สำนักกฎหมาย

มารุต บุนนาค

อินเตอร์เนชั่นแนล ลอว์ ออฟฟิศ

ตึกสะท้อนแสง

ลงพิมพ์ในโพสต์ทูเดย์ : 2 ตุลาคม 2561

ดร. รุจิระ บุนนาค

2 ตุลาคม 2561

เมื่อเร็วๆนี้มีกรณีที่ตึกสำนักงานใหญ่ของธนาคาร ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจและตั้งอยู่ใน            เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร ใช้กระจกเป็นผนังอาคารด้านนอก แล้วเกิดการร้องเรียนจากผู้ที่อยู่บริเวณนั้นว่า กระจกสะท้อนแสงอาทิตย์เข้าตา ได้รับความเดือดร้อน ซึ่งสำนักงานเขตพญาไทได้เข้ามาประสานงานติดต่อกับทางธนาคารดังกล่าวถึงกรณีที่เกิดขึ้น

การใช้กระจกเป็นผนังอาคารนั้น เป็นเรื่องปกติของอาคารรุ่นใหม่  ที่ไม่ได้สร้างปิดทึบแบบอาคารยุคก่อนๆ เป็นระบบ Curtain Wall ที่ยึดหรือแขวนแผ่นกระจกเข้ากับโครงสร้างของอาคาร ทั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้เป็นอาคารประหยัดพลังงานและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยการใช้วัสดุกระจกที่สะท้อนแสงอาทิตย์ได้สูงเพื่อลดความร้อนที่เข้าสู่ตัวอาคาร ลดภาระของเครื่องปรับอากาศ และทำให้แสงเข้ามาในอาคารได้บ้าง เป็นการประหยัดค่าไฟฟ้าส่องสว่าง ซึ่งมีมาตรฐานสากลอยู่เช่น มาตรฐานอาคารประหยัดพลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของสหรัฐอเมริกา

 บริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่จะชอบอาคาร ที่ออกแบบมาให้ประหยัดพลังงานและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และเลือกเช่าอาคารประเภทดังกล่าวเป็นที่ตั้งสาขาในประเทศต่างๆ อาคารประเภทนี้จึงปล่อยเช่าทำสำนักงานโดยได้รับค่าเช่าที่สูงกว่าอาคารประเภทอื่นในบริเวณเดียวกัน

กระจกที่นิยมใช้นั้นจะเป็นกระจกสะท้อนรังสีจากดวงอาทิตย์  หรือ Solar Reflective Glass เป็นกระจกเคลือบออกไซด์ สามารถสะท้อนแสงอาทิตย์ที่จะส่องเข้าอาคารได้ประมาณ 30% และในขณะนี้มีเทคโนโลยีใหม่คือกระจกที่เป็น Insulated Laminate ซึ่งนอกจากป้องกันความร้อนเข้าสู่ตัวอาคารแล้ว ยังสามารถตัดแสงสะท้อนไม่ให้รบกวนสิ่งแวดล้อมโดยรอบได้

กรณีตึกสะท้อนแสงนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก แต่มีอาคารหลายแห่งที่มีการสะท้อนแสงมาก เกิดแสงจ้า ทำให้มีความร้อนมากขึ้น ทั้งนี้ การใช้กระจกเป็นผนังอาคารหรือเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างอาคารนั้น มิได้มีการใช้แต่เฉพาะกับอาคารสำนักงาน แต่ยังใช้กับอาคารอยู่อาศัย ที่เป็นอาคารชุด หรือคอนโดมิเนียมด้วย

ในเรื่องนี้เคยมีคดีที่ศาลฎีกาเคยตัดสินไว้ ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3772/2557 ประชาชนเจ้าของบ้าน และเจ้าของตึกแถว ที่อยู่ใกล้กับคอนโดมิเนียมขนาดใหญ่ย่านสุขุมวิท เป็นอาคารที่ติดกระจกรอบอาคาร  ได้รับความเดือดร้อนจากแสงสะท้อนของกระจก มีแสงส่องเข้ามาในบ้านเกิดความร้อน  ไม่สามารถอาศัยในบ้านได้อย่างปกติสุข ในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนเมษายนของแต่ละปี ในช่วงเวลา 15.30 น. ถึง 18.00 น.จึงฟ้องโครงการคอนโดมิเนียมต่อศาล

ทางโครงการคอนโดมิเนียมต่อสู้ว่า  ช่วงระยะเวลาที่เกิดแสงสะท้อนดังกล่าวเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เรียกว่าตะวันอ้อมข้าว เปลี่ยนไปตามฤดูกาลในแต่ละปี จึงไม่ได้เป็นความผิดของทางโครงการ

ศาลฎีกาตัดสินให้โจทก์ชนะ เพราะได้รับความเสียหายเดือดร้อน ให้ทางโครงการคอนโดมิเนียมจ่ายค่าเสียหายแก่ร่างกายและจิตใจ รวมถึงค่าตรวจสุขภาพรายปี และค่าเสียโอกาสใช้พื้นที่หน้าบ้านให้กับโจทก์

