สำนักกฎหมาย

มารุต บุนนาค

อินเตอร์เนชั่นแนล ลอว์ ออฟฟิศ

คดีแหม่ม เกาะเต่า

ลงพิมพ์ในแนวหน้า : 5 ตุลาคม 2561

ดร. รุจิระ บุนนาค

5 ตุลาคม 2561

กรณีแหม่มชาวอังกฤษ อายุ 19 ปี อ้างว่า ในช่วงเดือนมิถุนายน 2561 ที่ผ่านมา ได้เดินทางท่องเที่ยว หาดทรายสี  เกาะเต่า ตำบลเกาะเต่า อำเภอเกาะ พงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ถูกชายแปลกหน้าวางยาจนไม่รู้สึกตัว ถูกข่มขืน และถูกชิงทรัพย์ไป เป็นเรื่องที่สร้างความสั่นสะเทือนให้กับการท่องเที่ยว และภาพลักษณ์ของประเทศไทย

ประเด็นสำคัญของเรื่องนี้อยู่ตรงที่ แหม่มชาวอังกฤษคนนี้ได้เดินทางกลับประเทศของตนแล้ว แต่แม่ของแหม่มคนนี้ให้ข่าวว่า ตำรวจไทยไม่ยอมรับแจ้งความในเรื่องถูกข่มขืน รับแจ้งความเฉพาะเรื่องถูกชิงทรัพย์เท่านั้น

เมื่อเป็นข่าวใหญ่เช่นนี้ ทำให้คนไทยทั่วไปรู้สึกว่า เป็นเรื่องใหญ่ และสนใจติดตามข่าวเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด ร้อนถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจชั้นผู้ใหญ่ที่ต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงในคดีนี้ด้วยตนเอง

เบื้องต้น ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า แหม่มอังกฤษเข้าพักที่เดอะไฮโฮสเทล ในเกาะเต่ากับเพื่อนขายอีก คน รวมเป็น คน ในคืนเกิดเหตุแหม่มสาวอ้างว่า ถูกวางยาในเครื่องดื่ม แล้วถูกข่มขืนที่บริเวณแหลมหิน จปร. และถูกชิงทรัพย์ เป็นโทรศัพท์ไอโฟน พลัส เงินสด 3,000 บาท และบัตรเครดิต ใบ 

หลังเกิดเหตุเจ้าของโฮสเทล แนะนำให้ไปแจ้งความ แต่แหม่มสาวจะรีบไปเกาะพงัน เพื่อพบกับแฟนหนุ่ม และเพื่อนชาวอังกฤษ ที่จะมางานฟูลมูนปาร์ตี้ ทั้ง ๆ ที่ เจ้าของโฮสเทลพยายามคะยั้นคะยอให้ไปแจ้งความก็ตาม

ต่อมาอีก วัน เพื่อนชายคนสนิทกับแหม่ม ได้ไปแจ้งความแทนที่สถานีตำรวจภูธร เกาะเต่า แต่ตำรวจไม่สามารถรับแจ้งความได้ เพราะผู้เสียหายไม่ได้มาด้วยตนเอง เมื่อตรวจสอบกล้องวงจรปิดในที่เกิดเหตุพบว่า กล้องวงจรปิดเก็บข้อมูลได้เพียง วัน จึงไม่มีภาพขณะเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว
หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับแจ้งความ คดีทรัพย์สินสูญหาย และเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ชี้แจงว่า แหม่มสาวแจ้งความเฉพาะคดีทรัพย์สินสูญหายเท่านั้น และไม่ได้แจ้งความในเรื่องถูกข่มขืน

แต่เมื่อข้อเท็จจริงขัดกัน เพราะแม่ของแหม่มสาวให้ข่าวว่า ตำรวจไทยไม่ยอมรับแจ้งความในเรื่องถูกข่มขืน จึงเป็นเหตุให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการของเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้

ได้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่ทำขึ้นอย่างละเอียด และจำลองเหตุการณ์ว่า ในคืนวันเกิดเหตุเป็นวันขึ้น 14 ค่ำ เดือน มีการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก ซึ่งแหม่มสาวผู้เสียหายอ้างว่า ได้นั่งกินดื่มเครื่องดื่มที่บริเวณริมหาด 

ตามข้อเท็จจริงในวันนั้น เมื่อตรวจสอบระดับน้ำขึ้นลง ระดับน้ำจะสูงขึ้นถึงฝั่ง หากคนร้ายอุ้มตัวแหม่มสาวไปข่มขืนที่แหลมหิน จปร. จะต้องอุ้มลุยทะเลไป และบริเวณนั้นมีผู้คนและนักท่องเที่ยวอยู่เป็นจำนวนมาก แม้จะเป็นเวลากลางคืนก็ตาม

