สำนักกฎหมาย

มารุต บุนนาค

อินเตอร์เนชั่นแนล ลอว์ ออฟฟิศ

การจ่ายยา

ลงพิมพ์ในเดลินิวส์ : 8 ตุลาคม 2561

ดร. รุจิระ บุนนาค

8 ตุลาคม 2561

ตอนนี้มีกระแสเกี่ยวกับการออกพระราชบัญญัติยาฉบับใหม่ โดยมีเนื้อหาให้พยาบาล และผู้ให้บริการทางการแพทย์อื่นๆ เช่น นักเทคนิคการแพทย์ นักกายภาพบำบัด แพทย์แผนไทย ฯลฯ เป็นผู้จ่ายยาให้คนไข้ได้ด้วย นอกเหนือจากแพทย์ ทันตแพทย์ และเภสัชกร

ในเรื่องนี้ มีความเห็นที่หลากหลายทั้งจากวิชาชีพที่เกี่ยวข้อง และประชาชน สำหรับพยาบาลนั้น มีพยาบาลบางคนเห็นด้วย  เพราะในทางปฏิบัติมีการให้พยาบาลจ่ายยาอยู่แล้วในโรงพยาบาลในพื้นที่ห่างไกล  เนื่องจากมีเภสัชกรไม่เพียงพอ ดังนั้น หากมีกฎหมายมารองรับการจ่ายยาของพยาบาลจะทำให้พยาบาลทำงานได้อย่างสบายใจขึ้น และพยาบาลทุกคนได้เรียนเรื่องยา การจ่ายยามาแล้วในการเรียนการสอนหลักสูตรพยาบาล

ความคิดเห็นดังกล่าวถูกคัดค้านโดยฝ่ายเภสัชกร  ที่มีความเห็นว่าแม้พยาบาลจะเรียนเรื่องยามา แต่เรียนมาน้อยมากเมื่อเทียบกับเภสัชกร การจ่ายยาเป็นเรื่องสำคัญและละเอียดอ่อน

หากพิจารณาในเรื่องนี้เราจะเห็นว่า  พยาบาลอาจเรียนเกี่ยวกับยามาเพียงไม่กี่วิชา ไม่กี่หน่วยกิต แต่เภสัชกรเรียนมาถึง ปีย่อมมีความรู้ความชำนาญมากกว่า ซึ่งเป็นประโยชน์กับประชาชนมากกว่า และเรื่องยานั้นมีความสลับซับซ้อน กว่าบริษัทยาจะผลิตยาออกมาได้แต่ละตัว ต้องทำการคิดค้นวิจัย และทดลองใช้ยานับร้อยตัว บางครั้งนำออกสู่ตลาดได้เพียงตัวเดียว ทำให้มีค่าใช้จ่ายในการวิจัยและพัฒนามากกว่าจะผ่านเกณฑ์ออกขายหรือใช้กับประชาชนได้ ยาจึงมีราคาแพง

นอกจากนี้ การที่สถานพยาบาลต่างๆให้แพทย์สั่งยา แต่ให้เภสัชกรเป็นผู้จ่ายยา มีวัตถุประสงค์ให้มีการสอบทานการจ่ายยาของแพทย์ หากแพทย์จ่ายยาผิดพลาด หรือไม่เหมาะสม จะมีเภสัชกรผู้จ่ายยาตามใบสั่งยาคอยเป็นผู้ท้วงติง ในบางประเทศ แพทย์ไม่มีอำนาจจ่ายยา ทำได้แต่ออกใบสั่งยา แล้วประชาชนต้องนำใบสั่งยาไปซื้อยาจากเภสัชกรตามร้านขายยาเอง

แม้เภสัชกรจะมีความรู้เรื่องยาดีที่สุด  เพราะเรียนเกี่ยวกับยามาโดยตรง แต่การจ่ายยาโดยเภสัชกรเองยังสามารถผิดพลาดได้อันเนื่องมาจากความเหนื่อยล้า อ่อนเพลีย หรือเหตุอื่นๆ โรงพยาบาลเอกชนบางแห่ง  จึงเริ่มมีแนวความคิดให้มีการจ่ายยาโดยหุ่นยนต์จ่ายยาแทนมนุษย์ เพื่อลดโอกาสความผิดพลาดในการจ่ายยาดังกล่าว

