมมีผู้เสียหายจากการใช้รถฟอร์ด 421 ราย สามารถไกล่เกลี่ยตกลงกันได้ 113 ราย จึงมีผู้ฟ้องคดีเพียง 308 ราย ศาลพิพากษาชดใช้ค่าเสียหาย 296 ราย เป็นค่าเสื่อมราคาจากการซ่อมครั้งละ 20,000 บาท ค่าขาดประโยชน์จากการไม่ได้ใช้รถระหว่างซ่อมวันละ 1,000 บาท เฉลี่ยรายละ 15,000 – 240,000 บาท รวมเป็นเงินประมาณ 23 ล้านบาท และให้จ่ายดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้อง โดยให้ชำระคืนให้กับผู้เสียหาย ภายใน วัน

ส่วนผู้เสียหายอีก 12 ราย ศาลยกฟ้อง สาเหตุเพราะได้ดัดแปลงสภาพติดตั้งระบบแก๊ส LPG จำนวน ราย และไม่เคยนำรถยนต์เข้าซ่อมในเรื่องเปลี่ยนแปลงชิ้นส่วนคลัตซ์ และกล่องควบคุมโมดุลเกียร์ที่มีปัญหา ราย

  คดีนี้ ศาลไม่ได้สั่งให้บริษัทฟอร์ด  ซื้อรถยนต์ที่มีปัญหาคืนจากผู้เสียหาย หรือห้ามบริษัทฟอร์ด จำหน่ายหรือเรียกเก็บรถทั้งสองรุ่นที่ยังจำหน่ายอยู่ในท้องตลาด เพราะรถที่มีปัญหามีไม่ถึง 500 คัน ในขณะที่รถทั้งสองรุ่นที่มีปัญหา จำหน่ายถึง 90,000 คันต่อปี และยังไม่เคยมีผู้ใดบาดเจ็บหรือเสียชีวิต จากการใช้รถยนต์สองรุ่นนี้ จึงไม่ถือว่า เป็นรถยนต์ที่เป็นอันตราย

    ผู้เสียหายจำนวนไม่น้อยต่างคาดหวังว่า บริษัทฟอร์ด จะซื้อรถยนต์คืน เพราะแม้จะได้รับการชดใช้เป็นค่าซ่อม และซ่อมจนสามารถใช้งานได้ แต่รถยนต์ยังคงเป็นคันเดิม ความมั่นใจในการขับขี่คงไม่เต็มร้อย หากจะขายต่อ คงเป็นไปได้ยาก เพราะเป็นข่าวใหญ่โต ถ้าขายเป็นรถมือสอง คงถูกกดราคา เงินอาจไม่พอที่จะจ่ายเงินดาวน์รถคันใหม่ ทางเลือกคงมีเพียง ทนใช้ต่อไป และมั่นเช็คสภาพเป็นระยะๆ

ชัยชนะของผู้บริโภคครั้งนี้  มาจากรวมตัวกันของผู้เสียหายที่เป็นผู้บริโภค ในการเรียกร้องผู้ประกอบการ และนับว่า เป็นคดีแรกที่ศาลมีคำพิพากษาในคดีที่ผู้เสียหาย รวมตัวกันเป็นโจทก์ฟ้องคดีแบบกลุ่ม (Class Action)
 
 คำพิพากษาของศาลตัดสินตามหลักกฎหมาย แต่อาจไม่ตรงกับความคาดหวังของผู้เสียหาย    คำพิพากษาได้ระบุเจาะจงถึงรถยนต์ที่จะต้องซ่อม

 ในเรื่องเกี่ยวกับรถยนต์ที่ถือว่า เป็นทรัพย์  มีประเด็นทางกฎหมายที่น่าสนใจ คือ เรื่องทรัพย์เฉพาะสิ่ง การซื้อขายรถยนต์ที่กำหนดตัวรถยนต์แล้ว ถือเป็นการซื้อขายทรัพย์เฉพาะสิ่ง เพราะผู้ซื้อได้เลือกแล้วว่า จะซื้อคันไหน และได้มีการตกลงกับผู้ขายชัดเจนแน่นอนว่า เป็นคันใด ทั้งได้มีการวางมัดจำและทำสัญญาซื้อขายนับจากที่ได้มีการทำสัญญาซื้อขาย รถยนต์ได้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ซื้อ แม้จะยังไม่มีการส่งมอบรถยนต์