ดังนั้น กรณีตึกสำนักงานใหญ่ธนาคาร ที่สะท้อนแสงในเขตพญาไทดังกล่าว น่าจะเทียบเคียงและยึดหลักเดียวกันกับกรณีคดีคอนโดมิเนียมข้างต้น คือต้องชำระค่าเสียหาย หรือแก้ไขไม่ให้เกิดการสะท้อนแสง ซึ่งล่าสุดทางสำนักการโยธา กรุงเทพมหานครได้ให้ข้อมูลว่า  อาคารดังกล่าวเป็นอาคารที่สร้างขึ้นตั้งแต่ พ.ศ. 2537 ที่ผ่านมาไม่เคยมีการร้องเรียนเกิดขึ้น แต่เมื่อมีการร้องเรียนจากประชาชน จึงจะส่งเจ้าหน้าที่ลงไปตรวจสอบ ขณะนี้ได้เตรียมสั่งให้แก้ไขแล้ว หากไม่แก้ไข จะสั่งระงับการใช้อาคาร

เมื่อพิจารณาตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 อาจมีข้อสงสัยว่า ในเมื่ออาคารสะท้อนแสงเหล่านี้ได้รับอนุญาตให้ก่อสร้างโดยถูกต้องตามกฎหมายแล้ว มีการตรวจแบบแปลน วัสดุที่ใช้ โดยทางการก่อนอนุญาตให้ปลูกสร้าง ทำไมจึงเกิดกรณีเช่นนี้ขึ้น และผู้ที่ได้รับความเดือดร้อน  สามารถฟ้องร้องเจ้าของอาคารที่ได้รับใบอนุญาตก่อสร้างได้หรือไม่

ตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคารในปัจจุบันกำหนดว่า  อาคารต้องใช้วัสดุพื้นผิวที่สะท้อนแสงได้ไม่เกิน 30% หากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกใบอนุญาตก่อสร้างอาคารที่ใช้กระจกที่สะท้อนแสงเกิน 30% แล้ว จะเป็นการขัดต่อกฎหมาย และผู้ได้รับความเดือดร้อนสามารถฟ้องต่อศาลปกครองให้มีการเพิกถอนใบอนุญาตก่อสร้าง และใบอนุญาตให้ใช้อาคารได้  ทางหน่วยงานที่ออกใบอนุญาตก่อสร้าง เช่น กรุงเทพมหานคร จะต้องรับผิดชอบ

แต่หากผู้ได้รับใบอนุญาตก่อสร้างใช้วัสดุดังกล่าว คือกระจกที่สะท้อนแสงไม่เกิน 30% และได้รับใบอนุญาตก่อสร้างจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ถือว่าเป็นการปฏิบัติตามกฎหมายแล้ว ซึ่งเมื่อพิจารณาแล้วอาจเห็นว่า  ไม่เป็นการละเมิดไม่ทำให้ผู้อื่นเสียหายไม่สามารถฟ้องร้องได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 แต่อย่างใด เพราะได้รับอนุญาตถูกต้อง เป็นการใช้สิทธิตามกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งลักษณะละเมิด ยังมีมาตรา 421 กล่าวคือ แม้ว่าผู้กระทำการมีสิทธิทำได้ตามกฎหมาย แต่ถ้าการใช้สิทธินั้นมีแต่จะทำให้ผู้อื่นเสียหายนั้น ถือเป็นการละเมิดต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเช่นกัน ดังที่เรียกว่า การใช้สิทธิเกินส่วน

ตัวอย่างของการใช้สิทธิเกินส่วน เช่น เก็บสินค้าไว้ในตึกของตน แต่มีน้ำหนักมากเกินทำให้พื้นคอนกรีตทรุด และอาคารใกล้เคียงร้าว ทรุด เอียงไปด้วย (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1982/2518) สร้างอาคารในที่ดินของตน แต่ตอกเสาเข็มสะเทือนทำให้ดาดฟ้าตึกข้างเคียงร้าว (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 940/2501) ซึ่งเจ้าของทรัพย์ดังกล่าวต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้กับผู้ที่ได้รับความเสียหาย

นอกจากนี้ ยังมีการสร้างกำแพงสูงมากเกินโดยไม่มีเหตุผล ทำให้ชั้นล่างของตึกแถวใกล้เคียงถูกบดบัง เสียโอกาสค้าขาย (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15674/2555) สร้างบ้านบังหน้าที่ดินเพื่อนบ้านจนไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะหรือออกสู่ทางสาธารณะได้ไม่สะดวก (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 387-388/2550) ย่อมถือเป็นการละเมิดตามมาตรา 421 นี้ และผู้ได้รับความเดือดร้อนสามารถฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนได้

ดังนั้น แม้การปลูกสร้างอาคารจะได้ปฏิบัติตามกฎหมายแล้ว แต่หากเกิดความเสียหายแก่บุคคลอื่น สามารถถูกฟ้องร้องและต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายได้เช่นกัน





จำนวนการอ่าน 792 ครั้ง