มีแนวความคิดเห็นบางแนวอธิบายว่า  ทุกวันนี้ตามคลินิกเอกชนเล็กๆ ทั่วไปจะให้พยาบาลจ่ายยาตามความควบคุมของแพทย์ แม้จำนวนเภสัชกรไม่ได้ขาดแคลน แต่เงินเดือนค่าตอบแทนของเภสัชกรนั้นสูงมาก คลินิกเล็กๆ ไม่สามารถจ้างเภสัชกรได้

อย่างไรก็ตาม มีข้อพิจารณาว่า การที่จะจ่ายยาที่เหมาะสม ต้องมีการวินิจฉัยอาการได้อย่างถูกต้องด้วย  ซึ่งแม้แต่แพทย์เองยังมีโอกาสผิดพลาดในการวินิจฉัยและสั่งยาได้ เคยมีกรณีตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6092/2522 ได้เคยวินิจฉัยว่า  การตรวจร่างกายของผู้ป่วยเป็นขั้นตอนสำคัญในการที่แพทย์จะวินิจฉัยโรคว่า  ผู้ป่วยเป็นโรคอะไร พยาธิสภาพอยู่ที่ไหนและอยู่ในระยะใดเพื่อจะได้นำไปสู่การรักษาที่ถูกต้อง

ศาลเห็นว่า  การที่แพทย์ไม่ได้ตรวจดูอาการคนไข้ด้วยตนเอง  ตั้งแต่คนไข้เริ่มเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล แต่วินิจฉัยโรคและสั่งการรักษาคนไข้ตามที่ได้รับรายงานจากพยาบาลทางโทรศัพท์ และให้พยาบาลฉีดยาให้กับคนไข้ ต่อมาคนไข้มีอาการแพ้ยาอย่างรุนแรง มีแผลพุพองที่ใบหน้าและตามร่างกายทั่วไป กระจกตาทะลุเกิดอาการพร่ามัว ไม่สามารถมองเห็นได้ชัดเจนเป็นการประมาทเลินเล่อ ถือว่าเป็นการกระทำละเมิด

คดีนี้ ศาลพิพากษาให้คนไข้ได้รับค่าสินไหมทดแทน ซึ่งได้แก่ ค่าทนทุกข์ทรมานระหว่างเจ็บป่วย 400,000 บาท ค่าเสียสมรรถภาพในการมองเห็น 800,000 บาท และค่าสูญเสียความสวยงาม 800,000 บาท รวมเป็นค่าเสียหายทั้งสิ้น 2,000,000 บาท

จากกรณีข้างต้น อาจทำให้เกิดความสงสัยว่าแม้พยาบาลจ่ายยา ฉีดยาในความควบคุมของแพทย์ ยังมีอันตรายเกิดขึ้นกับคนไข้ได้ หากอนุญาตให้พยาบาลจ่ายยา ฉีดยา ได้เองโดยไม่ต้องมีแพทย์ จะมีความเสี่ยงได้ โดยเฉพาะกับยาอันตราย ยาที่รักษาโรคที่มีความซับซ้อน 

นอกจากนี้ พยาบาลจำนวนมากอายุน้อย ทำให้มีประสบการณ์ในการจ่ายยาน้อย แม้ว่าจะเคยเรียนเรื่องยามาก็ตาม งานของพยาบาลนั้นหนักมาก ต้องอดหลับอดนอน กลับบ้านดึก เปลี่ยนเวร เข้านอนไม่เป็นเวลา คนที่ส่งลูกเรียนพยาบาลเพราะหวังให้ลูกดูแลยามชรา  ต้องผิดหวังเพราะลูกต้องดูแลแต่คนไข้อื่น อีกทั้งในโรงพยาบาลรัฐคนไข้จะมาก เกินอัตราที่เหมาะสมกับจำนวนพยาบาล