  เมื่อกล่าวถึงทรัพย์เฉพาะสิ่ง ซึ่งเป็นทรัพย์ที่ทั้งผู้ซื้อและผู้ขายทราบแน่นอนว่า  เป็นทรัพย์ชิ้นใด ส่วนทรัพย์ที่ผู้ซื้อและผู้ขาย  ยังไม่ได้กำหนดหรือระบุ ทำให้ไม่รู้ว่า เป็นทรัพย์ชิ้นใด   หากระบุเพียงแค่รถยนต์หนึ่งคัน  แต่ไม่ได้ระบุว่า เป็นคันไหน รวมทั้งรายละเอียดสี รุ่น  ไม่ใช่เป็นการซื้อขายทรัพย์เฉพาะสิ่ง  เป็นการซื้อขายทรัพย์ทั่วไป การซื้อขายทรัพย์ที่ยังไม่ได้กำหนดไว้แน่นอน กรรมสิทธิ์ยังไม่โอนจนกว่าทรัพย์นั้นจะได้มีการกำหนดว่าเป็นทรัพย์ชิ้นใด  หรือนับ ชั่ง ตวง วัด คัดเลือก หรือทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อให้รู้ตัวทรัพย์ที่แน่นอน

เมื่อกรรมสิทธิ์ในทรัพย์โอนมาเป็นของผู้ซื้อ มีประเด็นเรื่องภัยพิบัติ ที่อาจทำให้บางคนมองว่าขัดต่อความรู้สึกไปบ้าง  ทั้งที่เป็นไปตามหลักกฎหมาย เช่น  


กรณีผู้ซื้อตกลงซื้อรถยนต์จากผู้ขายรถหนึ่งคัน กำหนดตัวรถยนต์และชำระราคาบางส่วนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ส่งมอบอีกสามวันข้างหน้า แต่ยังไม่ถึงเวลาส่งมอบ เกิดน้ำท่วมใหญ่ แม้ผู้ขายพยายามอย่างดีแล้วที่จะป้องกันไม่ให้น้ำท่วมรถ แต่รถเสียหายทั้งคัน เมื่อตกลงซื้อรถยนต์ กรรมสิทธิ์ได้โอนไปแล้ว แม้ยังชำระราคาไม่ครบ และยังไม่ส่งมอบรถยนต์ ถือว่าภัยพิบัติตกแก่ผู้ซื้อ ต้องชำระราคารถส่วนที่เหลือ

กรณีที่ผู้ซื้อคนแรกซื้อรถยนต์จากผู้ขาย โดยชำระราคาด้วยเช็ค  หลังจากนั้นผู้ซื้อคนแรกได้ขายรถยนต์พิพาทให้แก่ผู้ซื้อคนใหม่ โดยผู้ซื้อคนใหม่ชำระราคาครบถ้วนและได้รับมอบรถยนต์พิพาทจากผู้ซื้อคนแรกแล้ว แม้เช็คที่ผู้ซื้อคนแรก ชำระราคารถยนต์พิพาทถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน การซื้อขายรถยนต์พิพาทระหว่างผู้ซื้อคนแรก และผู้ขาย  กรรมสิทธิ์โอนไปยังผู้ซื้อคนแรกตั้งแต่ขณะที่เมื่อได้ทำสัญญาซื้อขายแล้ว  การชำระราคาไม่ใช่เงื่อนไขในการโอนกรรมสิทธิ์

ใบคู่มือจดทะเบียนนั้น ไม่ถือเป็นหลักฐานกรรมสิทธิ์ รถยนต์เป็นยานพาหนะที่มีกฎหมายควบคุมตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.  2522 จึงต้องจดทะเบียนและเสียภาษี ดังนั้น เมื่อมีการทำสัญญาซื้อขายรถยนต์ กรรมสิทธิ์ได้โอนแล้ว การจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อผู้ครอบครองไม่ใช่เป็นการโอนกรรมสิทธิ์

สำหรับผู้บริโภค เมื่อได้ซื้อสินค้าแล้ว และพบว่า สินค้านั้นไม่ปลอดภัย สามารถใช้สิทธิฟ้องร้องผู้ประกอบการได้  ตามพระราชบัญญัติความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ. 2551 ที่กำหนดให้ผู้ประกอบการต้องรับผิดต่อผู้เสียหาย  ในความเสียหายที่เกิดจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัยนั้น  ไม่ว่าความเสียหายนั้นเกิดจากการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อของผู้ประกอบการหรือไม่  ซึ่งนับว่า เป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคอย่างมาก เนื่องจากด้วยความซับซ้อนของกระบวนการผลิต ผู้บริโภคไม่มีโอกาสหรือมีโอกาสน้อยมากที่จะทราบว่า สินค้าที่ตนเองใช้นั้นมีความไม่ปลอดภัยหรือไม่เพียงใด

ในคดีผู้ใช้รถฟอร์ดนี้ ถือเป็นกรณีศึกษา หากกรณีแบบเดียวกันเกิดขึ้นอีกในอนาคต อาจต้องพิจารณาแก้ไขกฎหมาย บังคับให้ผู้ประกอบการรับซื้อสินค้าคืน เพื่อแก้ไขกรณีสินค้าที่เกิดปัญหา มูลค่าสินค้าจะลดลงไปมากจนเกินสมควร

สิทธิของผู้บริโภคมักจะถูกมองข้ามและละเลย ผู้บริโภคจึงควรตระหนักถึงสิทธิและประโยชน์ของตนเอง

จำนวนการอ่าน 202 ครั้ง