จากเหตุดังกล่าว ทำให้มีการให้ข่าวว่า เรื่องที่แหม่มสาวอ้างว่า ถูกข่มขืนไม่เป็นความจริง และมีการดำเนินคดี เว็บไซต์ดังที่ลงข่าวไปเช่นนั้น

การที่มีข่าวออกเช่นนั้น ไม่ว่าจะเป็นการที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นผู้ให้ข่าว หรือสื่อมวลชนสรุปแบบฟันธงเอง น่าจะดูเป็นการด่วนสรุปแบบรีบร้อนเกินไป ทั้งที่ควรจะให้แหม่มสาว แจ้งความร้องทุกข์ตามกฎหมายไทย และให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการสอบสวนตามขั้นตอนตามกฎหมายก่อน

จนกระทั่งแม่ของแหม่มสาวอ้างว่า มีหลักฐานและสถานทูตอังกฤษจะติดต่อประสานงานไปยังตำรวจอังกฤษ เพื่อขอคำให้การที่ให้ไว้กับตำรวจอังกฤษ และพยานหลักฐานอื่น เช่น เสื้อผ้าที่มีคราบอสุจิติดอยู่ เพื่อส่งให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบ

ล่าสุดเจ้าหน้าที่ตำรวจไทยได้เตรียมส่งพนักงานสอบสวนเดินทางจากประเทศไทย เพื่อไปสอบสวนแหม่มสาวที่ประเทศอังกฤษ
เมื่อพิจารณาการดำเนินการจากผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ต้องยอมรับว่า เจ้าหน้าที่คนไทยคงจะมีเจตนาดีที่จะรักษาชื่อเสียง และภาพลักษณ์ของประเทศไทย ที่มีผลกระทบต่อการท่องเที่ยวในประเทศไทย

อย่างไรก็ตาม การที่มีข่าวเหมือนสรุปแบบฟันธงอย่างเร่งรีบว่า แหม่มสาวไม่ได้ถูกข่มขืนจริง ทั้งที่กระบวนการแจ้งความ หรือการสอบสวนยังไม่ได้เริ่มต้นอย่างเป็นทางการด้วยซ้ำ อาจทำให้ความน่าเชื่อถือลดลง ทั้งที่ควรรอให้การสอบสวนผู้เสียหาย และพยานหลักฐานต่าง ๆ ชัดเจนอย่างเป็นทางการก่อน

เมื่อมีการให้ข่าวไปแล้วว่า แหม่มสาวไม่ได้ถูกข่มขืนจริง และจะมีเฉพาะพนักงานสอบสวนเดินทางไปสอบสวนแหม่มสาวถึงประเทศอังกฤษ กลับกลายเป็นเรื่องที่ดูเหมือนขัดแย้งในตัวเอง และจะเป็นตัวอย่างในการเลือกปฏิบัติว่า ทำไมคดีนี้พนักงานสอบสวนต้องเดินทางไปสอบสวนผู้เสียหายในต่างประเทศ ในขณะอีกหลาย ๆ ประเทศไม่ได้ดำเนินการเช่นเดียวกัน

ในกรณีนี้ ควรจะส่งเสริมให้แหม่มสาวเดินทางกลับมาประเทศไทย เพื่อแจ้งความร้องทุกข์เรื่องถูกข่มขืน หรือล่วงละเมิดทางเพศจะเหมาะสมกว่า หากเธอไม่สะดวกจะออกเงินค่าใช้จ่าย อาจหาเงินช่วยออกค่าใช้จ่ายให้

แม้ว่าตัวแหม่มสาวเองจะมีข้อพิรุธอยู่เหมือนกันตรงที่ว่า เมื่อถูกข่มขืนเธอควรจะกระตือรือร้นสนใจไปแจ้งความ แต่เธอกลับเฉยเมย และไม่ร้องเรียนจนเป็นข่าว เมื่อกลับประเทศของเธอแล้ว

ตามกฎหมายไทยที่แก้ไขใหม่นานแล้วกรณีนี้ผู้เสียหายที่ดำเนินการแจ้งความร้องทุกข์ตามกฎหมาย สามารถขอให้เบิกความต่อศาลก่อนที่จะมีการฟ้องคดีอาญา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการพิสูจน์ความจริงตามกระบวนการกฎหมาย

แต่ไม่ได้ดำเนินการตามกฎหมาย เพราะแหม่มสาวดูเหมือนจะไม่สนใจรักษาสิทธิของตนตั้งแต่แรก

การรักษาชื่อเสียงและภาพลักษณ์ของประเทศไทยเป็นสิ่งที่ดี แต่ต้องดำเนินการให้สมควรและเหมาะสมด้วย

จำนวนการอ่าน 134 ครั้ง