ยังมีปัจจัยประกอบกับพยาบาลได้ค่าตอบแทนน้อย  เมื่อเทียบกับปริมาณงาน และในกรณีโรงพยาบาลรัฐ พยาบาลจำนวนไม่น้อยไม่ได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการ ขาดสิทธิประโยชน์ต่างๆ  ดังนั้น เมื่อถึงจุดๆหนึ่ง พยาบาลจะลาออกไปประกอบอาชีพอื่น และมีพยาบาลรุ่นใหม่เข้ามาแทนเรื่อยๆ  ทำให้ตามโรงพยาบาลต่างๆจะไม่ค่อยมีพยาบาลที่อายุการทำงานนาน และมีประสบการณ์สูง ส่วนใหญ่เป็นพยาบาลที่อายุน้อยหรือเพิ่งจบการศึกษา มีประสบการณ์ในการทำงานและจ่ายยามาน้อยเกือบทั้งสิ้น จึงเห็นได้ว่าภาครัฐมีปัญหาผลิตพยาบาลได้ไม่พอ เพราะผลิตได้เท่าไร ต่อมาจะลาออกเกือบหมด

อย่างไรก็ตาม การออกกฎหมายใหม่ดังกล่าว ยังมีข้อดีอยู่ในด้านของการขายยาบางประเภทให้ทั่วถึง  และมีความปลอดภัยกับประชาชน มีผู้แสดงความเห็นว่า การออกกฎหมายใหม่นี้ เพื่อเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับร้านบางประเภท ที่ขายอาหาร เครื่องดื่ม และต้องการขายยาด้วยเพื่อให้ครบวงจร และถ้าจ้างพยาบาล หรือบุคคลากรทางการแพทย์ประเภทอื่นมาขายยาในร้านได้ จะเป็นการประหยัดค่าใช้จ่าย เพราะจ่ายเงินเดือนน้อยกว่าจ้างเภสัชกรมาประจำร้านสะดวกซื้อ ทำให้ได้กำไรเพิ่มขึ้น

แต่หากพิจารณาอีกด้านหนึ่งจะเห็นได้ว่า หากร้านประเภทนั้นสามารถขายยาต่างๆได้ ประชาชนจะหาซื้อยาได้สะดวกขึ้น เพราะร้านมีจำนวนมาก เข้าถึงประชาชนมากกว่าร้านขายยา ประชาชนไม่ต้องเดินทางไกลเพื่อซื้อยา โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล และร้านบางแห่งยังเปิดบริการ 24 ชั่วโมง เมื่อประชาชนเจ็บไข้ได้ป่วยยามค่ำคืนดึกดื่น จะสามารถซื้อยาได้โดยไม่ต้องรอให้เช้า

นอกจากนี้ การที่พยาบาล หรือบุคลากรทางการแพทย์ดังกล่าว  ขายยาในร้านได้ ซึ่งเป็นยาพื้นฐานทั่วไป จะเพิ่มความปลอดภัยให้กับประชาชนในหลายพื้นที่ ไม่ต้องไปซื้อยาจากผู้ที่ไม่ได้เป็นเภสัชกร ไม่ได้รับการศึกษาใดๆด้านยา ที่เรียกกันว่าหมอตี๋ หรือไปซื้อยาชุด ซึ่งเป็นการนำยาแก้ปวด แก้ไข้ หลายๆยี่ห้อ สีสันสวยงาม มารวมกันในถุงยาเดียวกัน หลายๆเม็ด แล้วรับประทานให้หมดทีเดียว ซึ่งนอกจากเสียเงิน ไม่หายจากโรคแล้ว ยังเกิดอันตรายต่อร่างกายได้อีกด้วย

 ดังนั้น จึงควรกำหนดให้พยาบาล และบุคคลากรทางการแพทย์ดังกล่าว สามารถขายยาบางประเภทได้ โดยยึดหลักเดียวกับเภสัชกร คือถ้าอาการที่รักษาสามารถรักษาได้ด้วยยาที่มีอยู่ จะขายยาให้ แต่ถ้าอาการมากเกินหรือซับซ้อนจะงดขายยาให้ และขอให้พบแพทย์ จะเหมาะสมที่สุด




จำนวนการอ่าน 422 ครั้ง